The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.631 พลังเทพระดับสอง
EP.631 พลังเทพระดับสอง
ค่ำคืนของต้นฤดูใบไม้ผลิมีอากาศหนาวเย็น สายลมพัดผ่านธงรบหน้าค่ายปลิวไสว ภายใต้แสงคบเพลิง ดอกจื่อยินสีทองบนธงเปล่งประกายสวยงามยิ่ง ภายในกระโจมหลักฉินอินกำลังนั่งฝึกฝนยุทธ์ ขณะเดียวกันมีแสงสีทองลอยวนรอบร่างกาย ภายใต้แสงเหล่านี้ กล้ามเนื้อและกระดูกน้ำแข็งดูเหมือนจะโปร่งใส หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นพลังศักดิ์สิทธิ์กำลังไหลเวียนในร่างกายของนางราวกับกระแสน้ำ
“เฮ้อ…”
ฉินอินหายใจออกอย่างเชื่องช้าและค่อยๆ ลืมตาขึ้นที่เต็มไปด้วยริ้วแสงสีทอง ริ้วแสงเหล่านี้เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกรวบรวมไว้ ฉินอินอดไม่ได้ที่จะมีความสุขจนหัวเราะออกมา ความแข็งแกร่งผลึกมังกรนภาดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ตั้งแต่การก่อตัวของพลังแห่งเทพในร่างกาย ความเร็วในการฝึกยุทธ์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในเวลาอันสั้นนางสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทวะชั้นแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งพลังศักดิ์สิทธิ์อันท่วมท้นในร่างกายสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ หรือว่า…เทพแห่งโชคชะตาจะทรงพลังจริงๆ?
ทันใดนั้นฉินอินพลันสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งจากระยะไกล มันเป็นพลังที่แตกต่างจากจอมยุทธ์ของมนุษย์อย่างมาก เนื่องจากเต็มไปด้วยความรุนแรงและความชั่วร้าย มีบางคนกำลังมา…และอยู่ห่างจากค่ายทหารแห่งจักรวรรดิไม่กี่ไมล์เท่านั้น!
“ชิ้ง!”
ฉินอินชักกระบี่เจิ้นเทียนและกระโจนหายเข้าไปในอากาศ เหลือเพียงรอยแยกและระลอกคลื่นที่ค่อยๆ จางหายไป ซึ่งมันคือพลังมิติที่สี่!
ในพริบตาฉินอินก็ปรากฏตัวขึ้นบนภูเขาห่างจากค่ายไม่กี่ไมล์ ร่างเบื้องหน้าสั่นไหวเล็กน้อย นางรีบยกมือขึ้นพร้อมปลดปล่อยพลังขอบเขตเทวะออกมาอย่างท่วมท้น ขณะเดียวกันต้นไม้รอบข้างพลันถูกพลังทำลายจนแทบจะราบเป็นหน้ากลอง เขตแดนพลังของฉินอินทรงพลังอย่างยิ่งและเต็มไปด้วยพลังทำลายล้างของเทพเจ้า!
“ออกมา!”
สิ้นเสียงฉินอิน เสียงหัวเราะอันดุร้ายดังก้องจากด้านในป่า ท่ามกลางกองกิ่งไม้ที่หัก ชายชราในชุดคลุมสีเทาปรากฏตัวขึ้นพร้อมเงาชั่วร้ายที่ส่งเสียงหวีดหวิวรอบร่างกาย เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจักรพรรดินีฉินอินจะมีฐานพลังยุทธ์ถึงระดับนี้ ฮ่าๆๆ”
“เจ้า…เป็นนักปราชญ์แห่งเผ่าปีศาจใช่หรือไม่?” ฉินอินเผยยิ้มเล็กน้อย นางเคยได้ยินเรื่องราวกับนักปราชญ์ในตำนานมาบ้าง
“โอ้? รู้จักข้างั้นหรือ?”
“ไม่ ข้าเพียงคาดเดา” ฉินอินกล่าว “เจ้าไม่มีพลังอำนาจครอบงำอย่างเช่นจักรพรรดิปีศาจ แต่เจ้าดูชั่วร้ายไม่ต่างกัน เช่นนั้นคงเป็นนักปราชญ์ในตำนานคนนั้น เหตุใดจึงย่องมายังค่ายทหารแห่งจักรวรรดิในยามค่ำคืน เจ้าพยายามลอบสังหารใครบางคนงั้นรึ?”
นักปราชญ์ยิ้มเล็กน้อย เขาสะบัดแขนเสื้อก่อนที่พายุปราณจะพวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมหัวเราะเสียงดัง “คนที่ชายชราต้องการลอบสังหารมาหาถึงที่แล้ว ข้าควรจะขอบคุณอย่างไรดี?”
ฉินอินไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบ “เคร้ง!” นางโยนกระบี่เจิ้นเทียนลงกระแทกหินด้านข้างก่อนจะผายฝ่ามือออก ผลึกมังกรนภาควบแน่นบนร่างกายอย่างรวดเร็ว นางก้าวเท้าเข้าสู่ความว่างเปล่าขณะที่เสื้อผ้าปลิวไสว แสงสีทองของผลึกมังกรนภาสาดส่องลงบนใบหน้าทำให้นางดูสง่างามราวกับเทพธิดา…ซึ่งเป็นดั่งดอกบัวสวรรค์ที่ไม่อาจเอื้อมถึง
“เจ้ามันรนหาที่ตาย!”
นักปราชญ์ยิ้มอย่างเย็นชา “วันนี้ข้าจะแสดงการผสานวิญญาณห้าปีศาจให้เจ้าได้เห็นเอง!”
“ฟิ้ว!” เงาปีศาจหมุนวนรอบกายนักปราชญ์อย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น! พื้นที่โดยรอบดูเหมือนจะบิดเบี้ยวขณะที่สนามพลังอันแข็งแกร่งปะทะกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของฉินอินจนเกิดเสียงดังกึกก้องไม่รู้จบ!
ฉินอินจับจ้องนักปราชญ์ด้วยดวงตาสว่างไสว ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมแรงกดทับของเขตแดนพลัง ทั้งสองปล่อยพลังห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร “เปรี้ยง!” ฉับพลันพื้นที่ใต้ฝ่าเท้าของฉินอินทรุดตัวลงจากพลังของอีกฝ่ายเป็นวงกว้างหลายสิบเมตรและกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่!
ฝุ่นฟุ้งกระจายพร้อมแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่นราวกับภูเขาจะถล่ม
“ซูม!!”
ผลึกมังกรนภาทะลวงผ่านม่านฝุ่นตรงไปยังหน้าอกนักปราชญ์อย่างรวดเร็ว!
นักปราชญ์คำรามก้องพร้อมปลดปล่อยพลังผสานวิญญาณห้าปีศาจออกมา เงาปีศาจเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและจิตสังหารอันทรงพลัง มันพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเหนือผลึกมังกรนภา!
“ตูม!!”
ภายใต้เสียงกัมปนาท นักปราชญ์ตื่นตกใจจนต้องถอยหนีห่างออกไปหลายสิบเมตรพร้อมความรู้สึกชาไปทั้งแขน อีกทั้งการผสานวิญญาณห้าปีศาจในร่างกายเหือดหายไปเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์! กระนั้นผลึกมังกรนภาของฉินอินกลับยังคงดูแข็งแกร่งดังเดิม นางยกฝ่าขึ้นก่อนที่ผลึกมังกรนภาบนอากาศจะพุ่งทะลุเมฆลงมาอย่างรุนแรง การระเบิดครั้งนี้เป็นเสมือนภัยพิบัติที่ถล่มโลก ผลึกมังกรนภาที่กำลังตกลงมามีรัศมีกว่าหนึ่งร้อยเมตร ทำให้นักปราชญ์ไม่สามารถหลบหลีกไปไหนได้!
“เป็นไปได้อย่างไร?!”
นักปราชญ์ตกตะลึง ตามความเข้าใจของเขาดั้งเดิม เขานึกว่าฉินอินไม่มีทางที่จะใช้พลังเช่นนี้ เนื่องจากตัวเขาเองอยู่ขอบเขตเทวะชั้นแรกซึ่งมีพลังเพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายเกรงกลัว แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับผลึกมังกรนภา พลังศักดิ์สิทธิ์ของนักปราชญ์ดูเหมือนจะไม่มีค่าใดเลย…เหตุใดมันจึงกลายเป็นดั่งพลังของเทพเจ้าและคนธรรมดาเช่นนี้?
เงาปีศาจหมุนวนรอบแขนก่อนที่พลังปราชญ์แห่งปีศาจสีเลือดจะพวยพุ่งออกมารอบกายเป็นรัศมีหลายสิบเมตรซึ่งมันเป็นพลังที่น่าทึ่งมาก เขาพลันยกฝ่ามือขึ้นตะโกนเสียงดัง “เป็นไปไม่ได้!!”
พลังการผสานวิญญาณห้าปีศาจอันแข็งแกร่งพุ่งตรงปะทะผลึกมังกรนภาของฉินอินอย่างรุนแรง!
“เปรี้ยง!”
