The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.629 จิตวิญญาณปีศาจ
EP.629 จิตวิญญาณปีศาจ
“ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!”
กระบี่ดวงดาราฟาดฟันพวกปีศาจที่ดาหน้าเข้ามาจนขาดครึ่งด้วยดาบเดียว หลินมู่อวี่หมุนตัวไปรอบสนามรบราวกับกงจักรแห่งเปลวเพลิงที่กวาดล้างสรรพสิ่ง ขณะนี้แววตาของชายหนุ่มแผ่จิตสังหารอันแรงกล้าจนเขาหลงลืมตัวตนของตนเองไป เปลวไฟแห่งความอาฆาตแค้นลุกโชติช่วงในทะเลจิต
“เกิดเหตุอันใดขึ้น?”
หลินมู่อวี่พึมพำด้วยความสับสนขณะที่ร่างกายหมุนไปโดยรอบและเข่นฆ่าพวกปีศาจ เหมือนว่า…เขาจะกระหายเลือดของเผ่าปีศาจยิ่ง ชายหนุ่มไม่สามารถยับยั้งความพยาบาทในจิตใจได้เลย
“อาอวี่…”
ฉินอินก้าวเข้ามาคว้าแขนของหลินมู่อวี่จากทางด้านหลัง
“ไปให้พ้น!”
หลินมู่อวี่ตวัดกระบี่ใส่อีกฝ่ายทันใด ฉินอินกระตุ้นผลึกมังกรนภาออกมาป้องกันตนเอง ทว่ากลับสายเกินไป กระบี่ดวงดาราอันแหลมคมเฉือนแขนขาวจนเลือดไหลรินออกมาเป็นสาย
“อาอวี่ เกิดเหตุอันใดขึ้นกับเจ้า…”
ฉินอินจ้องมองหลินมู่อวี่ด้วยความตกตะลึง แม้ชายหนุ่มเบื้องหน้าจะแลดูคล้ายหลินมู่อวี่คนเดิม ทว่าสีหน้าของอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แววตาของเขามีเพียงความอำมหิตและไม่หลงเหลือความเป็นหลินมู่อวี่แม้แต่น้อย ราวกับว่าเขากลายเป็นเพียงเครื่องจักรสังหาร
“อาอวี่ อย่าเป็นเช่นนี้!”
ฉินอินยืนน้ำตาไหลรินด้วยความสับสน สงครามครั้งนี้ทำให้หลินมู่อวี่กลายเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้นางเสียใจได้อย่างไร? หญิงสาวรู้ดีว่าหลินมู่อวี่ไม่ได้หลงใหลในยศถาบรรดาศักดิ์ใด แต่อีกฝ่ายร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ก็เพื่อตัวนางเองและเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับองค์จักรพรรดิฉินจิ้น
“เกิดเหตุอันใดขึ้นกับข้า…”
ร่างของหลินมู่อวี่ลอยอยู่เหนือทะเลจิตที่เต็มไปด้วยเลือด จิตสังหารแผ่ซ่านไปถึงก้นบึ้งของหัวใจอย่างไม่อาจยับยั้งได้ แม้จะรู้ตัวว่าเขาทำร้ายฉินอิน หากแต่ก็ไม่สามารถข่มจิตใจให้สงบลงได้ราวกับมีปีศาจกำลังครอบงำจิตวิญญาณของเขา
“เสี่ยวอิน อย่าเข้ามาใกล้ข้า” ชายหนุ่มคำรามเสียงต่ำก่อนพุ่งตรงไปยังเผ่าปีศาจราวกับสัตว์เดรัจฉาน เขาต้องสังหารพวกมันให้หมด ขณะนี้มีเพียงเลือดของเผ่าปีศาจเท่านั้นที่สงบจิตใจของเขาได้
…
“เกิดเหตุอันใดขึ้นกับท่านผู้บัญชาการหรือเพคะ…” ซือตู่เฉว่เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ข้าไม่รู้…”
ฉินอินส่ายศีรษะขณะมองออกไปไกล พายุปราณกระบี่สีเลือดที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าท่ามกลางกองทัพอสูรเกราะ ขณะนี้คงมีเพียงหลินมู่อวี่เท่านั้นที่สามารถสร้างนรกในสนามรบแห่งนี้ได้!
ทว่าเหล่าอสูรระดับสูงและอสูรเกราะต่างพุ่งโจมตีหลินมู่อวี่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็ไม่อาจต้านทานพลังของพวกปีศาจที่หลั่งไหลเข้ามาได้
“ฆ่ามัน!”
