The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.625 จื่อเย่ายอมจำนน
EP.625 จื่อเย่ายอมจำนน
สายลมฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นพัดผ่านแม่น้ำต้าวเจียงในคืนเดือนหงาย เรือรบขนาดใหญ่แห่งจักรวรรดิกว่าห้าสิบลำบรรทุกปืนใหญ่เคลื่อนไปในแม่น้ำอย่างเชื่องช้า ทว่าชายบนเรือกลับไม่ยอมหลับใหลและเอาแต่จ้องผืนน้ำราวกับสามารถมองทะลุแม่น้ำต้าวเจียงได้
“ท่านรองผู้บัญชาการเว่ยกำลังมองหาสิ่งใดหรือ?”
ผู้บัญชาการทหารเรือไป๋หลี่ฉางยิ้มจางขณะจ้องมองผืนน้ำด้านข้างเรือ “หรือท่านคิดว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ในแม่น้ำแห่งนี้?”
ไป๋หลี่ฉางไม่ได้เข้าร่วมศึกในทุ่งอัคนีทำให้เขาไม่เคยเห็นสัตว์เหล่านี้มาก่อน เว่ยโฉวกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีหรอกขอรับ แต่ก็ต้องระวังให้มาก… เผ่าปีศาจมีกองกำลังใต้น้ำที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง เราไม่ควรประมาท”
“ท่านกำลังกล่าวถึงกองทัพแมงดาทะเลหรือ?”
“ใช่”
ไป๋หลี่ฉางยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “ข้าเป็นผู้บัญชาการทหารเรือแท้ๆ แต่กลับไม่เคยเห็นกองทัพใต้น้ำของเผ่าปีศาจเลยสักครั้ง น่าแปลกเสียจริง”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วขอรับ ข้าว่าท่านไม่อยากเจอกองทัพแมงดาทะเลหรอก” เว่ยโฉวเอื้อมไปจับด้ามดาบบริเวณเอวของตนพลางกล่าว “เอาล่ะ ระดมกองทหารเพื่อรักษาการณ์บริเวณโดยรอบเรือตลอดเวลา”
“ขอรับ!”
ชายผู้ประดับยศครูฝึกระดับดาวทองด้านหลังประสานหมัดพลางกล่าว “ท่านรองผู้บัญชาการโปรดวางใจ ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ”
“อืมเช่นนั้นก็ดี”
เว่ยโฉวเงยหน้ามองดวงดาวบนฟากฟ้าพร้อมกล่าว “ครั้งก่อนที่ขนส่งปืนใหญ่ผลึกอสูรทางน้ำ เราก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของอสูรปีกไปได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ด้วยไหวพริบของเฉียนเฟิงเขาจะต้องรู้ทันเราแน่ จงสั่งให้ทหารทุกนายเฝ้าระวังให้ดี ค่ำคืนนี้เราไม่สามารถหลับใหลได้”
“รับทราบขอรับ!”
ไป๋หลี่ฉางทอดสายตามองไปยังชายฝั่งของแม่น้ำต้าวเจียงด้วยแววตาน่าเกรงขาม “ศึกครั้งนี้ถือเป็นสงครามในรอบสองปีซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าจะจบลงเมื่อใด ข้าเกรงว่าจักรวรรดิอาจหมดอำนาจในที่สุดหากสงครามยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้”
“อีกไม่นานหรอก”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
ฉับพลันเกิดเสียงดังขึ้นบริเวณข้างเรือ “จ๋อม!” ลิ้นยาวชื้นที่พุ่งจากใต้น้ำติดกับชุดเกราะของไป๋หลี่ฉางและดึงเขาลงไปในน้ำทันใด!
“ระวัง!”
เว่ยโฉวคว้าแขนของไป๋หลี่ฉางก่อนดึงเขากลับเข้าไปในเรืออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตวัดดาบตัดลิ้นเปียกชื้นพลางตะโกนดังลั่น “กองทัพแมงดาทะเลอยู่ใต้น้ำ เตรียมตัวต่อสู้!”
