The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.632 คลื่นใต้น้ำ
EP.632 คลื่นใต้น้ำ
“อ่อก...”
นักปราชญ์กระอักเลือดออกมาอีกครั้งจนเปรอะพรมแดงเบื้องหน้า ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดขณะนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้โดยมีองครักษ์คอยประคอง
จักรพรรดิปีศาจนั่งเงียบจนกระทั่งนักปราชญ์ดื่มยารักษาเข้าไป “ท่านนักปราชญ์ ผู้ใดกันที่ทำให้ท่านบาดเจ็บถึงเพียงนี้? ฉินฮั่นปรากฏตัวแล้วรึ?”
“ไม่ใช่ฉินฮั่น แต่เป็นฝีมือของฉินอินพ่ะย่ะค่ะ!” นักปราชญ์กล่าวด้วยแววตาที่แผ่จิตสังหารอันแรงกล้า
“ฉินอินรึ?” จักรพรรดิปีศาจขมวดคิ้วพร้อมกล่าวออกอย่างไม่เชื่อหู “เป็นไปได้อย่างไร? ฉินอินเป็นเพียงหญิงสาวที่ฝึกตนมายี่สิบปี ด้วยพลังของท่านนักปราชญ์ แม้แต่เซียนเพลิงระบำโอวหยางเยียนก็ไม่อาจทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส นับประสาอะไรกับมนุษย์ตัวจ้อยนั่น”
“ฝ่าพระบาท…”
นักปราชญ์กล่าวด้วยใบหน้าซีดเซียว “เมื่อต่อสู้กับฉินอิน พลังศักดิ์สิทธิ์ของกระหม่อมราวกับยอมจำนนต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ของนางทำให้กระหม่อมใช้พลังได้เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้พลังผลึกมังกรนภาของฉินอินยังทรงพลังยิ่งซึ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของพลังแห่งปีศาจโดยแท้!”
“ท่านกล่าวว่าพลังของท่านยอมจำนนต่อฉินอินงั้นรึ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“หรือว่า…” จักรพรรดิปีศาจสั่นสะท้านพลางกล่าวด้วยใบซีดเผือด “ฉินอินจะครอบครองพลังแห่งเทพในตำนาน? เด็กสาวที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจะสามารถทะลวงกฎแห่งสวรรค์และโลกได้อย่างไร? มะ…มันคงไม่ใช่วิถีแห่งความเป็นอมตะที่ฉินฮั่นบรรลุบนสวรรค์ใช่หรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
นักปราชญ์ขมวดคิ้ว “แม้ฉินฮั่นจะขึ้นไปสวรรค์แล้วครั้งหนึ่ง ทว่าวิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นล้ำค่ายิ่ง ใช่ว่าเหล่าเทพจักรพรรดิและเทพราชันทุกตนจะบรรลุได้ อีกทั้งฉินฮั่นก็ไม่ใช่นักปราชญ์ หากเขาบรรลุวิถีแห่งความเป็นอมตะจริง เหตุใดจึงต้องรอเวลาให้ผ่านไปกว่าพันปีเพื่อถ่ายทอดให้แก่ฉินอิน?”
จักรพรรดิปีศาจสูดหายใจลึกก่อนกล่าว “ฐานการฝึกตนของฉินอินในตอนนี้คงไม่อาจบรรลุวิถีแห่งสวรรค์และวิถีแห่งความเป็นอมตะได้แน่ เช่นนั้นก็หมายความว่านางต้องครอบครองพลังเทพแห่งโชคชะตา!”
“พลังเทพแห่งโชคชะตาหรือพ่ะย่ะค่ะ?” นักปราชญ์กล่าวด้วยความประหลาดใจ “มันคือพลังแห่งเทพจักรพรรดิที่ได้รับโดยกำเนิด มีเทพเพียงไม่กี่สิบองค์ในดินแดนหมื่นจักรวรรดิเท่านั้นที่ครอบครองพลังนี้ ฉินอินจะมีพลังเทพแห่งโชคชะตาได้อย่างไร?”
“มันถูกกำหนดไว้แล้ว…” จักรพรรดิปีศาจกำหมัดแน่น “โชคชะตาของหญิงสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาเสียจริง… เราต้องกำจัดนางให้ได้ มิเช่นนั้นคงเป็นการยากที่จะยึดครองดินแดนแห่งนี้ ไม่ว่าอย่างไรฉินอินก็ต้องตาย! ท่านนักปราชญ์ เหยาจีอยู่ที่ใด? ได้รับข่าวจากนางบ้างหรือไม่?”