ฉินอินลงจากหลังม้าพร้อมกระชับกระบี่เจิ้นเทียนที่ห่อหุ้มด้วยผลึกมังกรนภาก่อนนำซือตู่เซิน ซือตู่เฉว่ เฝิงสี่ หลัวซินและคนอื่นๆ ไปต่อสู้อย่างอาจหาญ ขณะนี้พวกเขาทำได้เพียงสู้จนตัวตายเท่านั้น!
…
ท้องฟ้ามืดลงในชั่วพริบตา สนามรบต่างเต็มไปด้วยหลุมลึกอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดจากปืนใหญ่ผลึกอสูร
ซากศพมากมายกองพะเนินอยู่ในหลุม บ้างเป็นศพของพวกปีศาจ บ้างก็เป็นศพของทหารมนุษย์
“ตุบ...”
หลินมู่อวี่คุกเข่าลงในหลุมที่เต็มไปด้วยซากศพของอสูรเกราะด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ศรปักทะลุหน้าอกของเขาในขณะที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน มังกรผลึกโลหิตนั่งลงข้างหลินมู่อวี่ก่อนใช้ศีรษะถูแขนของเขาแผ่วเบาราวกับจะปลอบโยนนายของมัน
“เกิดเหตุอันใดกับข้า…”
หลินมู่อวี่สูดหายใจลึก ทะเลจิตของเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆสีโลหิตจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมราวกับมีปีศาจเร้นกายอยู่ภายใน หลินมู่อวี่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ทันทีที่เริ่มเข่นฆ่า กระบี่ดวงดาราชุ่มไปด้วยเลือด เขาไม่รู้ว่าเลยว่าตนสังหารปีศาจไปกี่ตนแล้ว
“สวบ สวบ…”
รองเท้าอันเปรอะเปื้อนเหยียบย่ำไปบนพื้นโคลนนองเลือดก่อนหยุดลงที่ขอบหลุมลึก ชุดคลุมจักรพรรดินีที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานปลิวไสวแผ่วเบาตามสายลม
หลินมู่อวี่เงยหน้าขึ้นด้วยจิตใจอันว่างเปล่า “เสี่ยวอิน…”
ความหวาดกลัวปนห่วงใยฉายในแววตาของฉินอิน น้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม หญิงสาวกระโดดลงไปกอดหลินมู่อวี่พลางร่ำไห้ “เจ้าทำให้ข้ากลัวแทบตาย ข้าแทบขาดใจแล้วรู้หรือไม่…”
หลินมู่อวี่ลูบไหล่ของนางอย่างอ่อนโยนก่อนกล่าวออกด้วยความรู้สึกผิด “ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น เหมือนว่าข้าจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว…”
“อื้ม เจ้าไม่เป็นไรแล้ว…”
ซือตู่เฉว่ถือกระบี่ชุ่มเลือดก้าวเข้ามาพลางกล่าวด้วยความเคารพ “ท่านผู้บัญชาการ เฉียนเฟิงสั่งให้กองทัพของเขาล่าถอยแล้วเจ้าค่ะ เราได้รับชัยชนะในศึกนองเลือดครั้งนี้”
“ดี…”
หลินมู่อวี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนโดยมีฉินอินช่วยประคอง ชายหนุ่มกล่าวออกทันทีที่เห็นบาดแผลบนไหล่ของอีกฝ่าย “เสี่ยวอิน เจ้าได้รับบาดเจ็บ นี่คือ…”
ซือตู่เฉว่กล่าว “รอยแผลจากกระบี่ของท่านเจ้าค่ะ”
“ข้า…”
หลินมู่อวี่รู้สึกปวดร้าวไปทั้งใจ “ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น…”
“ไม่เป็นไร”
ฉินอินยิ้มหวาน “แค่แผลเล็กๆ เท่านั้น รีบกลับค่ายกันเถอะ เจ้าต้องทำแผลโดยเร็ว”
…
ฉู่เหยาแทบร้องไห้เมื่อหลินมู่อวี่กลับมาถึงค่าย นางไม่เคยเห็นอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้มาก่อน ทุกส่วนบนร่างกายล้วนมีบาดแผล เคราะห์ดีที่เขาแข็งแรงยิ่ง อีกทั้งร่างกายของจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์จะไม่เกิดรอยแผลเป็น มิเช่นนั้นชายหนุ่มคงเสียโฉม
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ค่ายทหารมนุษย์ หลินมู่อวี่ที่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุด นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้นั่งในตำแหน่งนี้ขณะที่มีผู้คนมากมายในกระโจมหลัก ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดเป็นคำสั่งของฉินอิน
“ท่านผู้บัญชาการหลินเป็นอย่างไรบ้าง?” ซูมู่หยุนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“กระหม่อมไม่เป็นอะไรมากพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยราชาอวิ้นจงที่ทรงห่วงใย” หลินมู่อวี่กล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม
ขณะนั้นซูมู่หยุนไออย่างรุนแรง ใบหน้าของเขาซีดเซียวจนหลินมู่อวี่เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “หยุนกง ท่านไหวหรือไม่?”