ทุกคนต่างตกตะลึงและชักดาบของตนออกมา พลธนูยิงศรออกไปจากขอบดาดฟ้าเรือราวกับสายฝนโปรยปราย ทว่ากลับไม่มีผลแม้แต่น้อย
แมงดาทะเลไม่ได้พุ่งขึ้นมาจู่โจมแต่อย่างใด พวกมันดำน้ำลงไปเจาะใต้ท้องเรืออย่างบ้าคลั่ง
“เวรเอ๊ย!”
เว่ยโฉวตวัดดาบพลางกล่าว “พวกครูฝึกรออะไรกันอยู่?! เรียกสัตว์เลี้ยงของเจ้าออกมาซะ!”
“ขอรับ!”
เหล่าแม่ทัพในชุดเกราะแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ยกมือขึ้นผิวปากพร้อมกันเป็นเสียงเดียว ทันใดนั้นเกิดกระแสน้ำหมุนวนอยู่ไม่ไกล “ตู้ม!” แมงดาทะเลถูกหางขนาดยักษ์เหวี่ยงขึ้นมากลางอากาศ มังกรเกราะน้ำแข็งกระโดดขึ้นจากน้ำกัดแมงดาทะเลจนขาดเป็นสองท่อนกลางอากาศ
เสียงร้องโหยหวนดังระงมจากใต้น้ำ มังกรเกราะน้ำแข็งกว่าห้าสิบตัวโจมตีแมงดาทะเลอย่างดุเดือด กองทัพแมงดาเพียงอาศัยทักษะการหายใจใต้น้ำซึ่งมังกรเกราะน้ำแข็งก็ทำได้เช่นกัน อีกทั้งผิวของมังกรเกราะน้ำแข็งยังปกคลุมไปด้วยเกล็ดที่แข็งแรงยิ่ง เหล่าแมงดาทะเลจึงไม่สามารถกล้ำกรายได้เลย
ผิวน้ำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าการต่อสู้ใต้น้ำดำเนินไปอย่างไร ทว่าเมื่อพิจารณาจากซากของแมงดาทะเลที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ไม่ว่าอย่างไรมังกรเกราะน้ำแข็งก็ได้เปรียบกว่ามาก แม้จำนวนของแมงดาทะเลจะมีเยอะกว่า หากแต่พวกมันไม่อาจนับเป็นคู่ต่อสู้ของมังกรเกราะน้ำแข็งเลยแม้แต่น้อย!
เวลาล่วงไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ซากของแมงดาทะเลที่แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยเกลื่อนเต็มแม่น้ำ ขณะที่มังกรเกราะน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำพลางยื่นหน้าไปหาเจ้านายของพวกมันในเรือรบ จากนั้นปลาตัวใหญ่มากมายจึงถูกโยนลงไปในแม่น้ำเป็นอาหารให้ฝูงมังกรเกราะน้ำแข็งราวกับให้รางวัลสุนัขที่ทำตามคำสั่ง
ไป๋หลี่ฉางกล่าวออกด้วยความตกตะลึง “ผู้บัญชาการหลินช่างเก่งกาจนักที่สามารถกำราบมังกรเกราะน้ำแข็งเหล่านี้ได้…พระเจ้าช่วย ในที่สุดข้าก็พบกองทัพใต้น้ำของเผ่าปีศาจจนได้”
เว่ยโฉวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มังกรเกราะน้ำแข็งทั้งห้าสิบตัวกินวัวราวห้าร้อยตัวต่อวัน หลังจากเลี้ยงดูพวกมันมาเนิ่นนาน ในที่สุดข้าก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมาบ้าง ท่านผู้บัญชาการเดาไม่ผิดจริงๆ หากไม่มีพวกมังกรเกราะน้ำแข็งที่ติดตามเหล่าทหารมาคงเกิดความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ปืนใหญ่ผลึกอสูรทั้งหมดอาจจมลงไปในแม่น้ำและผลของศึกครั้งนี้คงไม่สามารถคาดเดาได้อีกต่อไป”
“อื้ม…”
ไป๋หลี่ฉางหรี่ตาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากท่านสามารถแบ่งมังกรเกราะน้ำแข็งเหล่านี้ให้กองทัพเรือของเราสักหน่อยละก็…”
“เห็นทีคงไม่ได้ขอรับ ท่านผู้บัญชาการไป๋หลี่ฉางอาจไม่รู้ว่ามังกรเกราะน้ำแข็งเหล่านี้เปรียบเสมือนเลือดเนื้อของนายท่านของข้า ท่านคงไม่อยากพรากพวกมันไปจากเขากระมัง หึ…ท่านก็รู้ว่าเขาขี้งกเสียยิ่งกว่าใคร เห็นด้วยหรือไม่?”
