System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 114 : สำนักแดนจันทรา
หลงซูอินรู้สึกมีความสุขไม่ใช่น้อยกับคำพูดของปู่ของเธอ
เพราะ ลูกสาวคนโตของตระกูลหลง ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของ
ปักกิ่งทุกคนในรุ่นก่อนหน้านี้ ต่างมีกำหนดการที่จะต้องแต่งงานกับคน
ที่ตระกูลเลือกให้ตั้งแต่เด็กๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ เธอจะไม่รู้สึกมีความสุขได้ยังไง ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นกับ
เธอ
“หลานคิดว่าที่ให้แฟนของหลานไปกับลูกสาวคนโตของตระกูลซูแบบ
นั้นมันดีแล้วเหรอ?”
ในขณะที่หลงซูอินรู้สึกมีความสุขอยู่ในใจอยู่นั้น หลงหวู่เหล่ยก็ถาม
เหมือนกับก่อนหน้านี้ออกมา
หลง เซิ่นที่ยืนอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วย “นั่นสิ น้องคิดว่ามันดี
แล้วเหรอ ที่ปล่อยให้น้องเขยไปกับซูเสวี่ยหนิง ในสายตาของพี่ ซูเสวี่ย
หนิงสวยมาก ถ้าเกิดเขาไปชอบเธอขึ้นมา น้องจะทำยังไง?”
ได้ยินที่ปู่และพี่ชายของตัวเองพูดออกมาแบบนี้ หลงซูอินก็ชะงักไป
แทบจะในทันที
พูด กันตามความจริงแล้ว เธอก็รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน กังวลว่าไป๋เฉิน
จะไปชอบซูเสวี่ยหนิงเข้า เพราะความสวยของอีกฝ่าย ไม่ใช่อะไรที่เธอ
จะสามารถไปสู้ด้วยได้
อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้เขาไปกับซูเสวี่ยหนิง เนื่องจาก
เธอไม่ได้เป็นอะไรกับเขา
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้ตัดสินใจว่าเธอจะต้องทำให้ไป๋เฉินชอบเธอและมา
เป็นแฟนของเธอให้ได้!
เธอส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เพื่อสลัดความกังวลออกไป ขณะเดียวกัน
เธอก็ยิ้มออกมา เธอยิ้มให้กับปู่และพี่ชายของเธอ
“ปู่กับพี่ ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ถ้าเขาไม่ซื่อสัตย์แล้วเขาจะมาเป็นคน
ที่หนูรักและตกลงเป็นแฟนด้วยได้ยังไง?”
หลงหวู่เหล่ยถึงกับต้องหัวเราะออกมาให้กับคำพูดของหลานสาว “นั่น
สินะ ไม่แปลกใจเลยที่หลานเลือกเขา”
หลง เซิ่นเองก็ยิ้มเล็กน้อย เขาคิดในใจอย่างอดไม่ได้ว่า ‘สงสัยเรากับปู่
จะกังวลไปเอง ถ้าน้องเขยไม่ซื่อสัตย์ ซูอินจะเลือกเขาได้ยังไง เพราะ
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เธอก็ไม่เคยสนใจผู้ชายคนไหนมาก่อนเลย”
…………………………..
ในช่วงบ่ายของวัน บนภูเขาสูงที่โอบล้อมไปด้วยป่าไม้อันสวยงามสี
เขียวขจี มีกำแพงไม้ที่ถูกสร้างจากไม้ชั้นดีอยู่
กำแพง ถูกสร้างเป็นสี่เหลี่ยล้อมรอบ ซึ่งภายในกำแพงไม้ ไม่ได้เป็น
พื้นที่ที่ใหญ่มากนัก และพื้นที่ภายในกำแพงไม้ก็คือมีบ้านไม้ที่ถูกสร้าง
ไว้เรียงรายกันอย่างสวย งามถึงสิบเอ็ดหลัง
มัน ถูกสร้างเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โดยบ้านไม้เหล่านี้ถูกสร้างไว้ตรง
ข้ามกัน ฝั่งละห้าหลัง ส่วนหลังที่สิบเอ็ดนั้น อยู่สุดทาง นอกจากนี้ มันยัง
เป็นหลังที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย
ถ้า สังเกตมองดูดีๆ แล้ว จะสามารถบอกได้เลยว่า ทั้งกำแพงไม้และบ้าน
ทั้งสิบเอ็ดหลังที่ถูกสร้างไว้ที่นี่บนภูเขาสูง ท่ามกลางธรรมชาตินั้น มี
ความเก่าแก่เป็นอย่างมาก
แบบนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย มันต้องถูกสร้างขึ้นมานานมากแล้ว
อย่างแน่นอน!
