The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.626 โชคชะตาที่ถูกกำหนด
EP.626 โชคชะตาที่ถูกกำหนด
วันที่สิบแปดกุมภาพันธ์ สารขนนกของฉินอินเดินทางมาถึงเมืองหน้าด่านโม่ซง
ยามเช้าตรู่ภายในลานของเมืองหน้าด่านเงียบสงบ หมอกยามเช้าควบแน่นเป็นน้ำค้างหยดลงจากยอดอ่อนต้นทับทิม ถังหลานยืนใต้ต้นทับทิมพร้อมถือตราประทับจักรพรรดินีในมือด้วยหน้าซีดเผือด เขาเงยหน้ามองดอกตูมขนต้นไม้ด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ
“ท่านหลานกง…”
ถังฉีผู้บัญชาการตระกูลถังยังคงคุ้นเคยกับการเรียกด้วยนามนี้ก่อนกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงมีคำสั่งใดที่ทำให้ท่านลำบากใจกันหรือ?”
“ดูด้วยตัวเองเถอะ”
ถังหลานขว้างสารขนนกลงพื้น ถังฉีเดินไปหยิบมาอ่านอย่างระมัดระวังพร้อมพึมพำ “ผู้บัญชาการเซี่ยงอวี้ยึดเมืองไป๋หลิงได้แล้วหรือ? พระเจ้า! นี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก ท่านหลานกง ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ท่านปกครองเมืองไป๋หลิง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดี แต่ไฉนท่านกลับดูหม่นหมองยิ่งนัก?”
“เจ้าเห็นหรือไม่ว่าฝ่าบาททรงสั่งให้ข้านำกองทัพไปด้วยเท่าใด?”
“หนึ่งหมื่นนาย แต่ว่า…” ถังฉีหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “แต่กองกำลังเมืองไป๋หลิงไม่มีแล้ว อีกทั้งยังมีทหารชั้นยอดห้าหมื่นนายของผู้บัญชาการเซี่ยงอวี้ แม้ว่าท่านหลานกงจะนำกองทัพไปเพียงหนึ่งหมื่นนาย มันก็มากพอที่จะรับประกันความปลอดภัยขอรับ!”
ถังหลานอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถังฉี เจ้าเพียงเขลาเกินกว่าจะเข้าใจแผนการทั้งหมด อา…ไม่เป็นไร ฮ่าๆๆ ในเมื่อสวรรค์เล่นตลกกับตระกูลถัง เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมของตนเอง! ถังฉี กองทัพถังลู่อยู่ที่ใด?”
“ทหารชั้นยอดสามแสนนายยังอยู่ที่จวนเจ้าเมืองชีไห่ขอรับ ตราบใดที่ท่านหลานกงออกคำสั่ง นายน้อยถังลู่จะนำกองทัพออกมาทันที”
“คนของเสี่ยวซีอยู่ที่ใด?”
“องค์หญิงซีนำกองทัพเผ่าพันธุ์อสูรสองหมื่นตนปกป้องชานเมืองทางตะวันตกของเมืองหลันเยี่ยนด้วยเหตุผลบางประการ ดูเหมือนพวกเขาต้องการป้องกันกองทัพมณฑลชีไห่ ข้าน้อยไม่เข้าใจเจตนาขององค์หญิงซีนัก”
“เฮ้อ เสี่ยวซีนะเสี่ยวซี…” ถังหลานเงยหน้ามองต้นทับทิมพร้อมบ่นพึมพำ “กลายเป็นเสี่ยวซีที่ป้องกันเมืองงั้นหรือ…ถังฉี เตรียมปากกาเหล็กและหมึกมาที ข้าจะเขียนจดหมาย จากนั้นเจ้านำทหารม้าเบาเพื่อไปส่งจดหมายนี้ให้ถึงมือถังลู่ด้วยตนเอง”
“ขอรับ!”
ไม่นานถังหลานก็มอบม้วนหนังสือที่เขียนด้วยลายมือตนเองพร้อมตราประทับของราชาชีไห่ให้ถังฉี เมื่อเห็นใบหน้าเต็มไปด้วยความใคร่รู้ของอีกฝ่ายเขาจึงกล่าวว่า “หากอยากรู้ก็เปิดอ่านดูเถอะ”
ถังฉีพยักหน้ารับก่อนจะเปิดม้วนหนังสือขึ้นอ่าน ฉับพลันร่างกายของเขาสั่นสะท้านพร้อมกล่าวว่า “ท่านหลานกงตัดสินใจมอบอำนาจกองกำลังสามแสนนายในมณฑลชีไห่ให้แก่องค์หญิงซีจริงๆ หรือ?”
