The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.630 กระดูกจากมังกรผลึกโลหิต
EP.630 กระดูกจากมังกรผลึกโลหิต
ณ ค่ายทหารของเว่ยโฉว เมื่อหลินมู่อวี่และฉินอินเดินเข้ามาในค่ายด้วยกัน เว่ยโฉวพลันประหลาดใจและรีบออกจากเตียงเพื่อคุกเข่าลงโดยไม่ได้สนใจฉู่เหยาที่กำลังพันแผลให้ด้านข้าง “เว่ยโฉวถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท! และคารวะผู้บัญชาการหลินขอรับ!”
“ลุกขึ้นเถิด อย่ามากพิธีไป” ฉินอินยกมือขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม เขตแดนพลังค่อยๆ พยุงเว่ยโฉวลุกขึ้น
“บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง?” หลินมู่อวี่เอ่ยถาม
เว่ยโฉวนั่งลงบนเตียงและกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “เข็มพิษของงูบินทำซี่โครงหักสองซี่และเจาะทะลุปอด โชคดีที่ผู้นำฉู่เหยาช่วยไว้ได้ทันเวลา มิเช่นนั้นชีวิตของข้าน้อยคงถูกช่วงชิงไปตลอดกาล”
“ดูเหมือนว่าพี่ฉู่เหยาจะไม่เพียงช่วยชีวิตข้าได้เท่านั้น” หลินมู่อวี่หัวเราะ
เว่ยโฉวหัวเราะตาม สนามรบด้านหน้าเมื่อวานมีงูบินอย่างน้อยสิบตัว อสูรเกราะกว่าหนึ่งแสนตัว และปีศาจระดับสูงอีกราวหนึ่งหมื่นตน นอกจากนี้ยังมีอสูรปีกและสัตว์ร้ายอื่นๆ เว่ยโฉวเข้าใจความตึงเครียดนั้นดีและรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่เห็นหลินมู่อวี่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลินมู่อวี่รู้ถึงอันตรายของกองทหารเรือที่โจมตีกองทัพปีศาจดี ด้านหนึ่งพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของงูบินด้านหน้า และอีกด้านหนึ่งต้องต้านทานการโจมตีของแมงดาทะเลใต้น้ำ แท้จริงแล้วกองทัพเรือของจักรวรรดิเกือบทั้งหมดถูกทำลายในศึกเมื่อวาน การที่เว่ยโฉวมีชีวิตรอดกลับมาถือเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมสำหรับกองทัพมังกรผงาด!
…
หลินมู่อวี่นั่งลงด้วยการช่วยเหลือจากฉินอินก่อนกล่าวว่า “กระดูกซี่โครงหัก เช่นนั้นเจ้าต้องดื่มซุปกระดูกให้มากๆ สั่งให้หน่วยวิญญาณอัคนีทำซุปกระดูกม้าซะ แม้ว่าเมื่อวานจะมีม้าเสียชีวิตไม่มากนัก”
“ขอรับ”
เว่ยโฉวหัวเราะ “เกรงว่าหลังจากเสร็จสิ้นศึกครานี้ เราคงต้องร้องขอองค์หญิงซีสำหรับม้าพันธุ์ดีจากป่านิรันดร์ อนิจจา…กองทัพมังกรผงาดเจ็ดหมื่นนายของเราเป็นที่รู้จักกันในนามทหารชั้นยอด แต่ตอนนี้กลับเหลือไม่ถึงสามหมื่นนาย ข้าน้อยละอายใจเหลือเกิน…”
“ข้ารู้…” หลินมู่อวี่สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวว่า “เหล่าพี่น้องที่เสียชีวิตในสนามรบล้วนเป็นผู้เสียสละเพื่อจักรวรรดิ ครอบครัวของพวกเขาจะได้รับการปลอบโยนและช่วยเหลือเป็นอย่างดี อย่ากังวลไปเลย”
ฉินอินกล่าวเสริม “เมื่อสงครามสิ้นสุด จักรวรรดิจะเกณฑ์ทหารใหม่ เช่นนั้นไม่ต้องกังวล กองทัพมังกรผงาดจะได้รับทหารเกณฑ์จนสามารถขยายกองทัพเป็นดังเดิมโดยเร็วที่สุด”
“กระหม่อมเป็นตัวแทนทุกคนขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!” เว่ยโฉวโค้งคำนับ
ฉู่เหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันที่นี่แล้ว ข้าจะสั่งหน่วยวิญญาณอัคนีทำอาหารให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน คิดว่าอย่างไร?”
“ตกลง” ฉินอินพยักหน้ารับอย่างมีความสุข
เว่ยโฉวพลันเอ่ยถาม “ผู้บัญชาการคิดว่าพวกปีศาจจะลอบโจมตีเราคืนนี้หรือไม่?”