“ฮ่าๆ ถูกของท่าน…สิ่งที่ท่านรองผู้บัญชาการเว่ยกล่าวช่าง…”
…
ดวงจันทร์ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนขณะที่เมืองไป๋หลิงตกอยู่ในความเงียบสงัดเช่นทุกวัน เนื่องจากการบังคับใช้กฎอัยการศึก ผู้คนจึงไม่สามารถออกบ้านได้หลังจากเที่ยงคืน ทว่าคืนนี้ค่อนข้างแตกต่างออกไป เหลยหม่านฟางออกลาดตระเวนบริเวณกำแพงเมืองเป็นปกติ ดาวสีทองสองดวงบนบ่าของเขาส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงจันทร์
“ฟึ่บ ฟึ่บ...”
นกส่งสารบินลงมาจากฟากฟ้าและเกาะบนไหล่ของเหลยหม่านฟาง เขารีบกางกระดาษพลางมองออกไปไกล เมืองไป๋หลิงเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ขณะนี้เขาเห็นเปลวไฟจากคบเพลิงที่ส่องสว่างเลือนรางบนภูเขาเบื้องหน้า อีกทั้งยังได้ยินเสียงเกือกม้าดังแว่วจากระยะไกล
“นายท่าน พวกเขามาถึงแล้วหรือขอรับ?” ผู้บัญชาการกองพันด้านข้างเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
“อืม”
เหลยหม่านฟางกล่าวคำเบา “ใครเป็นผู้รักษาการณ์ประตูทิศเหนือในคืนนี้?”
“โจวเฉา ผู้บัญชาการกองพันแห่งกองทัพชางฉงขอรับ”
“เอาล่ะ ตามข้ามา ไปชวนโจวเฉามาดื่มด้วยกันเถอะ”
“ขอรับ!”
เหล่าทหารเดินลงจากกำแพงเมืองจนมาถึงค่ายรักษาการณ์ของเมือง เหลยหม่านฟางหนีบขวดสุราไว้ใต้วงแขนขณะเดินเข้าไปในค่ายด้วยรอยยิ้ม “พี่โจวเฉา เป็นอย่างไรบ้าง?”
โจวเฉาผู้บัญชาการวัยกลางคนทำจมูกฟุดฟิดพลางยกยิ้ม “ฮ่าๆๆ นั่นคือเหล้าลูกพลัมจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไป๋หลิงรึ? ข้าเดาถูกหรือไม่?”
“ฮ่าๆ สมแล้วที่ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งสุรา! วันนี้ข้าไม่มีสิ่งใดต้องทำ เรามาดื่มกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
“เอ่อ…” โจวเฉาขมวดคิ้วพลางกล่าว “คืนนี้ข้าต้องเฝ้ายามที่ประตู คงดื่มกับเจ้าไม่ได้”
“จะเป็นไรไปเล่า ขณะนี้กองทัพของผู้บัญชาการเย่ถูกล้อมอยู่ในหุบเขาชางหลิน ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง เช่นนี้ผู้ใดจะควบคุมท่านได้? ”
“ถูกของเจ้า เอาล่ะ มาดื่มกันเถอะ!”
ทั้งสองดื่มอย่างบ้าคลั่งจนสติเริ่มเลือนหาย ขณะนั้นแววตาของเหลยหม่านฟางก็แผ่จิตสังหารแรงกล้าพลางกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม “กองทหารสามแสนนายของแม่ทัพจื่อเย่าถูกพวกปีศาจปิดล้อมอย่างแน่นหนาและกำลังถูกกลืนกิน ข้าคิดว่าสรวงสวรรค์แห่งจักรวรรดิอี้เหอกำลังจะเปลี่ยนไป พี่โจวเฉาไม่คิดบ้างหรือว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?”
โจวเฉาผงะ “ผู้บัญชาการเหลย ท่านหมายความว่าอย่างไร? นี่ท่านคิดจะยอมจำนนต่อศัตรูรึ?”