“อืม”
ถังหลานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เสี่ยวซีกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว ขณะที่ถังลู่ขี้อิจฉาและใจแคบ ข้าครุ่นคิดถึงสิ่งนี้มานานแล้ว บางทีกองทัพเมืองชีไห่อาจสามารถยืนหยัดในนานกว่าหากอยู่ในมือเสี่ยวซี สำหรับถังลู่…ไม่ช้าก็เร็วเด็กคนนี้คงทำลายกองทัพจนสิ้น เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”
“แต่…” ถังฉีกล่าว “ด้วยสารลายลักษณ์อักษรของท่านเพียงสิ่งเดียว นายน้อยถังลู่จะยอมมอบอำนาจทางทหารอย่างเชื่อฟังหรือขอรับ?”
“ข้ารู้ดีว่ามันคงจะไม่ง่าย”
ถังหลานพึมพำ “เช่นนั้น เมื่อเจ้าถึงเมืองชีไห่ จงใช้ป้ายเหล็กตระกูลถังของข้าเพื่อขอให้ถังลู่เรียกเหล่าแม่ทัพและขุนนางทั้งหมดมาหารือ จากนั้นจงนำสารนี้ออกมาต่อหน้าทุกคน ข้าเชื่อว่าถังลู่จะไม่กล้าท้าทายคำสั่งของข้าอย่างเปิดเฉยเป็นแน่”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
ถังฉีเก็บม้วนหนังสือลงถุงข้างเอวอย่างระมัดระวังก่อนจะหันมองถังหลานพร้อมกล่าวว่า “ท่านหลานกง ข้าน้อยจะปล่อยกองกำลังเพิ่มเติมอีกสี่หมื่นนายไว้ด้านนอกเมืองปู้กู่ ท่านสามารถนำพวกเขาไปยังเมืองไป๋หลิงได้ขอรับ”
“อืม ข้ารู้แล้ว ไปเถิด”
“ขอรับ!”
เมื่อถังฉีเดินจากไป ถังหลานยังคงเงยหน้ามองใบต้นทับทิมที่พลิ้วไหวตามสายลม เขาหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะก้มลงอาเจียนออกมาเป็นเลือดด้วยสีหน้าซีดเซียว “ทหาร!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
“ระดมทหารม้าผ่านศึกหนึ่งหมื่นนายเพื่อตามข้าไปเสริมกำลังที่เมืองไป๋หลิง”
“ฝ่าบาท…” ผู้บัญชาการกองหมื่นตะลึง “ทหารเพียงหนึ่งหมื่นนายจะเพียงพอหรือพ่ะย่ะค่ะ? ผู้บัญชาการถังฉีทิ้งทหารของเขาไว้ที่นี่แปดหมื่นนาย ทรงต้องการกองกำลังทั้งหมดไปด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่ ตราบใดที่ทั้งหนึ่งหมื่นนายเป็นทหารผ่านศึก”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ไม่นานถังหลานนำกองกำลังทหารหนึ่งหมื่นนายออกจากเมือง สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านทุ่งนาเขียวขจี เฟิงจี้สิงและซูอวี่ขี่ม้าออกมาส่งอย่างเงียบงัน ซูอวี่ต้องการบอกให้ถังหลานอยู่ที่นี่ กระนั้นก็ต้องอดกลั้นไว้ เนื่องจากนางรู้ว่านี่เป็นคำสั่งของจักรพรรดินี
“เอาล่ะ ส่งแค่นี้พอ”
ถังหลานกระตุ้นม้าหันกลับก่อนจะประสานหมัดกล่าว “ผู้บัญชาการเฟิงและผู้บัญชาการซูส่งข้าเพียงเท่านี้เถิด…ชายชราผู้นี้จะเดินทางไปยังเมืองไป๋หลิง ขอให้ท่านทั้งสองรักษาตนเองให้ดี”
“อืม”
เฟิงจี้สิงมองลึกเข้าไปในตาของอีกฝ่าย “ราชาชีไห่ทรงประสงค์สิ่งใดที่จะให้กระหม่อมทูลบอกองค์จักรพรรดินีหรือไม่?”
“ตระกูลถังปกป้องมณฑลชีไห่มาหลายชั่วอายุคน ข้าเพียง…หวังว่าฝ่าบาทจะปฏิบัติต่อตระกูลถังเป็นอย่างดีและขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
“กระหม่อมจะทูลฝ่าบาทให้พ่ะย่ะค่ะ!”