และที่นี่ก็ไม่ใช่สถานที่อะไรอื่น นอกจากที่ตั้งของสำนักแดนจันทรา!
สำนัก แดนจันทราตั้งอยู่ในป่าทางเหนือของจีน การจะเดินทางมาที่นี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย เครื่องบินไม่สามารถเข้ามาถึงได้ เพราะมีต้นไม้สูงอยู่
มากมาย การจะมาถึงได้ มีเพียงต้องบินมาด้วยดาบบินเท่านั้น
สรุปได้ว่าคนธรรมดา ไม่มีทางที่จะมายังสำนักแดนจันทราได้ จะมีก็
เพียงแต่ผู้ฝึกตนระดับก่อร่างขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถมาถึงได้
ในตอนนี้ ที่หน้าทางเขาสำนักแดนจันทรา ซึ่งเป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ มี
คนสี่คนยืนอยู่
สีหน้าของคนทั้งสี่ดูกระวนกระวายและตื่นเต้นมาก ซึ่งคนทั้งสี่ล้วนเป็น
ผู้หญิงหมด
ยิ่งไปกว่านั้นสองในสี่คนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเจิ้งฟางกับเจิ้ง
ฝาง ผู้เป็นเจ้าสำนักและรองเจ้าสำนักของสำนักแดนจันทรา
ส่วนอีกสองคนนั้น เป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าสวยงาม ถึงแม้ว่าพวกเธอจะ
เทียบไม่ได้กับซูเสวี่ยหนิง แต่พวกเธอก็สวยมากทีเดียว
เรียกได้ว่าความสวยของพวกเธอสามารถสู้กับหลงซูอินได้
จากการที่เจิ้งฟางกับเจิ้งฝาง รวมถึงสองสาวสวยมายืนอยู่ที่หน้าประตู
ทางเข้าสำนักนั้น เป็นที่แน่นอนว่ากำลังรอคอยบางอย่างอยู่
ซึ่งบางอย่างที่ว่าก็คือการมาถึงซูเสวี่ยหนิงกับตัวตนระดับผู้ฝึกตนระดับ
ทะยานฟ้าที่จะมาพร้อมกับเธอ!
ด้วย การที่รู้ว่าผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าจะมาที่สำนักแดนจันทรานั้น
เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่ทั้งสี่คนที่มายืนรออยู่ จะไม่รู้สึกตื่นเต้นและ
กระวนกระจายใจ
“พี่ ท่านคิดว่าเสวี่ยหนิงกับท่านผู้อาวุโสเฉินไป๋จะมาถึงตอนไหน?” อยู่ๆ
เจิ้งฝางก็ถามขึ้นมา
เจิ้ง ฟางต้องหันหน้ามองที่น้องสาวของตัวเอง พร้อมกับตอบอย่างไม่
จำเป็นต้องคิด “คงอีกไม่นาน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเสวี่ยหนิงเพิ่งจะโทร
มาบอกกับพวกเรา”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจิ้งฝางพยักหน้าเข้าใจ แต่ในใจของเธอก็ยังคงเต็มไป
ด้วยความตื่นเต้นและกระวนกระวาย รวมไปถึงรอคอยด้วย
เธออยากจะรู้อย่างมากว่าผู้อาวุโสเฉินไป๋ที่ซูเสวี่ยหนิงพามาจะมีหน้าตา
ยังไง?