“ขณะนี้เหยาจีอยู่ไกลออกไปหลายพันลี้พ่ะย่ะค่ะ”
นักปราชญ์พยักหน้าก่อนกล่าว “ข้าแต่ฝ่าพระบาท ผลการต่อสู้ของศึกในวันนี้ค่อนข้างแย่ ปืนใหญ่ผลึกอสูรของหลินมู่อวี่แข็งแกร่งยิ่ง กองกำลังของเราได้รับความเสียหายรุนแรงจนต้องถอยทัพชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
ดวงตาคมเข้มของจักรพรรดิปีศาจฉายแววพยาบาทเคียดแค้น “ไม่ว่าอย่างไรฉินอินก็ต้องตาย เมื่อนางสิ้นชีพ เราจะได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่!”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบจัดการโดยเร็วที่สุด!”
“ท่านนักปราชญ์พักผ่อนเถิด รอดูแผนการของจอมพลเฉียนเฟิงในวันพรุ่งนี้ก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
…
วันรุ่งขึ้น เผ่าปีศาจยังไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด หลินมู่อวี่ทำได้เพียงสร้างแนวป้องกันเพื่อเตรียมเผชิญหน้ากับกองทัพของเฉียนเฟิง
ณ วันที่ยี่สิบสองกุมภาพันธ์ สารขนนกถูกส่งถึงมือเสี่ยวซีที่ประจำการอยู่ในค่ายเผ่าอสูรทางฝั่งตะวันตกของชานเมืองหลันเยี่ยน
“ว่าอย่างไรนะ…”
ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความตกตะลึงขณะอ่านสารในมือ “เสี่ยวอินสั่งให้ท่านปู่นำทหารหนึ่งหมื่นนายไปเสริมทัพในเมืองไป๋หลิงรึ? มะ…ไม่ใช่ว่าทางใต้ของเมืองไป๋หลิงมีกองทหารแห่งจักรวรรดิอี้เหอกว่าหนึ่งแสนนายรึ?!”
ถังเจิ้นประสานหมัด “เหมือนว่าฝ่าบาททรงตั้งพระทัยที่จะยึดครองมณฑหลิงหนานพ่ะย่ะค่ะ มิเช่นนั้นพระองค์คงไม่ส่งราชาชีไห่ไปควบคุมเมืองไป๋หลิงด้วยตนเอง”
“ไม่”
ถังเสี่ยวซีส่ายศีรษะ “ถังเจิ้น ท่านไม่เข้าใจเจตนาของเสี่ยวอิน… ทหารเพียงหนึ่งหมื่นนายไม่มีทางควบคุมเมืองไป๋หลิงอันมั่งคั่งรุ่งเรืองของจักรวรรดิอี้เหอได้ นอกจากนี้หลงเซียนหลินและติงซี่ต้องส่งกองกำลังไปตีเมืองไป๋หลิงคืนแน่ เมื่อถึงเวลานั้นเมืองไป๋หลิงก็จะกลายเป็นหลุมศพของทหารจักรวรรดิ!”
“เช่นนั้น…เราควรช่วยท่านหลานกงอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?” ถังเจิ้นเผยท่าทีตื่นตระหนกทันทีที่เข้าใจสถานการณ์ ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นทหารแห่งตระกูลถัง แม้จะไม่เห็นด้วยกับสันดานต่ำช้าของถังหลาน แต่ถังเจิ้นก็ไม่ต้องการเห็นอีกฝ่ายตายตกไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
ถังเสี่ยวซีกำหมัดแน่นก่อนฉีกสารในมืออย่างไม่ไยดี “ข้าไม่สนว่าเสี่ยวอินจะคิดอย่างไร แต่หลานกงเป็นปู่ของข้า จะให้ข้านั่งดูท่านปู่ตายตกในเมืองไป๋หลิงได้อย่างไร? เขาเป็นปู่ของข้า…”
“กระหม่อมพร้อมน้อมรับทุกคำบัญชาของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!” ถังเจิ้นพยักหน้า
“ดี จงสั่งให้ทหารม้าเบาห้าพันนายติดตามข้าไปยังเมืองไป๋หลิงทันที เร็วที่สุดเราอาจไปถึงที่นั่นภายในห้าวัน!”
