The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.620 ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น
EP.620 ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น
“สั่งให้ซือตู่เฉว่หยุดยิงระเบิดซะ”
หลินมู่อวี่กล่าวคำออก
“ขอรับ!”
แม้จะงุนงงเล็กน้อยแต่เว่ยโฉวก็โบกธงส่งสัญญาณให้ซือตู่เฉว่ที่อยู่บนภูเขาหยุดการยิงระเบิดอย่างรวดเร็ว
มีเพียงเหล่ยฉงที่ยังเหลือรอดหลังจากการระดมยิงปืนใหญ่เกือบหนึ่งชั่วยาม เหล่าอสูรเกราะในหุบเขาล้วนตายตกจนหมดสิ้น
หลินมู่อวี่กระชับกระบี่ดวงดาราในมือขณะควบม้าพุ่งตรงไปหาเหล่ยฉง เมื่อกลุ่มควันจางหาย ชายหนุ่มจึงมองเห็นจอมพลปีศาจที่ยืนอยู่ท่ามกลางร่องรอยหลุมลึกจากปืนใหญ่ด้วยความอัปยศอดสู เศษซากอวัยวะของเหล่าอสูรเกราะที่กระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่งส่งกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งเข้าจมูก
“หลินมู่อวี่!”
เกราะรบสีทองของเหล่ยฉงหลอมละลายติดกับร่างกายทำให้เขาแลดูคล้ายรูปปั้น จอมพลปีศาจยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันขณะคำรามดังก้อง “เจ้าพอใจแล้วรึ? กองกำลังของข้าตายตกจนหมดสิ้นแล้ว สะใจแล้วใช่หรือไม่? ไอ้ปีศาจฆาตกร!”
หลินมู่อวี่ควบม้าเข้าไปโดยไม่กล่าวคำใดและกดปลายกระบี่ดวงดาราลงบนไหล่ของเหล่ยฉงแผ่วเบา “คุกเข่าลงซะ”
“ฝันไปเถอะ!”
“คุกเข่าลง!”
หลินมู่อวี่ตะโกนลั่นขณะเขตแดนพลังแห่งมหาปราชญ์ราชันพรั่งพรูออกมาอย่างท่วมท้น กระบี่ดวงดาราสั่นไหวเล็กน้อย ผนึกอมตะระดับหกถูกกระตุ้นออกมาเสริมความแข็งแกร่งแก่เขตแดนพลังของเขาจนเหล่ยฉงไม่สามารถต้านทานได้และคุกเข่าลงในที่สุด ดวงตาสีแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่เต็มใจ
“สังหารข้าซะ”
เหล่ยฉงมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด “ต่อให้เจ้าสังหารข้า เผ่าเทพก็ยังจะทำลายดินแดนมนุษย์ให้สิ้นซากอยู่ดี คอยดูเถอะ เฉียนเฟิงจะกลับมาแก้แค้นให้ข้าเป็นแน่ ฮ่าๆๆ…”
หลินมู่อวี่หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ข้ายังจำเรื่องราวในเมืองตงฉวงได้ดี ท่านตู้ไห่ต้องถูกเจ้าตัดศีรษะเพื่อช่วยให้ข้าหนีไปได้ มันเป็นเหตุการณ์ที่ข้าจะไม่มีวันลืม”
“ชีวิตนี้ข้าตัดศีรษะมามากมายนับไม่ถ้วน ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดถึงครั้งใด!”
“นั่นไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะอย่างไรเจ้าก็ต้องโดนเช่นนั้น”
หลินมู่อวี่ไม่เปิดโอกาสให้เหล่ยฉงกล่าวคำใดอีก กระบี่ดวงดาราพลันส่องประกายเจิดจ้า “ฉัวะ!” ศีรษะของเหล่ยฉงหลุดออกจากบ่าในทันใด ชายหนุ่มตวัดกระบี่แทงศีรษะของจอมพลปีศาจก่อนชูขึ้นอย่างรวดเร็ว!