“คงไม่”
หลินมู่อวี่ส่ายศีรษะ “ป้อมปราการของเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอบค่ายถูกล้อมไว้ด้วยเขากวางและกำแพงสามชั้นที่เต็มไปด้วยเครื่องยิง กล่องลูกศร และปืนใหญ่ผลึกอสูร เฉียนเฟิงคงไม่บ้าบิ่นถึงขนาดเข้ามารนหาที่ตาย”
“หากเช่นนั้นคงดี”
“วิ้ง!” ทันใดนั้นด้านข้างของค่ายเกิดการระเบิดพลังมิติ
“หือ? นั่นอะไรน่ะ?” ฉินอินมองดูด้วยความประหลาดใจ
กรงเล็บแหลมค่อยๆ เจาะผ่านรอยแยกอากาศและดึงให้ขยายใหญ่ขึ้น จากสีของเกล็ดเหนือกรงเล็บแหลม เห็นได้ชัดว่ามันคือมังกรผลึกโลหิตหรือมังกรศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน โดยปกติหลินมู่อวี่มัก “เก็บ” มังกรผลึกโลหิตไว้ในรอยแยกของมิติเสมอ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามันกำลังทำสิ่งใดและอยู่ในมิติใด ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้มังกรน้อยคุ้นชินกับการพึ่งพาตนเองมานานแล้ว
ไม่นานหัวอันใหญ่โตของมังกรน้อยก็โผล่ออกจากรอยแยกมิติ หลังจากพยายามมุดออกมาครู่หนึ่ง ในที่สุดทั้งตัวของมันก็หลุดออกมาและบินลงพื้น มันส่ายหางไปมาพร้อมเอนกายลงข้างหลินมู่อวี่ เมื่อเขาลูบหัวของมันก็พบว่าบาดแผลของมังกรน้อยกว่าครึ่งจากการต่อสู้เมื่อวานได้รับการรักษาแล้ว แม้เกล็ดเดิมบนบาดแผลที่คอหลุดออก แต่มันยังคงต้องการเวลาที่จะมีเกล็ดใหม่งอกขึ้นมาแทนที่
“โฮก...”
มังกรน้อยส่งเสียงร้องใส่หลินมู่อวี่และฉินอิน ก่อนจะพยายามขย้อนบางสิ่งออกมา ไม่นานกระดูกยาวประมาณสามสิบเมตรก็ไหลออกจากคอหล่นลงเบื้องหน้า ดูเหมือนว่ามันจะเป็นกระดูกสัตว์บางชนิดที่ถูกตัดออก
“ฮ่าๆๆๆ” หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เว่ยโฉว ดูเหมือนว่ามังกรผลึกโลหิตจะรู้ว่าซี่โครงของเจ้าหัก มันจึงไปหากระดูกจากมิติอื่นเพื่อนำมาให้เจ้าทำซุป ดูสิว่าเจ้ามังกรน้อยน่ารักมากเพียงใด!”
เว่ยโฉวมองดูกระดูกและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น่าเสียดายที่ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดตอบแทนมังกรน้อยได้ และคงไม่สามารถมอบขาตัวเองให้มัน ข้าคงต้องรบกวนนายท่านถ่ายทอดความขอบคุณให้”
หลินมู่อวี่พยักหน้ารับ “ได้สิ”
ทันใดนั้นฉู่เหยาเดินตรงไปทำความสะอาดกระดูกที่มังกรผลึกโลหิตนำมาและถือไว้ในมือ ปราณยุทธ์พลันควบแน่นบนฝ่ามือก่อนที่นางจะกล่าวด้วยความตกตะลึง “มีพลังวิญญาณบนกระดูกอย่างอุดมสมบูรณ์และปริมาณสูง ดูเหมือนว่ามังกรน้อยต้องการจะช่วยจริงๆ กระดูกนี้จะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของเว่ยโฉวได้อย่างแน่นอน!”
“หือ?” เว่ยโฉวไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ต้องทำซุปจากกระดูกนี้จริงๆ หรือ?”
“แน่นอน!” ฉู่เหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เพียงเจ้าเท่านั้น แต่อาอวี่ต้องดื่มมันด้วยเล็กน้อย เนื่องจากการต่อสู้เมื่อวานทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย”
“อืม…”
หลินมู่อวี่เอ่ยถาม “แต่ข้าไม่รู้ว่ากระดูกนี้มาจากสัตว์ร้ายชนิดใดและกินได้หรือไม่? มันจะมีพิษไหม?”