“ออกเดินทางได้”
ถังหลานขี่ม้านำกลุ่มทหารผ่านศึกออกไปขณะที่มีเสียงไอลอยตามลมเป็นระยะ ทหารผ่านศึกเหล่านี้ล้วนสุขภาพไม่ดีและยังต้องติดตามถังหลานออกไป หลายคนที่มีไหวพริบมากพอคงสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ เมื่อถังหลานจากไป…เขาจะไม่มีวันกลับมาอีก
…
“ผู้บัญชาการเฟิง ฝ่าบาททรงประสงค์ที่จะขุดหลุมฝังศพราชาชีไห่หรือ?” สายลมพัดผ่านซูอวี่อย่างอ่อนโยนขณะที่นางเหม่อมองออกไประยะไกล
มุมปากของเฟิงจี้สิงยกขึ้น “ฝ่าบาทเองก็ทรงถูกบังคับให้ต้องทำเช่นนี้ ถังหลานสั่งให้ถังลู่นำทหารสามแสนนายประจำการที่จวนเจ้าเมืองชีไห่และเพ่งเล็งมายังเมืองหลันเยี่ยน หัวใจของถังหลานไม่ภักดีอีกต่อไป เมื่อครุ่นคิดดูแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้ถังหลานนำกองทัพไปยังเมืองไป๋หลิง หึ! เมืองไป๋หลิงเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอี้เหอ หลงเซียนหลินและติงซี่จะต้องถอนทัพกลับไปแน่ ตราบใดที่ทั้งสองเข้าล้อมเมืองไป๋หลิง ความตายก็จะมาเยือนถังหลานทันที”
ร่างกายของซูอวี่สั่นสะท้านขณะที่ดวงตาพร่ามัว “เสี่ยวอินคิดการณ์ไกลถึงเพียงนี้…เมื่อถังหลานตาย เราจะทำอย่างไรต่อ?”
เฟิงจี้สิงกล่าวตอบ “ผู้บัญชาการซูอวี่ ข้าได้รับคำสั่งลับจากฝ่าบาทให้นำทหารหนึ่งแสนนายปกป้องเมืองหน้าด่านโม่ซง ตะ…แต่ข้าต้องการกลับไปยังเมืองหลันเยี่ยน”
“กลับเมืองหลันเยี่ยน?”
“อื้ม”
“ขออนุญาตถามได้หรือไม่ว่ากลับไปเพื่อสิ่งใด?”
“ฮ่าๆ” เฟิงจี้สิงกล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจ “เมื่อถังหลานเสียชีวิต กองทหารสามแสนนายของตระกูลถังจะไร้ซึ่งผู้บัญชาการ ดังนั้นฝ่าบาททรงรับสั่งให้ข้าดำเนินการอย่างลับๆ”
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอแสดงความยินดีกับผู้บัญชาการเฟิง”
“ไม่มีสิ่งใดให้แสดงความยินดี ข้าเพียงรับใช้จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินีเท่านั้น!” เฟิงจี้สิงแหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกล่าวว่า “ข้าจะออกเดินทางในอีกสองวัน กลับกันเถอะ ลองสังเกตการณ์กองทัพของหลงเซียนหลินและติงซี่ตลอดสองวันนี้ เมื่อใดที่พวกเขาได้รับข่าวสารคงจะเริ่มกักตุนเสบียงและอาวุธเพื่อกลับไปช่วยเมืองไป๋หลิง ฝ่าบาททรงรับสั่งให้เราถ่วงเวลาไว้เล็กน้อย ดีกว่าเผาเสบียงอาหารของพวกมัน”
“อืม”
…
ณ เมืองเพลิงจันทรา ภายในกระโจมหลักของกองทัพช่วงบ่ายนั้นเงียบงัน รายงานการรบมากมายถูกวางบนโต๊ะผู้บัญชาการขณะที่หลงเซียนหลินนั่งหน้าตาคร่ำเครียด ส่วนติงซี่สูบยาสูบจนควันลอยคลุ้งเต็มกระโจม ด้านในยังมีกลุ่มผู้บัญชาการระดับสูงที่นั่งด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ไม่นานทหารนายหนึ่งเปิดประตูกระโจมเข้ามากล่าวว่า “ขออนุญาตท่านแม่ทัพทั้งสอง ข้าได้รับคำสั่งจากราชาผู้พิชิตว่าขณะนี้พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ป้อมปราการเจี้ยงเก๋อ แต่มีทหารองครักษ์อยู่เพียงสามหมื่นนายเท่านั้น พระองค์ทรงรับสั่งว่าให้ท่านแม่ทัพทั้งสองระดมกำลังทหารไปยังป้อมปราการเจี้ยงเก๋อทันทีเพื่อเสริมกำลังเข้ายึดเมืองไป๋หลิง”
“เข้าใจแล้ว ออกไปได้”
“ขอรับ!”