กองทัพมนุษย์ทั้งสองฝั่งภูเขาต่างกู่ร้องด้วยความปีติยินดี พวกเขากำจัดกองทัพของเหล่ยฉงจนหมดสิ้นซึ่งถือเป็นชัยชนะที่มนุษยชาติและกองทัพมังกรผงาดไม่เคยได้รับมาก่อน!
…
ไม่นานฉินอิน ฉินเหยียน ซือตู่เซิน ซือตู่เฉว่และคนอื่นก็ทยอยเดินทางมาถึงหุบเขา ฉินเหยียนประสานหมัดพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของท่านพี่ด้วย!”
ซือตู่เฉว่กล่าว “นายท่านของข้าช่างปราดเปรื่องนัก ฮ่าๆ ไอ้เจ้าเหล่ยฉงก็โง่เขลาเสียจริง!”
หลินมู่อวี่ไม่ได้มีความสุขนัก กองทัพมังกรผงาดต้องเสียทหารไปกว่าสามหมื่นนายเพื่อแลกกับชัยชนะในครั้งนี้ อีกทั้งกระสุนของปืนใหญ่ผลึกอสูรก็ถูกใช้จนเกือบหมด และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือเผ่าปีศาจยังคงมีกองกำลังมากมายอยู่ในหุบเขาชางหลิน!
“สถานการณ์ทางการทหารเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินมู่อวี่เอื้อมไปจับมือบอบบางของฉินอินพลางกล่าวกับบุคคลที่อยู่ด้านหลัง
เฝิงสี่ประสานหมัด “เหมือนว่าเราจะสามารถกำจัดกองกำลังส่วนใหญ่ของเหล่ยฉงไปได้ในศึกครั้งนี้ ทว่ายังเหลือกองทัพอสูรเกราะอีกราวสามหมื่นที่กำลังมุ่งหน้ามาเสริมทัพ คาดว่าจะมาถึงที่นี่ภายในครึ่งชั่วยาม ท่านผู้บัญชาการต้องการซุ่มโจมตีอีกครั้งหรือไม่ขอรับ?”
“สามหมื่นรึ?”
หลินมู่อวี่รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันใด “ไม่ ถอยทัพซะ เราแทบไม่เหลือกระสุนปืนใหญ่แล้ว อีกทั้งลูกศรและอาวุธต่างๆ ล้วนเสียหายจนใช้การไม่ได้ หากต้องต่อสู้กับกองทัพอสูรเกราะถึงสามหมื่นตน เราคงต้องเสียกองทัพมังกรผงาดทั้งหมดเพื่อกำจัดพวกมัน ข้าขอสั่งให้กองทัพทั้งหมดล่าถอยตั้งแต่บัดนี้!”
“ขอรับ!”
ซือตู่เซินกล่าวคำออก “นายท่าน ปืนใหญ่ผลึกอสูรหนักเกินไปขอรับ เราใช้เวลากว่าสองวันเต็มในการเคลื่อนย้ายปืนใหญ่เหล่านี้ขึ้นมาบนภูเขา หากจะต้องขนปืนใหญ่ทั้งหมดลงไป ข้าเกรงว่าคงจะไม่ทันการ…”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้อง”
หลินมู่อวี่กัดฟันพลางกล่าว “นำลูกกระสุนที่เหลือออกมาให้หมด จากนั้นก็เผาปืนใหญ่ผลึกอสูรทิ้งซะ อย่าให้เผ่าปีศาจหรือจักรวรรดิอี้เหอนำมันไปได้”
“ว่าอย่างไรนะขอรับ!?”
เว่ยโฉวตกตะลึงก่อนกล่าวออกอย่างลำบากใจ “ท่านผู้บัญชาการจะทำลายปืนใหญ่ผลึกอสูรทั้งหนึ่งร้อยกระบอกจริงๆ หรือขอรับ?”