ในความเป็นจริง ไม่ใช่แต่เธอคนเดียวที่อยากจะรู้ ตัวของเจิ้งฟางก็
อยากจะรู้ด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่ารวมถึงสองสาวสวยด้วย พวกเธอก็อยากจะรู้เหมือนกับรอง
เจ้าสำนักและเจ้าสำนัก
เวลา ผ่านไปประมาณสิบนาที บนท้องฟ้าสีครามสดใสที่มีแสงแดดส่อง
ลงมาเล็กน้อย ก็ปรากฏให้เห็นซูเสวี่ยหนิงที่เหยียบดาบบินลอยฟ้ามา
อย่างไม่ช้าไม่เร็ว
แน่ นอนว่าเธอไม่ได้มาคนเดียว ข้างหลังของเธอติดตามมาด้วยชายวัย
กลางคนคนหนึ่ง ที่อยู่ในชุดของจอมยุทธ์ชาย ชุดของเขาเป็นสีเงิน ซึ่ง
เขาก็คือไป๋เฉิน
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ใช้วิชาพันหน้าเปลี่ยนมาเป็นตัวเองในตอนที่อายุ 30
ปีแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่ว่าเขาต้องการเปลี่ยนเอง เป็นซูเสวี่ยหนิงที่ขอให้เขาเปลี่ยน
จากคำพูดที่เธอขอ เขาสามารถบอกได้ว่าเธอได้เข้าใจผิดไปอย่างมาก
เพราะเธอบอกกับเขาว่าขอให้เขากลับไปอยู่ในรูปร่างที่แท้จริง
สำหรับเรื่องนี้ ไป๋เฉินก็ไม่ได้อธิบายอะไร เพราะเขาไม่ต้องการบอก
เรื่องทักษะพันหน้าหรือระบบเปลี่ยนชีวิตกับใคร
และ จากที่เห็นไป๋เฉินอยู่ในชุดจอมยุทธ์ชายก็เพราะว่า ซูเสวี่ยหนิงได้
เตรียมมันไว้ให้กับเขา พร้อมกับขอร้องให้เขาใส่ ถ้าไม่ใช่ว่าเธอขอร้อง
เขาก็คงจะใส่ชุดธรรมดาๆ มาแล้วอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องเหตุผล เธอก็ได้อธิบายกับเขาสั้นๆ ว่า เขาจะได้ดูเหมือนกับผู้
ฝึกตน ไม่ใช่เหมือนกับคนธรรมดา
แม้เหตุผลของเธอจะเป็นแบบนี้ แต่ไป๋เฉินก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เขา
ตามเธอมาโดยใช้ทักษะเดินชมดาว
ซูเสวี่ยหนิงมองเห็นพวกเจิ้งฟางยืนรออยู่ เธอก็บังคับดาบบินลงมายังพื้น
ต่อหน้าของพวกเจิ้งฟาง
ไป๋เฉินลงมาตามเธอ ไม่นานเท้าของเขาก็สัมผัสพื้นดิน ขณะเดียวกัน เขา
ก็มองไปที่พวกเจิ้งฟาง
แต่ในทันทีที่มองไป เขาก็ต้องชะงัก เนื่องจากพวกเจิ้งฟางทั้งสี่คน มีแต่
คนสวยๆ กันทั้งนั้น
แม้ ว่าสองในสี่จะเป็นหญิงวัยกลางคน แต่พวกเธอก็ยังมีรูปร่างที่น่า
หลงใหลและใบหน้าที่สวยงาม เรียกได้ว่าความสวยของพวกเธอ เพียง
พอที่จะทำให้ไป๋เฉินชะงักและลอบตกตะลึงอยู่ในใจได้!
เมื่อไป๋เฉินมองไปที่พวกเธอ พวกเธอก็มองไปที่เขาเช่นเดียวกัน ใบหน้า
ของแต่ละคน ล้วนแสดงความตื่นเต้นและกระวนกระวายออกมา
พวกเธอไม่มีความสงสัยเลยว่าไป๋เฉินเป็นผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าจริง
หรือไม่จริง
เพราะจากการที่เขาเดินบนท้องฟ้า โดยที่ไม่ใช้ดาบบิน ก็เป็นตัวยืนยัน
อย่างดีแล้วว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าตัวจริงอย่างแน่นอน!