แผ่นดินแตกกระจาย ขณะที่นักปราชญ์กระอักเลือดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อเห็นผลึกมังกรนภาบนท้องฟ้ากำลังร่วงหล่น เขาจึงรีบโบกมือเพื่อเปิดรอยแยกมิติและกระโดดหายไป!
“ตูม!!”
แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เนื่องจากฉินอินใช้พลังไปเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปกับผลึกมังกรนภา มันจึงระเบิดพื้นปฐพีจนกลายเป็นหลุมลึกกว่าหนึ่งร้อยเมตร แม้นักปราชญ์จะเคลื่อนย้ายตนเองห่างออกไปหลายลี้ กระนั้นเขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
“เฮ้อ…”
ฉินอินถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลังกฎแห่งแสงสว่างไสวภายในทะเลจิต ขณะที่พลังแห่งเทพเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์อย่างอ่อนโยน ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ที่สูญเสียไปกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว นักปราชญ์เผ่าปีศาจผู้นั้นคงคาดไม่ถึงว่าเหตุใดเขาจึงพ่ายแพ้…นั่นเป็นเพราะความแตกต่างระหว่างระดับพลังเทพในร่างกาย
…
มนุษย์พยายามค้นหาวิถีแห่งสวรรค์ กระนั้นมันเป็นวิถีที่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถบรรลุ
พลังแห่งเทพเป็นแก่นแท้พลังยุทธ์ของมนุษย์ระหว่างสวรรค์ โลก และจักรวาล เรียกได้ว่าเป็นดั่งสมบัติของสามดินแดน พลังแห่งเทพต่างกลั่นกรองจากการฝึกตนอย่างยากลำบาก และมันถูกแบ่งออกเป็นห้าระดับ
ระดับที่ห้าเป็นระดับต่ำที่สุดของพลังเทพ เรียกว่า “วิถีแห่งมรรตัย” เป็นเทพที่เกิดจากจอมยุทธ์ในแดนมนุษย์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพียงต้องหมั่นฝึกฝนอย่างอุตสาหะ วิถีแห่งมรรตัยเรียกได้อีกอย่างว่าวิถีแห่งป่า ดังนั้นจึงเป็นที่รังเกียจของเหล่าทวยเทพบนสวรรค์ ผู้ที่ครอบครองพลังเทพระดับห้านี้ได้แก่ ฉินฮั่น ลั่วหลาน จักรพรรดิปีศาจ นักปราชญ์ และคนอื่นๆ
ระดับที่สี่คือวิถีแห่งสวรรค์ ซึ่งเกิดหลังจากผู้ฝึกยุทธ์เข้าใจกฎแห่งสวรรค์อย่างถ่องแท้ ทำให้มีพลังมากกว่าวิถีแห่งมรรตัยเล็กน้อย
ระดับที่สามคือวิถีแห่งความเป็นอมตะ ซึ่งใช้วิถีแห่งสวรรค์เป็นแหล่งพลังงาน เป็นวิถีที่ได้รับหลังจากขัดเกลามาเป็นเวลานับพันปี จึงทำให้มีพลังมากกว่าวิถีแห่งสวรรค์
ระดับที่สองคือวิถีแห่งเทพ เป็นพลังเทพที่แข็งแกร่งที่สุดผู้ปกครองกฎของพลังแต่ละชนิด ซึ่งพลังเทพแห่งโชคชะตาที่ตื่นขึ้นในร่างกายฉินอินเป็นพลังเทพผู้ปกครองกฎแห่งแสง อีกทั้งยังเป็นพลังเทพที่อยู่ระหว่างสวรรค์และโลก
ระดับที่หนึ่งคือวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจ ผู้ที่ครอบครองเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเหนือทุกสรรพสิ่ง ในจักรวาลแห่งนี้มีผู้ที่ครอบครองอยู่เพียงสามคน ตามตำนานเล่าขานกล่าวว่าหนึ่งในนั้นอยู่ในทะเลจิตของราชาปีศาจเจ็ดประทีป มิเช่นนั้นเขาคงไม่สามารถสังหารเทพจักรพรรดิและผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่มันก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้น ไม่มีใครรู้ว่าพลังเทพที่ราชาปีศาจเจ็ดประทีปครอบครองนั้นเป็นวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจจริงหรือไม่
ในการลอบโจมตีครานี้ นักปราชญ์เผ่าปีศาจรู้เพียงว่าฉินอินก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้ว แต่เขาไม่คาดคิดว่าพลังเทพที่ฉินอินครอบครองจะเป็นถึงระดับสอง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพ่ายแพ้