“ใช่ มันสายเกินไปแล้ว จงเผาทิ้งให้หมด!”
“ขอรับ!”
“ถอยทัพ!”
ธงศึกโบกสะบัดส่งสัญญาณให้ล่าถอย กองทัพมังกรผงาดถอยทัพออกจากหุบเขาอย่างเร่งรีบ พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะฝังศพของสหายที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา สงครามมักเป็นเช่นนี้เสมอ ความเมตตากรุณามีแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียที่มากขึ้นหรือแม้แต่ความพินาศ
… …
ขณะนี้ข่าวที่กองทัพมังกรผงาดกำจัดกองกำลังของเหล่ยฉงในหุบเขาไร้นามยังไม่แพร่กระจายออกไป ข่าวเดียวที่จักรวรรดิอี้เหอได้รับมีเพียงว่ากองทัพจักรวรรดิพ่ายแพ้อย่างยับเยินในขณะที่กองกำลังของเผ่าปีศาจได้รับความเสียหายร้ายแรง
ณ ป้อมปราการเจี้ยงเก๋อ
ฉินอี้ในชุดคลุมมังกรสีทองยืนอย่างสง่าผ่าเผยบนป้อมปราการของเมืองเจี้ยงเก๋อพลางทอดสายตามองหุบเขาชางหลินที่เต็มไปด้วยกลุ่มควันโขมง เขาเอ่ยถามด้วยดวงตาทอประกาย “สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร?”
จื่อเย่าประสานหมัดพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ฉินอินพ่ายแพ้แล้วขอรับ ซูหลงฆ่าตัวตายในสนามรบและปล่อยให้กองทัพของเขาถูกกำจัดจนหมดสิ้น กองทัพเสินเว่ยได้รับบาดเจ็บและตายตกไปกว่าเจ็ดในสิบ ในขณะที่ทัพเขี้ยวกระบี่สูญเสียกองกำลังไปกว่าครึ่ง ว่ากันว่าเผ่าปีศาจเผาเสบียงอาหารและหญ้าของพวกเขาจนวอดวายหมดแล้ว ขณะนี้กองทัพจักรวรรดิกำลังล่าถอยจากหุบเขาชางหลิน หลินมู่อวี่ต่อสู้กับเหล่ยฉงด้วยกองกำลังเพียงไม่กี่หมื่นและได้รับความเสียหายอย่างหนัก ข้าน้อยคิดว่ากำลังพลทั้งสามแสนของจักรวรรดิตายตกไปกว่าครึ่งแล้ว พวกเขาคงเหลือกองกำลังเพียงหนึ่งแสนสองหมื่นซึ่งอยู่ไกลจากกำแพงเหล็กมากโขและคงไม่อาจอยู่รอดเกินสองวันขอรับ”
“หมายความว่าฉินอินก็เหลือกองทหารเพียงหนึ่งแสนงั้นรึ?”
“ขอรับ!”
“แล้ว…” ฉินอี้หรี่ตาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เผ่าปีศาจเป็นอย่างไรบ้าง?”
จื่อเย่ากล่าว “กองกำลังที่ทั้งสองฝ่ายสูญเสียในสงครามคิดเป็นหนึ่งต่อสี่ขอรับ จักรวรรดิสูญเสียทหารสองแสนนายในขณะที่พวกปีศาจตายตกไปเพียงห้าหมื่น แต่กล่าวกันว่ายุทธวิธีแปดกระบวนทัพของหลินมู่อวี่นั้นทรงพลังยิ่งจึงทำให้เหล่ยฉงเสียกำลังพลไปนับหมื่น จากข้อมูลที่เราได้มา ขณะนี้เผ่าปีศาจเหลือกองกำลังที่จะส่งมายังหุบเขาชางหลินน้อยกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นขอรับ”
ฉินอี้กล่าวอย่างเย็นชา “เราจะประมาทจอมเจ้าเล่ห์เฉียนเฟิงไม่ได้เด็ดขาด ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”
“ไม่ทราบเลยขอรับ”
จื่อเย่ายิ้มจาง “แต่ข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับท่านราชาผู้พิชิตด้วย”
“แสดงความยินดีด้วยเรื่องอันใดกัน?”