“ใช่”
เหลยหม่านฟางยิ้มจาง “ข้าชวนท่านมาดื่มวันนี้เพื่อขอบางสิ่งให้กับผู้บัญชาการเซี่ยงอวี้แห่งจักรวรรดิ!”
“จะ…เจ้าต้องการสิ่งใด!?” โจวเฉาแทบจะสร่างเมาทันทีและพลิกตัวคว้าดาบของเขา
“หัวของเจ้าไงล่ะ!”
ดวงตาของเหลยหม่านฟางฉายแววเดือดดาลขณะเปลวไฟลุกโชนบนฝ่ามือข้างหนึ่ง ฉับพลันโจวเฉาล้มลงกับพื้นพร้อมโอดครวญอย่างเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองแตกต่างกันประหนึ่งฟ้ากับเหว เหลยหม่านฟางก้าวไปตัดศีรษะของอีกฝ่ายอย่างไม่รอช้าก่อนยกมันขึ้นมาหนีบไว้ใต้วงแขนเช่นเดียวกับขวดสุราตอนที่ย่างกรายเข้ามาในค่าย
“กำจัดผู้ที่ขัดขวางให้หมดและเปิดประตูให้กองทัพจักรวรรดิเข้ามาทันที!”
ประตูเมืองเปิดกว้างในทันใดเมื่อสิ้นเสียงของเหลยหม่านฟาง ทหารใต้บังคับบัญชาของโจวเฉาถูกสังหารอย่างรวดเร็ว ไม่นานเสียงเกือกม้าก็ดังระงมไปทั่วบริเวณ ตราดอกจื่อยินใต้คอของม้าศึกที่ส่องประกายภายใต้แสงไฟจากคบเพลิงปรากฏขึ้นในเมืองไป๋หลิงอีกครั้งหลังจากผ่านมานานกว่าห้าปี เหล่าทหารรักษาการณ์แห่งจักรวรรดิอี้เหอถูกกำจัดจนหมดสิ้น ขณะนี้เมืองไป๋หลิงกลับเต็มไปด้วยกองทหารของเซี่ยงอวี้!
“ผู้บัญชาการเซี่ยง!”
เหลยหม่านฟางยกศีรษะของโจวเฉาขึ้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นี่คือศีรษะของผู้บัญชาการโจวเฉาที่รักษาการณ์เมืองทางเหนือในคืนนี้ขอรับ โปรดท่านผู้บัญชาการเซี่ยงรับไว้ถ้วยเถิด”
เซี่ยงอวี้หันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาโอหังก่อนยกยิ้ม “ผู้บัญชาการเหลย ข้าไม่รู้เลยว่าฝ่าบาททรงสัญญาจะให้สิ่งใดตอบแทน ท่านจึงยอมเสี่ยงทำทุกวิถีทางถึงเพียงนี้”
“ตำแหน่งหลิงหนานโหวขอรับ”
“โอ้ เช่นนี้เอง!” เซี่ยงอวี้ประสานหมัดพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับท่านหลิงหนานโหวด้วย! เราเข้าไปในเมืองกันเถอะ จักรวรรดิจะควบคุมเมืองไป๋หลิงทุกตารางนิ้วต่อจากนี้!”
“ขอรับ!”
“เข้าเมืองได้!” เซี่ยงอวี้ยกแขนพลางตะโกนดังลั่น “ห้ามปล้นหรือฆ่าพลเรือนเด็ดขาด โจมตีประตูทั้งสี่ทิศและสังหารทหารแห่งจักรวรรดิอี้เหอให้หมด!”
“ขอรับท่านผู้บัญชาการ!”
กองทหารม้าแห่งจักรวรรดิควบม้าเข้าไปในเมืองพร้อมเสียงเกือกม้าดังสนั่น เมืองแห่งนี้เหลือทหารรักษาการณ์เพียงหนึ่งหมื่นนาย เซี่ยงอวี้จึงสามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย!
…
ขณะเดียวกันเปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วหุบเขาชางหลิน กองทัพทหารสองแสนนายของจักรวรรดิอี้เหอถูกโจมตีจนแตกพ่ายยับเยิน เหลือทหารเพียงไม่กี่พันนายที่พยายามต่อสู้อย่างสุดชีวิต เปลวเพลิงปะทุอย่างรุนแรงท่ามความโกลาหลก่อนแผดเผาอสูรเกราะและอสูรปีกจนมอดไหม้ไปตามๆ กัน นางคือเซียนเพลิงระบำโอวหยางเยียน
“โอวหยางเยียน!”