…
การเปิดรอยแยกมิติจำเป็นต้องใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากทุกครั้งที่เดินทางผ่านมิติ ผู้ใช้ต้องมีพลังศักดิ์สิทธิ์ปกป้องร่างกายจากการกัดเซาะของทรายแห่งกาลเวลา และแม้ว่าจะเป็นผู้ครอบครองพลังวิถีแห่งเทพก็ไม่สามารถเปิดรอยแยกมิติได้สองครั้งในเวลาอันสั้น ฉินอินยังคงสัมผัสได้ถึงปราณของนักปราชญ์ แต่นางไม่คิดไล่ล่าเพื่อสังหารอีกฝ่าย เนื่องจากอาจเป็นการทำให้ตนเองอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก นักปราชญ์เผ่าปีศาจรับมือได้ยาก และหากจักรพรรดิปีศาจติดตามเขามาด้วย นางคงไม่มีโอกาสที่จะหลบหนีอีกต่อไป
ทันใดนั้นก็มีแสงคบเพลิงจากค่ายทหารแห่งจักรวรรดิกำลังเคลื่อนตัวตรงมาที่นี่ ดูเหมือนทุกคนจะค้นพบแล้วว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
แท้จริงแล้วมันไม่ได้ยากที่จะถูกค้นพบ เนื่องจากการต่อสู้ระหว่างฉินอินและนักปราชญ์ทำลายป่าแถบนี้เกือบทั้งหมดและยังทำให้แผ่นดินไหวสะเทือนรุนแรงไปรอบบริเวณ มันคงสร้างความตกใจให้กับผู้คนในค่ายทหารแห่งจักรวรรดิไม่น้อย อีกทั้งผลึกมังกรนภาที่ตกลงจากฟากฟ้ามีลักษณะเดียวกันกับคำพยากรณ์ ตราบใดที่ตาไม่บอดก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากระยะไกล
ฉินอินขมวดคิ้ว คงถึงเวลาต้องออกจากที่นี่แล้ว แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อยสองถึงสามนาทีก่อนที่จะสามารถเปิดรอยแยกมิติได้อีกครั้ง ฉับพลันก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากในป่าพร้อมกระบี่เล่มยาวที่ปกคลุมไปด้วยแสงดาวดาวระยิบระยับ เขาคือหลินมู่อวี่นั่นเอง แม้จะเป็นพื้นที่ป่าเช่นนี้ เขาก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าผู้ใด
“ซวบ!”
หลังจากเดินผ่านกอหญ้า เท้าของหลินมู่อวี่ที่ปกคลุมไปด้วยเพลิงราชันก็มาถึงด้านหน้าฉินอิน เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวอิน เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดจากเจ้าเองหรือ?”
แม้ทักษะชีพจรวิญญาณของเขาจะสัมผัสได้ กระนั้นก็สายเกินไปเมื่อมาถึง
ฉินอินไม่รู้จะกล่าวเช่นไรจึงตอบความจริง “ข้าเผชิญหน้ากับนักปราชญ์เผ่าปีศาจ”
“นักปราชญ์?”
หลินมู่อวี่ขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร”
“แล้วนักปราชญ์นั่นล่ะ?”
“บาดเจ็บและหนีหายไปแล้ว…”
“เจ้าทำให้มันบาดเจ็บหรือ?”
“อืม…”
หลินมู่อวี่ก้าวออกไปด้านหน้าพร้อมยกฝ่ามือขึ้น ดอกของน้ำเต้าพลันเปล่งแสงสีสองสาดส่องไปรอบบริเวณกระทั่งพบหลุมลึกขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังผลึกมังกรนภา เขาอดไม่ได้ที่จะตกใจและกล่าวว่า “เสี่ยวอิน นี่คือผลงานชิ้นเอกของเจ้าหรือ?”
“อืม…” แม้ฉินอินจะต้องการปฏิเสธ แต่นางไม่มีทางเลือกอื่น
“เช่นนั้นเหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่อีกเล่า”
หลินมู่อวี่คว้ามือเล็กๆ ของนางพร้อมกล่าวว่า “รีบหนีออกจากที่นี่ เจ้าต้องการให้ทุกคนรู้หรือว่าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้ว?”
“เหตุใดจึงไม่ได้?”
“อืม นั่นสินะ…”
หลินมู่อวี่รู้สึกว่าฉินอินเป็นคนที่ถ่อมตนเสมอ แต่เมื่อนางถามคำถามเช่นนี้ เขาแอบตกตะลึงเล็กน้อย แท้จริงแล้วตามสถานะของฉินอิน หากทั้งโลกรู้ว่านางก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้ว นางจะกลายเป็นเทพธิดาที่แท้จริงและอาจสามารถรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง!
……….……….……….……….