“เราเพิ่งได้รับสารขนนกมาว่ากองทัพมนุษย์ที่ถูกควบคุมโดยเผ่าปีศาจกำลังเคลื่อนทัพข้ามเทือกเขาหยุนหลิงเพื่อบุกโจมตีมณฑลเทียนชู่และมณฑลอวิ้นจง หากไม่มีอะไรผิดพลาด ทั้งสองมณฑลคงถูกยึดครองในเร็ววัน ขณะนี้…เฉียนเฟิงคงไม่ได้อยู่ที่หุบเขาชางหลินแต่กำลังนำกองทัพบุกโจมตีมณฑลเทียนชู่และมณฑลอวิ้นจงอยู่เป็นแน่ขอรับ!”
“ว่าอย่างไรนะ?” ฉินอี้สั่นสะท้าน “เผ่าปีศาจจะกำลังบุกโจมตีมณฑลอวิ้นจงงั้นรึ? นั่นมัน…รังของจิ้งจอกเฒ่าซูมู่หยุน!”
“ขอรับ!”
จื่อเย่ายกยิ้ม “มณฑลอวิ้นจงและมณฑลเทียนชู่ต่างเป็นอาณาเขตที่มีประชากรหนาแน่น อีกทั้งยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่ง เฉียนเฟิงไม่ใช่คนโง่เขลา การปกครองทั้งสองมณฑลคงเกินกว่ากำลังของเขาผู้เดียว หากมณฑลเหล่านี้ไม่สำคัญ เขาคงไม่เดินทางมาหาเราและเจรจาเรื่องการแบ่งอาณาเขตของจักรวรรดิฉินด้วยตนเองเช่นนั้นแน่ขอรับ!”
ฉินอี้สูดหายใจลึก “ขณะนี้เหล่ยฉงมีกองกำลังเท่าใด?”
“น้อยกว่าหนึ่งแสนขอรับ!”
“เจ้าคิดว่าหลินมู่อวี่จะต้านทานการโจมตีของเหล่ยฉงได้หรือไม่?”
“ไม่มีทางขอรับ กองทัพอสูรเกราะนั้นแข็งแกร่งไร้เทียมทานในสนามรบ แม้แต่กองกำลังของหลงเซียนหลินก็ไม่อาจนับเป็นคู่ต่อสู้ของเหล่ยฉงแม้แต่น้อย นับประสาอะไรกับกองทัพอันน้อยนิดของหลินมู่อวี่ ท่านราชาผู้พิชิต เราไม่อาจรอช้าได้อีกแล้วขอรับ หากรอให้เหล่ยฉงทำลายกองทัพของหลินมู่อวี่ทุกอย่างคงสายไป”
“อื้ม!”
ฉินอี้กระแทกหมัดลงบนเชิงเทินก่อนหันมากล่าวกับเหล่าแม่ทัพ “จื่อเย่าจงรับคำสั่งของข้า นำกองทหารสองแสนนายออกจากป้อมปราการเจี้ยงเก๋อไปติดตั้งกล่องลูกศรหนึ่งหมื่นกล่องเพื่อทำลายกองทัพของเหล่ยฉง ส่วนฉินหวน จงนำกองทหารหนึ่งแสนนายอ้อมผ่านเทือกเขาฉินเพื่อบุกทลายกองทัพของหลินมู่อวี่จากทางด้านหลัง จักรวรรดิอี้เหอจะเปิดฉากการโจมตีในตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้!”
“ขอรับ!”
ฉินหวนเงยหน้าพลางกล่าว “ท่านพ่อ เราจะ…”
“กำจัดกองทัพของหลินมู่อวี่เพื่อจับตัวฉินอินมาและสังหารเหล่ยฉงซะ!”
ดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความแน่วแน่ หากไม่คว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ เขาเกรงว่าจักรวรรดิอี้เหอคงไม่สามารถขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดิน อย่างไรเสียฉินอี้ก็รู้ดีว่าจักรวรรดิฉินนั้นแข็งแกร่งเพียงใด หากปล่อยให้ฉินอินรวบรวมกองกำลังจากเหล่าข้าราชบริพารทั้งหมด ถึงเวลานั้นต่อให้มีสองจักรวรรดิอี้เหอ พวกเขาก็ไม่อาจนับเป็นศัตรูของจักรวรรดิฉินแม้แต่น้อย
…
ณ หุบเขาในเทือกเขาฉินซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหุบเขาชางหลิน บุปผานานาชนิดบานสะพรั่งขณะที่เหล่านกกาโบยบินอย่างเริงร่าบ่งบอกถึงกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ
หุบเขานักกะเป็นหุบเขาที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาฉินทำให้มีสภาพอากาศดั่งฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ขณะนี้เสียงเกือกม้าดังระงมไปทั่วหุบเขา เกวียนขนเสบียงหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่รู้จบ
ธงศึกโบกสะบัดตามสายลม กลุ่มคนที่เข้ามาหลบซ่อนในหุบเขานักกะคือกองทหารทั้งห้าหมื่นนายของเซี่ยงอวี้!
เซี่ยงอวี้ยืนอยู่เหนือภูเขาพร้อมถือทวนนองเลือดในมือขณะทอดสายตามองไปไกล ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด
“สารทหารมาแล้วขอรับ!”
นายทหารตะโกนจากระยะไกล
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
เซี่ยงอวี้สั่นสะท้านขณะเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
นายทหารกล่าว “เมืองเจี้ยงเก๋อส่งกองทัพออกมาในช่วงเช้าวันนี้ขอรับ! ว่ากันว่าจักรวรรดิอี้เหอระดมกำลังพลกว่าสามแสนจากมณฑลหลิงหนานเพื่อทำศึกในครานี้!”
“เยี่ยมยอด!”
เซี่ยงอวี้กำหมัดแน่นขณะกล่าวด้วยใบหน้าปีติยินดี “ถึงเวลาสร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่แล้ว พี่น้องทั้งหลาย คืนนี้เรามาดื่มกินกันให้สำราญเถอะ!”
“ขอรับ!”
…
ณ ป้อมปราการเมืองเจี้ยงเก๋อ กองทัพของมณฑลหลิงหนานทยอยเคลื่อนทัพออกจากเมืองไปจนหมด ฉินอี้ยืนมองกองทหารที่มุ่งสู่หุบเขาอันกว้างใหญ่ด้วยความคาดหวังปนกังวลใจ
แต่หารู้ไม่ว่าอสูรเกราะจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังนอนซุ่มอยู่ในทุ่งหญ้าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเจี้ยงเก๋อ โดยมีเฉียนเฟิงผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพคอยเฝ้ามองด้วยสายตาเย็นชาจากระยะไกล
“ฟึ่บ!”
อสูรปีกตนหนึ่งโรยตัวลงมาจากฟากฟ้าพลางคร่ำครวญด้วยสีหน้าวิตก “ท่านจอมพลแย่แล้วขอรับ! จอมพลเหล่ยฉงนำกองกำลังบุกโจมตีกองทัพจักรวรรดิในหุบเขา ขณะนี้กองทัพนับแสนของเราถูกทำลายจนสิ้น จอมพลเหล่ยฉงตายตกไปแล้วขอรับ!”
“ว่าอย่างไรนะ?!”
เฉียนเฟิงยืนตัวสั่นเทาพลางพึมพำด้วยใบหน้าซีดเผือด “ปะ…เป็นไปได้อย่างไร…”
……….……….……….……….