“น้อมรับคำบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” ถังเจิ้นพยักหน้าก่อนกล่าว “ฝ่าบาท ผู้บัญชาการเฟิงจี้สิงเพิ่งมาถึงมาที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้? ผู้บัญชาการเฟิงมีเหตุอันใดกัน?”
“เขานำพระราชกฤษฎีกาขององค์จักรพรรดินีพร้อมสารจากราชาชีไห่และป้ายเหล็กตระกูลถังมาส่งให้กองกำลังเมืองชีไห่พ่ะย่ะค่ะ โดยมีคำสั่งให้ถังลู่ส่งกองกำลังทั้งหมดไปยังมณฑลชางหนานเพื่อช่วยป้องกันศัตรู”
“เช่นนี้เอง…ท่านตามข้าไปพบผู้บัญชาการเฟิงด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
สายลมฤดูใบไม้ผลิด้านนอกค่ายพัดโชยปะทะใบหน้า เฟิงจี้สิงต้องเดินทางมาที่นี่อย่างรีบร้อนโดยอดหลับอดนอนทั้งคืนจึงนำกองทหารติดตามมาด้วยเล็กน้อยเท่านั้น เขาประสานหมัดพลางยกยิ้มทันทีที่เห็นหญิงสาว “ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงซี!”
“ผู้บัญชาการเฟิงสุภาพเกินไปแล้ว”
ถังเสี่ยวซียิ้มจาง “ท่านนำสารทางการทหารมาส่งหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าจะได้รับอำนาจทางทหารจากถังลู่?”
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงจี้สิงกล่าวตามตรงพลางยกยิ้ม “แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะต้องทำทุกทางเพื่อรับใช้จักรวรรดิ”
“ข้าจะช่วยเนื่องจากท่านเป็นพี่ชายของมู่มู่” ถังเสี่ยวซีหยิบป้ายเหล็กตระกูลถังจากถุงมิติบริเวณเอวของนางก่อนโยนให้เฟิงจี้สิง
“หือ? ป้ายเหล็กตระกูลถังหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงจี้สิงผงะไปครู่หนึ่ง
“ใช่” ถังเสี่ยวซีกล่าว “หากมีป้ายเหล็กตระกูลถังถึงสองป้าย ถังลู่คงไม่กล้าคัดค้านคำสั่งแน่”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงซี!”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก ข้ามีบางสิ่งที่ต้องวานให้ผู้บัญชาการเฟิงช่วย”
“องค์หญิงตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ถังเสี่ยวซีเหลือบมองใบไม้ที่พัดปลิวตามสายลมก่อนกล่าว “ถังลู่เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลถังและเป็นความหวังเดียวของท่านปู่ โปรดท่านผู้บัญชาการเฟิงไว้ชีวิตเขาด้วย ตกลงหรือไม่?”
“กระหม่อมจะพยายามให้ถึงที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“พยายามเข้าล่ะ…”
ถังเสี่ยวซีลอบถอนหายใจแผ่วเบา “ทำให้ดีที่สุดเถิด”
นางรู้ดีว่าถังลู่ตั้งใจต่อต้านพระราชกฤษฎีกา เพียงเท่านี้เขาก็สมควรตายไม่น้อยกว่าร้อยครั้งแล้ว อีกทั้งเฟิงจี้สิงยังปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาดเสมอมา หากถังลู่ไม่ยินยอม เฟิงจี้สิงคงไม่ลังเลที่จะสังหารเขา
“องค์หญิงซีจะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงจี้สิงเอ่ยถาม
“ไปพบท่านปู่ที่เมืองไป๋หลิง” ถังเสี่ยวซีกล่าวอย่างสิ้นหวัง
“เมืองไป๋หลิงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงจี้สิงขมวดคิ้วแน่น “ที่นั่นกำลังอยู่ในช่วงก่อสงคราม กระหม่อมคิดว่าพระองค์ควรเสด็จไป…”
“เพราะเหตุนั้นแหละข้าจึงต้องไป”
ถังเสี่ยวซียิ้มจางก่อนทำความเคารพเฉกเช่นสตรี “เช่นนั้นเสี่ยวซีขอตัวก่อน ขอให้ผู้บัญชาการเฟิงโชคดี”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