ฉู่เหยายิ้ม “ไม่ต้องกังวล ข้าเป็นถึงผู้นำสมาพันธ์โอสถจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่ามันมีพิษหรือไม่? ข้าจะนำไปให้หน่วยวิญญาณอัคนีทำซุป จากนั้นพวกเจ้าคงจะหายดีในเร็ววัน”
สิ้นเสียงฉู่เหยาก็เดินจากไป
ฉินอินเม้มริมฝีปากและยิ้มเล็กน้อย “ดีจริงๆ ที่มีพี่ฉู่เหยาอยู่ที่นี่”
“อืม เป็นเรื่องดีจริงๆ”
หลินมู่อวี่นึกถึงวันวานเมื่อครั้งที่อยู่ในเมืองหยินซานกับฉู่เหยา หญิงสาวผู้นี้มักคอยเป็นห่วงเป็นใยและอ่อนโยนมากจริงๆ หากไม่ได้พบกับถังเสี่ยวซีและฉินอินในภายหลัง เขาอาจแต่งงานกับฉู่เหยาไปแล้ว! เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาพลันนึกถึงเสี่ยวซี…ไม่รู้ว่านางเป็นอย่างไรบ้างในเมืองหลันเยี่ยน ถังลู่แสดงออกถึงความไม่ซื่ออย่างชัดเจน แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวอีกเลยหลังจากสั่งกองทัพให้ประจำการ ซึ่งมันผิดวิสัยเป็นอย่างมาก!
“ตอนนี้เรากำลังคุมเชิงกับกองทัพเฉียนเฟิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีจริงๆ”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น?” ฉินอินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หลินมู่อวี่จิบน้ำชาที่ทหารรักษาการณ์ยกมาให้ก่อนกล่าวว่า “ถังลู่มีกำลังทหารสามแสนนายประจำการในจวนเจ้าเมืองชีไห่ และดูเหมือนว่าจะเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิขณะนี้ แม้แต่พี่เฟิงก็คงไม่สามารถต้านทานได้ เมื่อเราสามารถเอาชนะเผ่าปีศาจและทำให้เฉียนเฟิงถอยกลับ ถังลู่อาจคิดว่าโอกาสอาจกำลังจะหลุดมือไปและไม่สามารถรอเฉยได้ ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด”
“พี่อาอวี่กำลังบอกว่าถังลู่อาจลงมือตอนนี้หรือ?”
“อืม หากข้าเป็นถังลู่คงจะเลือกลงมือตอนนี้แทนที่จะรอกระทั่งเรากำจัดพวกปีศาจและเดินทางขึ้นเหนือ ในเวลานั้นเราควรร่วมมือกันจากภายในและภายนอกทำให้เขาไม่มีโอกาสชนะ ท้ายที่สุดทหารชั้นยอดสามแสนนายเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นทหารเกณฑ์และมีความแข็งแกร่งน้อยกว่าหนึ่งในสามของทหารผ่านศึก เช่นนั้นเราสามารถเอาชนะพวกเขาได้ด้วยทหารเพียงหนึ่งแสนนาย”
“ข้าจะรีบเขียนราชโองการและสั่งให้หลัวอวี่ใช้กฎอัยการศึก”
“ไม่จำเป็น” หลินมู่อวี่ยิ้มเล็กน้อยขณะจับจ้องใบหน้างามของฉินอินที่เต็มไปด้วยความกังวล “เหล่าขุนนางและแม่ทัพต่างเก่งกาจและรอบคอบ เว่ยโฉวเป็นแม่ทัพที่ข้าไว้วางใจได้ เขาเองก็คงสามารถรับรู้ถึงกลิ่นความไม่ชอบธรรมของถังลู่ อย่างไรก็ตามเสี่ยวซีวางกองกำลังเผ่าพันธุ์อสูรในเขตชานเมืองด้านตะวันตก แม้ว่าถังลู่จะเข้าโจมตีเมืองหลันเยี่ยน แต่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ภายในหนึ่งเดือนนี้เราจะต้องยุติสงครามที่นี่และเดินทางกลับมณฑลหลิงเป่ย จากนั้นก็จะถึงเวลาตายของถังลู่”
“บางทีเราอาจไม่ต้องรอถึงเวลานั้น” ฉินอินเอ่ยคำเบา
“โอ้ หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าขอโทษพี่อาอวี่ ทะ…แท้จริงแล้วข้าสั่งให้ผู้บัญชาการเฟิงนำราชโองการไปยังมณฑลชีไห่เมื่อสองถึงสามวันที่แล้วเพื่อรับกองทัพของถังลู่”
“โอ้?” หลินมู่อวี่ผงะ “นั่น…แม้แต่เสี่ยวซียังไม่สามารถรับอำนาจทางทหารจากถังลู่ ข้าเกรงว่าพี่เฟิงอาจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ใช่หรือไม่?”