ทันใดนั้นเสียงเรียกอันน่าเกรงขามดังก้องกังวาน เมื่อเงยหน้ามองโอวหยางเยียนจึงพบกับร่างหนึ่งที่กำลังตกลงมาจากฟากฟ้าพร้อมฝ่ามือยักษ์ที่เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์!
“ตู้ม!”
เกิดระเบิดอย่างรุนแรงทันทีที่ฝ่ามือปะทะกับร่างของนาง โอวหยางเยียนกระอักเลือดออกมาขณะกระเด็นออกไปไกลราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่น หญิงสาวมองชายชราในชุดคลุมสีดำบนท้องฟ้าพลางกัดฟันกรอด “เจ้าคือ…”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!” เฉียนเฟิงและอสูรระดับสูงตนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลคุกเข่าลงและกล่าวในสิ่งที่โอวหยางเยียนใคร่รู้ในทันใด จักรพรรดิปีศาจหัวเราะขณะผายฝ่ามือของเขาออก “โอวหยางเยียน เทพตกสวรรค์เช่นเจ้าริอ่านทำลายกองทัพของข้างั้นรึ? อยากจบชีวิตเพียงเท่านี้หรืออย่างไร!”
“เจ้า!”
โอวหยางเยียนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเคือง ทว่าจักรพรรดิปีศาจแข็งแกร่งเกินกว่าที่นางจะสามารถต้านทานได้ ฉับพลันแสงสีม่วงส่องสว่างด้านหลังของนาง หญิงสาวใช้ทักษะการท่องมิติหนีไปอย่างรวดเร็ว
“เหอะ!”
จักรพรรดิปีศาจมองไปยังทิศทางที่โอวหยางเยียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนกล่าว “จอมพลเฉียนเฟิง เจ้าชักช้าเกินไปแล้ว รีบจัดการศึกครั้งนี้ให้ลุล่วงและโจมตีจักรวรรดิทันที ข้าต้องการเห็นหัวของฉินอินและหลินมู่อวี่ภายในสามวัน!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
เย่ฉุนฮวนยกดาบขึ้นแม้จะสั่นเทาด้วยความกลัวก่อนพุ่งเข้าไปอย่างเกรี้ยวกราด “มาสู้กับข้า!”
จักรพรรดิปีศาจมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาก่อนกระตุ้นเขตแดนพลังแห่งขอบเขตเทวะ เย่ฉุนฮวนไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป เลือดหลั่งไหลออกจากปากและจมูก ใบหน้าของเขาซีดเซียวจนแทบเป็นสีเทาในพริบตา ลมหายใจสุดท้ายหมดลงพร้อมกับร่างไร้วิญญาณที่ทรุดลงกับพื้น ผู้บัญชาการแห่งกองทัพชางฉงตายตกในศึกที่แสนเงียบงัน!
“มีผู้ใดคิดต่อต้านเผ่าเทพอีกหรือไม่?” จักรพรรดิปีศาจจ้องมองกองกำลังแห่งจักรวรรดิอี้เหอด้วยสายตาอำมหิต
…
“เคร้ง…”
ดาบในมือของจื่อเย่าตกกระทบโขดหินก่อนค่อยๆ ร่วงลงบนพื้น ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “กระหม่อม จื่อเย่า…ตะ…ต้องการเข้าร่วมเผ่าเทพ หวังว่าพระองค์จะทรงพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ…”
“หึ พวกกบฏ”
จักรพรรดิปีศาจยิ้มจาง “จอมพลเฉียนเฟิง จะเก็บเจ้าจื่อเย่านี่ไว้หรือไม่?”
เฉียนเฟิงหัวเราะออกมาแผ่วเบาอย่างอดไม่ได้ “ฝ่าบาท เผ่าเทพกำลังขาดแคลนผู้บัญชาการอยู่พอดี นอกจากนี้จื่อเย่ายังสร้างคุณงามความดีมากมายให้แก่จักรวรรดิอี้เหอ เช่นนั้นเก็บเขาไว้เถอะพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม จัดการให้เรียบร้อย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
……….……….……….……….