ซูมู่หยุนปัดมือพลางกล่าว “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น”
ฉู่เหยากล่าว “อาการของราชาอวิ้นจงค่อนข้างสาหัส กระหม่อมแนะนำให้พระองค์เสด็จไปยังเมืองห้าหุบเขาเพื่อรักษาตัวเสียก่อนดีกว่าเพคะ มิเช่นนั้นพระวรกายอาจทรุดหนักกว่านี้”
“ยามศึกสงครามเช่นนี้ ข้าจะละทิ้งจักรวรรดิได้อย่างไร?” ซูมู่หยุนกล่าว “ข้าสบายดี ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นหากพวกปีศาจยังไม่ถอยทัพ”
ดวงตาของฉินอินเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านตา แต่ร่างกายของท่าน…”
“ไม่เป็นไร ข้าสบายดีจริงๆ”
ซูมู่หยุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผลของศึกครั้งแรกในเมื่อวานค่อนข้างน่าประทับใจ พวกปีศาจสูญเสียกองกำลังไปจำนวนมากจนต้องล่าถอย ข้าคิดว่าเฉียนเฟิงคงเหลือกำลังพลน้อยกว่าครึ่งแล้ว”
หลินมู่อวี่เอ่ยถาม “กองทหารของเราเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซือตู่เฉว่กล่าวอย่างเคร่งเครียด “ตอนนี้กองทัพมังกรผงาดเหลือทหารเพียงสองหมื่นห้าพันนายเจ้าค่ะ… ส่วนกองทัพที่เหลือก็ได้รับความเสียหายมากขึ้นเช่นกัน กองทัพเสินเว่ยเหลือทหารน้อยกว่าสี่พันนาย ขณะที่กองทัพเขี้ยวกระบี่เหลือทหารน้อยกว่าหนึ่งหมื่นนาย ขณะนี้เรามีกำลังพลทั้งหมดที่สามารถสู้รบได้น้อยกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่น ซึ่งส่วนมากเป็นทหารเกณฑ์จากมณฑลอวิ้นจงและกำแพงเหล็ก โดยรวมแล้วพละกำลังของจักรวรรดิค่อนข้างน่าเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
“เผ่าปีศาจล่ะ?”
“จากการเก็บกวาดสนามรบในตอนเช้า เราพบซากอสูรเกราะกว่าห้าหมื่นและอสูรระดับสูงกว่าสี่พันเจ้าค่ะ นอกจากนี้ยังมีซากศพอีกมากมายที่ถูกปืนใหญ่ผลึกอสูรระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทำให้เราไม่สามารถนับจำนวนได้อย่างแม่นยำ จากการประมาณการเบื้องต้น ขณะนี้เฉียนเฟิงคงเหลือกองทัพอสูรเกราะน้อยกว่าสามหมื่นและอสูรระดับสูงน้อยกว่าห้าพันที่สามารถต่อสู้ได้ ส่วนพลังการต่อสู้ของอสูรปีกนั้นค่อนข้างต่ำจึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจเจ้าค่ะ”
“แล้วเราเหลืออาวุธอยู่เท่าใด? ปืนใหญ่ผลึกอสูรยังใช้การได้หรือไม่?”
“ขณะนี้เรามีปืนใหญ่ผลึกอสูรที่ยังใช้การได้อยู่สามสิบเก้ากระบอกและเหลือลูกกระสุนมากกว่าแปดร้อยลูกเจ้าค่ะ ทว่า…” ซือตู่เฉว่กล่าวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “เกิดสงครามในแม่น้ำต้าวเจียงเมื่อวาน เว่ยโฉวและกองทัพเรือกำจัดงูบินยักษ์ไปได้หกตัว แต่สูญเสียเรือรบไปกว่าหกสิบสี่ลำทำให้กองทัพเรือเหลือเรือรบเพียงแปดลำ ผู้บัญชาการเว่ยโฉวได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้กำลังรักษาตัวในค่ายทหารบาดเจ็บเจ้าค่ะ”
“เว่ยโฉวได้รับบาดเจ็บสาหัสรึ?”