“คงไม่” ฉินอินส่ายศีรษะ “แต่ข้ามอบสองคำสั่งลับให้ผู้บัญชาการเฟิง หนึ่งในนั้นคือการสังหารถังลู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เสี่ยวซีทำไม่ได้ แต่เฟิงจี้สิงสามารถทำได้!”
“เป็นเช่นนี้เอง”
หลินมู่อวี่โล่งใจและกล่าวว่า “ถังลู่เป็นกบฏ หัวใจของเขาไม่ภักดีอีกต่อไป เมื่อเขาตาย ทหารทั้งสามแสนนายของมณฑลชีไห่จะไร้ผู้บัญชาการ เช่นนั้นพี่เฟิงคงสามารถพิชิตได้อย่างแน่นอน”
“อืม…”
…
เวลาผันผ่านชั่วพริบตากระทั่งท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว ผู้คนมากมายข้ามเทือกเขาและตรงไปยังเมืองไป๋หลิง ด้านหน้ากองทัพถังหลานผู้เป็นทหารผ่านศึกกำบังเหียนแน่นขณะควบม้า หนวดขาวและเสื้อคลุมสีทองปลิวไสวตามสายลม ด้านหลังของเขาเป็นกลุ่มทหารผ่านศึก ซึ่งหลายคนในนั้นมีอายุประมาณหกสิบปี
หลังจากเดินทางใกล้ถึงเมือง ทหารผ่านศึกคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปและตะโกนเสียงดัง “ถังหลาน ราชาแห่งชีไห่ทรงนำกองทัพมาเสริม โปรดเปิดประตูให้พวกเราเข้าไปในเมืองทันที!”
ทหารรักษาการณ์เหล่ตามอง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาพลันกล่าวตอบ “โปรดให้ราชาชีไห่ทรงรอสักครู่เถิด ข้าน้อยจะไปรายงานต่อท่านเซี่ยงอวี้!”
“รีบไปเถิด ด้านนอกนี้มีลมพัดหนาวเย็นนัก ร่างกายของพวกเราแทบทนไม่ได้”
“ขอรับ!”
ครึ่งชั่วโมงถัดมา ประตูเมืองค่อยๆ เปิดออกพร้อมแสงคบเพลิงสว่างไสว เซี่ยงอวี้ถือทวนนองเลือดขี่ม้าเข้ามาพร้อมกลุ่มนายพล เมื่อมาถึง เขาลงจากม้าและทำความเคารพ “เซี่ยงอวี้ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ!”
ถังหลานยิ้มเล็กน้อย “ผิงหนานโหวช่างกล้าหาญและมีไหวพริบยิ่งนักจึงสามารถยึดเมืองไป๋หลิงได้ นี่เป็นผลงานที่โดดเด่นเหนือผู้ใดในจักรวรรดิ ข้าขอแสดงความยินดีด้วย!”
“ราชาชีไห่…กระหม่อมเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น คุณความดีนี้เป็นขององค์จักรพรรดินีทั้งหมด”
“อืม เข้าไปในเมืองกันเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซี่ยงอวี้ขึ้นหลังม้าและขี่เข้าไปในเมืองพร้อมถังหลานก่อนกล่าวว่า “ฝ่าบาทฉินอินทรงสั่งให้กระหม่อมส่งกองกำลังไปยังป้อมปราการเจี้ยงเก๋อเพื่อจับกบฏฉินอี้วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ราชาชีไห่ทรงนำกองกำลังเสริมมาถึงเมืองไป๋หลิง ดังนั้นภายในสิ้นวันพรุ่งนี้ กระหม่อมจะนำทหารห้าหมื่นนายออกจากเมืองไป๋หลิงและมอบเมืองหลวงจักรวรรดิอี้เหอแก่พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าเองก็ต้องการไปงั้นหรือ?”
ถังหลานมองเซี่ยงอวี้ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
เหตุใดเซี่ยงอวี้จึงจะไม่รู้ว่าถังหลานหมายถึงสิ่งใด หากกองกำลังห้าหมื่นนายของเขาเคลื่อนทัพออกไป ภายในเมืองจะเหลือเพียงทหารหนึ่งหมื่นนายของถังหลาน ซึ่งนั่นจะเพียงพอต่อการป้องกันเมืองได้อย่างไร? อีกทั้งทหารจักรวรรดิอี้เหอที่ยอมจำนนจะกลายเป็นปัญหาทันทีที่กองทัพหลงเฉียนหลินเดินทางมาถึง เมื่อนั้น…ถังหลานและเหล่าทหารคงทำได้เพียงนั่งรอความตายอยู่ในเมือง
……….……….……….……….