หลงเซียนหลินปัดควันเบื้องหน้าออกพร้อมกล่าวว่า “แม่ทัพติงเหตุใดจึงยังมีเวลาว่างมาสูบยาสูบเช่นนี้ หลังจากเมืองไป๋หลิงถูกเซี่ยงอวี้ยึดครองไป จักรวรรดิอี้เหอก็ตกอยู่ในอันตรายทันที ท่านยังไม่มีแผนการใดเลยหรือ?”
ติงซี่ยิ้มเล็กน้อย “จื่อเย่านำทหารสามแสนนายออกจากป้อมปราการเจี้ยงเก๋อ โชคชะตาได้กำหนดไว้ให้เป็นเช่นนี้ เราจะทำสิ่งใดได้อีก?”
หลงเซียนหลินกล่าว “ท่านราชาผู้พิชิตทรงรับสั่งให้เราทั้งสองนำกองทัพสี่แสนนายกลับไปเสริมกำลังที่ป้อมปราการเจี้ยงเก๋อ คิดว่าอย่างไร?”
“เราทำเช่นนั้นไม่ได้”
ติงซี่กล่าวตอบ “แม้จะเป็นคำสั่งของราชาผู้พิชิต แต่เรากลับไปยังป้อมปราการเจี้ยงเก๋อพร้อมกันไม่ได้ มิเช่นนั้นแผ่นดินมณฑลหลิงหนานคงหายไปครึ่งหนึ่ง ศัตรูของเราขณะนี้คือเฟิงจี้สิง เขาเก่งกล้าในกลยุทธ์ไม่ด้อยไปกว่าเฉียนเฟิงและหลินมู่อวี่ เมื่อใดที่เราถอนทัพทั้งหมดออกไป เฟิงจี้สิงจะต้องโจมตีเมืองสายัณห์อย่างแน่นอน คนอย่างซีหยางโหว…เขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของเฟิงจี้สิงได้อย่างไร แม่ทัพหลง ท่านนำกองทัพสองแสนนายไปเสริมกำลังเพื่อยึดเมืองหลวงกลับมาเถิด ส่วนข้าจะนำกองทัพสองแสนนายประจำการอยู่ที่มณฑลชุนไป๋เพื่อต่อต้านเฟิงจี้สิง คิดว่าอย่างไร?”
“อืม ข้าเองก็มีเจตนาเดียวกัน”
หลงเซียนหลินพยักหน้า “กองทัพของเราจะออกเดินทางไปเสริมกำลังคืนนี้ก่อนที่เซี่ยงอวี้จะดึงกองกำลังเข้าโจมตีป้อมปราการเจี้ยงเก๋อ แม่ทัพติงจำไว้ให้ทีว่าเฟิงจี้สิงแข็งแกร่งมาก ดังนั้นอย่าหุนหันพลันแล่น มณฑลชุนไป๋สำคัญต่อจักรวรรดิอี้เหอมมาก ท่านห้ามสูญเสียมันไปเด็ดขาด”
“ข้ารู้แล้ว และจะป้องกันให้ดี”
“อื้ม!”
ติงซี่สูบยาสูบจนหมดก่อนจะหยิบน้ำเต้าใส่สุราขึ้นผูกที่เอว เขาหันไปกล่าวกับนายพลกลุ่มหนึ่งว่า “ตามข้าไปยังกำแพงเหล็กและนำยุทธภัณฑ์อักขระวิเศษออกมาทั้งหมดเพื่อมอบให้แม่ทัพหลง เขาสามารถนำไปใช้โจมตีเมืองไป๋หลิงและป้องกันปีศาจได้”
“ขอรับท่านแม่ทัพ!”
“ขอบคุณแม่ทัพติง” หลงเซียนหลินประสานหมัดกล่าวด้วยความซึ้งใจ
ทั้งสองเผยยิ้มให้กันก่อนก็จะแยกย้ายออกไป
ฉินอี้สร้างจักรวรรดิอี้เหอจากมณฑลหลิงหนานภายใต้คำขวัญทุกสรรพชีวิตมีความเท่าเทียม จักรวรรดิยืนหยัดมาเป็นเวลาห้าปี แต่ตอนนี้มันมาถึงขอบหน้าผาแล้ว มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะสามารถกอบกู้ไว้ได้ อีกทั้งยังเหลือแม่ทัพเพียงสองคน กระนั้นติงซี่จิตใจดีและชอบธรรมเกินไป ขณะที่หลงเซียนหลินเป็นทหารที่กำลังถูกสงสัยในความภักดี ขณะนี้ราวกับทั้งสองกำลังจมอยู่ในหล่มโคลน ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจมลงไปมากเท่านั้น กระทั่งไม่สามารถถอนตัวได้อีกต่อไป
……….……….……….……….