“เจ้าค่ะ”
“ไว้ข้าจะไปเยี่ยมเขาหลังจากนี้”
หลินมู่อวี่มองไปยังเหล่าผู้บัญชาการพลางกล่าว “มีความคืบหน้าใดอีกบ้าง?”
เจิ้งอี้ฝานกล่าว “ขณะนี้เซี่ยงอวี้อยู่ในเมืองไป๋หลิง ส่วนท่านถังหลานกำลังเดินทางไปเสริมกำลังทัพ นอกจากนี้…เราเพิ่งได้รับสารจากกรมท้องถิ่นของมณฑลเทียนชู่ว่ามีกองทัพมนุษย์จากเทือกเขาหยุนหลิงกำลังบุกโจมตีมณฑลเทียนชู่อย่างป่าเถื่อนและยึดเมืองไปได้กว่าหกเมืองแล้ว”
“กองทัพมนุษย์รึ? จากที่ใดกัน?”
“หากข้าเดาไม่ผิดคงเป็นกองทัพของพวกปีศาจ” เจิ้งอี้ฝานขมวดคิ้ว “เฉียนเฟิงนำทัพมาต่อสู้กับเราที่นี่ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งกองกำลังไปโจมตีมณฑลเทียนชู่ ไม่แปลกที่พวกเขาจะสามารถล้อมเมืองเฉินหยิ่งไว้ได้ เนื่องจากกองทหารส่วนใหญ่ในเมืองถูกเกณฑ์ไปเป็นทัพหน้า เฉียนเฟิงคงหวังใช้โอกาสนี้ยึดครองมณฑลเทียนชู่อันรุ่งเรืองของเราเป็นแน่!”
หลัวซินเย้ยหยัน “กองทัพมนุษย์ของเผ่าปีศาจเป็นเพียงกลุ่มคนที่รักตัวกลัวตาย เราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงท่านส่งกองทหารสองหมื่นนายมา ข้าจะยึดเมืองเฉินหยิ่งกลับมาให้จงได้ ”
“อย่าเพิ่งกระทำการอุกอาจเลย” หลินมู่อวี่กล่าว “ขณะนี้เราไม่รู้แน่ชัดว่าเผ่าปีศาจมีกองกำลังเท่าใด แม้เฉียนเฟิงจะมีกำลังพลไม่มากนัก แต่ถ้าเขาส่งกองทัพอสูรเกราะสามถึงห้าหมื่นตัวไปยังมณฑลเทียนชู่ ต่อให้เราส่งกองทหารไปแสนนายก็คงตายตกเสียเปล่า เว้นแต่กองทัพองครักษ์ของพี่เฟิงจะถูกส่งกลับมา ไม่มีกองทัพใดในจักรวรรดิที่สามารถต่อสู้กับเผ่าปีศาจแบบตัวต่อตัวได้”
“เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร?” ซูมู่หยุนเอ่ยถาม
หลินมู่อวี่กล่าวอย่างนอบน้อม “ขณะนี้เราควรทำความสะอาดสนามรบโดยฝังและเผาศพทั้งหมด เผ่าปีศาจจะได้สูญเสียเสบียงอาหารของพวกมัน เฉียนเฟิงคงถอยทัพกลับไปไม่นานเพราะยิ่งถอยไปตั้งหลักนานเท่าใด ก็หมายความว่ากองกำลังของเผ่าปีศาจเสียหายมากเท่านั้น หากจัดทัพใหม่เราจะสามารถชิงมณฑลหลิงตงและมณฑลทงเทียนกลับมาได้ และหากเฉียนเฟิงไม่ถอนกำลังทหารก็หมายความว่ากองทัพเผ่าปีศาจไม่ได้เสียหายมากนัก เช่นนั้นเราก็จำเป็นต้องจัดการกับพวกมันต่อไป”
ขณะนั้นหลินมู่อวี่หันไปกล่าวกับซือตู่เซินต่อทันที “แม่ทัพเซิน จงสั่งให้ทหารมังกรผงาดที่ยังสามารถต่อสู้ได้ไปเป็นทัพหน้าทั้งหมดและเตรียมปืนใหญ่ผลึกอสูรให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา”
“เจ้าค่ะท่านผู้บัญชาการ!”
ฉินอินเข้าไปประคองหลินมู่อวี่ทันทีที่เขาพยายามลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มกล่าวออกขณะพาดแขนบนไหล่บอบบาง “เจ้าจะไปเยี่ยมเว่ยโฉวกับข้าหรือไม่?”
“เจ้าไปเถอะ ข้าไม่อยากทำให้เขาอึดอัด”
“ไม่หรอก จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า”
……….……….……….……….