…
ณ เมืองไป๋หลิง ตำหนักเจิ้นหนานซึ่งกลายเป็นที่ประทับชั่วคราวของถังหลานราชาชีไห่ยังคงสว่างไสวแม้ในยามค่ำคืน ผู้คนมากมายต่างเดินเข้าออกตำหนักกันอย่างขวักไขว่ ซึ่งส่วนมากล้วนเป็นขุนนางชั้นสูงและเหล่าเศรษฐีแห่งมณฑลหลิงหนาน ยามที่เมืองไป๋หลิงตกอยู่ในมือของจักรวรรดิเช่นนี้บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นการล่มสลายของจักรวรรดิอี้เหอได้ดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดยามตึกกำลังจะพังทลายลงคือการหาผู้ค้ำจุน แน่นอนว่าถังหลานที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาคือผู้ค้ำจุนที่ดีที่สุดในเวลานี้
“ฝ่าบาท ท่านโจวเฉียนขุนนางแห่งเมืองไป๋หลิงเพิ่งเดินทางมามอบของกำนัลราวห้าร้อยเหรียญทองให้พระองค์ กระหม่อมนำไปเก็บไว้ในคลังของตำหนักเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทหารผ่านศึกถังปี่กล่าวออกอย่างนอบน้อม
“อืม”
ถังหลานวางม้วนหนังสือในมือลงก่อนจ้องมองตะเกียงน้ำมันด้านข้าง “เซี่ยงอวี้นำกองทหารออกจากเมืองไปแล้วหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ ผิงหนานโหวนำทัพไปโจมตีเมืองเจี้ยงเก๋อแล้ว”
“มีทหารเหลืออยู่ในเมืองกี่นาย?”
“ข้าแต่ฝ่าพระบาท เมืองไป๋หลิงกว้างใหญ่นัก ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตกมีประตูเมืองรวมกันถึงแปดประตู ซึ่งแต่ละประตูจำเป็นต้องมีทหารรักษาการณ์ราวหนึ่งพันนาย เช่นนั้นเราจึงต้องใช้ทหารราวแปดพันคนเพื่อเฝ้าประตู นอกจากนี้เรายังต้องใช้กำลังพลราวหนึ่งพันห้าร้อยในการลาดตระเวนตามท้องถนน เนื่องจากสมาพันธ์นกกระจอกเพลิงแห่งจักรวรรดิอี้เหอไม่สามารถไว้ใจได้ ดังนั้นจึงมีทหารคุ้มกันตำหนักอยู่เพียงห้าร้อยนายพ่ะย่ะค่ะ”
ถังหลานขมวดคิ้ว “ห้าร้อยนายรึ? เหล่าขุนนางในเมืองนี้ไม่ได้มอบกองทหารประจำตระกูลให้เราเลยหรือ?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ โดยเฉพาะตระกูลเป่ยฉี เหอะ…เป่ยฉียิงอาศัยตำแหน่งหัวหน้าตระกูลแห่งอักขระสวรรค์สั่งปิดจวนของตนและไม่ส่งของกำนัลใดมาแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังขู่ว่าจะรอให้หลงเซียนหลินกลับมายึดครองเมืองไป๋หลิงและจะยังจงรักภักดีต่อฉินอี้พ่ะย่ะค่ะ”
“หยามหน้ากันชัดๆ!”
ถังหลานกล่าวด้วยความเย็นชา
ถังปี่กล่าว “ฝ่าพระบาท เมื่อคืนนี้หยางฟานทหารแห่งจวนเป่ยฉีก่อเหตุทะเลาะวิวาทและสังหารผู้คนบนท้องถนนไปถึงห้าคน ขณะนี้สมาพันธ์นกกระจอกเพลิงจับกุมตัวเขาไว้แล้ว พระองค์จะทรงจัดการอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
“การเข่นฆ่าผู้อื่นถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง” ถังหลานปัดมือพลางกล่าว “สังหารเขาซะ!”
“หากเป่ยฉียิงไม่พอใจล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“สั่งย้ายทหารสองพันนายจากประตูเมืองทางใต้กลับมาทันที หากจวนเป่ยฉีริอ่านต่อต้านข้า พวกเขาจะถูกกำจัด!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ถังหลานต่อสู้มาตลอดชีวิตและไม่เคยเกรงกลัวต่อผู้ใด การที่จวนเป่ยฉีหยามหน้ากันเช่นนี้จึงทำให้เขาไม่พอใจยิ่ง
แต่ถังหลานหารู้ไม่ว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะนำมาซึ่งปัญหามากมาย
……….……….……….……….