The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.643 สามราชาครองแผ่นดิน
EP.643 สามราชาครองแผ่นดิน
ณ สระมายาบนสรวงสวรรค์
จื่อเหยาในเสื้อคลุมสีขาวล่องลอยบนอากาศอย่างสง่างาม นางจับจ้องภาพหลินมู่อวี่ที่บรรลุกลายเป็นเทพเจ้าในสระมายาด้วยอาการตกตะลึงและไม่เชื่อสายตาขณะที่พึมพำแผ่วเบา “ลม ไฟ สายฟ้า ดิน น้ำแข็ง แสงสว่าง ชีวิต มิติ อำนาจ ความมืด ความโกลาหล และปัญญา กฎแห่งวิญญาณทั้งสิบสอง ขะ…เขาปลุกวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจขึ้นมาจริงๆ”
ราชาปีศาจเจ็ดประทีปเองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน แต่บนใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง “ฮ่าๆๆๆ สมแล้วที่เป็นน้องชายราชาปีศาจเจ็ดประทีป อาอวี่เกิดมาพร้อมวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจจริงๆ ฮ่าๆๆ”
กลุ่มเทพจักรพรรดิและเทพราชันด้านข้างต่างตกตะลึงพร้อมใบหน้าซีดเผือด วิถีแห่งผู้ทรงอำนาจงั้นหรือ? นั่นหมายความว่าตราบใดที่เขาใช้ประโยชน์จากมันได้ก็จะกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงและอาจเป็นผู้ปกครองสรวงสวรรค์!
ราชาปีศาจเจ็ดประทีปกล่าว “ดูเหมือนว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวลถึงดินแดนซุ่ยติงอีกต่อไป กระนั้น…หลินมู่อวี่ปลุกวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจขึ้นมา หากไม่สามารถใช้อย่างถูกทาง มันคงจะเปล่าประโยชน์…”
จื่อเหยายิ้ม “อย่ากังวลเลย หลังจากที่ข้าลงไปยังดินแดนเบื้องล่าง ข้าแอบร่ายข้อห้ามทิ้งไว้ มันจะสะท้อนพลังกลับหากมีการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ในขุมนรกโลหิตนั้น อาอวี่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่ง แต่ฐานพลังยุทธ์ยังตื้นเขินอยู่มาก ดังนั้นเขาจะถูกพลังกลืนกินจนเข้าสู่สภาวะหลับใหลอย่างแน่นอน จากนั้นเขาจะต้องผ่านดินแดนที่ถูกลืมเลือน…”
ราชาปีศาจเจ็ดประทีปสูดลมหายใจเข้าก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้น…หลังจากเข้าสู่ดินแดนที่ถูกลืมเลือน เขาจะต้องฝึกฝนอย่างแท้จริง อาอวี่เจ้าเด็กคนนี้…กำลังโศกเศร้าและบ้าคลั่ง กฎแห่งพลังเหล่านั้นจะเป็นเส้นทางของเขาหรือ?”
จื่อเหยากล่าวตอบ “วิถีแห่งผู้ทรงอำนาจเป็นเจ้าแห่งทุกกฎเกณฑ์และจะต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากเพื่อประสบความสำเร็จ สำหรับการตื่นครั้งที่สอง…ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าอาอวี่จะผ่านดินแดนที่ถูกลืมเลือนได้อย่างไร?”
“อืม รอจนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมา”
“เจ้าค่ะ”
…
ณ เมืองไป๋หลิง ขุมนรกโลหิตเต็มไปด้วยกลุ่มควันมากมายเช่นเดียวกับครั้งที่ฉินอินเสียชีวิตเมื่อครึ่งปีก่อน แต่ตอนนี้มันกลับมีฉากเข่นฆ่าเกิดขึ้น!
“ตายซะ!”
แสงสีทองส่องผ่านขุมนรกโลหิตขณะที่กระบี่ดวงดาราแยกพลังแหวกรัศมีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาเฉือนเหล่าสาวกจวนเจ็ดแคว้นออกเป็นชิ้นๆ!
“คิดหนีงั้นรึ?!”
จู่ๆ หลินมู่อวี่หันกลับและผายฝ่ามือข้างหนึ่ง ลูกบอลวิญญาณแห่งความมืดหมุนวนอยู่บนฝ่ามืออย่างบ้าคลั่ง “ฟิ้ว!” มันพุ่งออกไปยังกลุ่มสาวกที่กำลังหลบหนีทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับได้ ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ พองขึ้นจนระเบิดพร้อมเลือดสาดกระเซ็น ภายใต้พลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของกฎแห่งความมืด แม้แต่จอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์ก็ไม่อาจรอดพ้น!
“พวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย!!”
ดวงตาหลินมู่อวี่เต็มไปด้วยแสงสีทองที่ไร้ปรานีขณะที่ชี้กระบี่ไปยังท้องนภา ฉับพลันพลังศักดิ์สิทธิ์จากสรวงสวรรค์หลั่งไหลลงมาราวกับถูกผู้เป็นนายเรียกขาน มันคือผลึกมังกรนภาของฉินอิน!
“ตูม ตูม ตูม!!”
พลังทำลายล้างของกฎแห่งแสงพวยพุ่งออกไปสังหารสาวกจวนเจ็ดแคว้นนับสิบคน!
หลินมู่อวี่เหาะเหินลงจากอากาศจนกระทั่งรองเท้าสัมผัสกับพื้นดิน
“ชิ้ง!”
ความหนาวเย็นขยายออกไปทั่วท้องนภาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้สาวกจวนเจ็ดแคว้นที่กำลังหลบหนีกลายเป็นน้ำแข็งและแตกสลายในพริบตา
แต่ภายในทะเลจิตของหลินมู่อวี่เต็มไปด้วยความสับสนราวกับพลังศักดิ์สิทธิ์ของวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจกำลังจะระเบิดออกมา เขาพลันยกกำปั้นเหล็กขึ้นไปบนอากาศขณะที่พลังงานสีเลือดหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันคือพลังศักดิ์สิทธิ์ของกฎแห่งความโกลาหล ทันใดนั้น! ร่างของเขาพุ่งลงสู่ขุมนรกโลหิตราวกับอุกกาบาตที่จะทำลายล้างผืนแผ่นดินจนสิ้น!
“เปรี้ยง!!”
แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนบ้านเรือนในเมืองไป๋หลิงพังทลาย แรงระเบิดครั้งนี้รุนแรงไม่ต่างกับแผ่นดินไหวขนาดสิบริกเตอร์!
“ฟู่ ฟู่ ฟู่…”
หินหลอมเหลวสีแดงเพลิงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาพร้อมขยายขุมนรกโลหิตเพิ่มเป็นสองเท่าตัว โชคดีที่เมืองไป๋หลิงกลายเป็นเมืองไร้ผู้คนไปแล้ว มิเช่นนั้นหมัดทรงพลังของหลินมู่อวี่คงสังหารคนนับล้านในคราเดียว!
ในอากาศ เศษก้อนหินและหินหนืดค่อยๆ ตกลงมาอย่างเชื่องช้า ภายในเวลาไม่กี่นาทีพวกมันกองรวมกันกลายเป็นภูเขาหินที่ทอดยาวหลายสิบไมล์อย่างรวดเร็ว แต่ในเวลานี้ไม่เห็นร่างที่เต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ของหลินมู่อวี่อีกต่อไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น รอบบริเวณเหลือเพียงภูเขาหินและกองซากศพเหล่าสาวกของลั่วหลานจากจวนเจ็ดแคว้น
การเข้าสู่สภาวะหลับใหลไม่ได้หมายความว่าเมื่อตื่นแล้วจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หลินมู่อวี่จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว ไม่เช่นนั้นเขาจะสามารถควบคุมพลังเทพวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจได้อย่างไร!
…
“ครืน…”
โต๊ะสั่นสะเทือนจนทำให้แสงเทียนโยกไหวไปมาอย่างรวดเร็ว เฟิงจี้สิงที่กำลังอ่านตำราพิชัยสงครามในมืออดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและเงยหน้าขึ้นถาม “เกิดอะไรขึ้น? มีแผ่นดินไหวรึ?”
จางเหว่ยที่อยู่ไม่ไกลกล่าวตอบ “ดูเหมือนว่าจะเป็นแผ่นดินไหวจริงๆ”
“เกิดแผ่นดินไหวจากที่ใดกัน?” ฉู่เหยาเอ่ยถาม
“ข้าไม่ทราบ…” เว่ยโฉวส่ายศีรษะ “ดูเหมือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวจากทิศทางของเมืองไป๋หลิง จุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเรา แต่กลับสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่ง”
เฟิงจี้สิงกล่าว “ดูเหมือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเกิดขึ้นจากทิศทางของเมืองไป๋หลิงจริงๆ ผู้คนในมณฑลหลิงหนานประสบกับสงครามหลายต่อหลายครั้ง และตอนนี้พวกเขากลับต้องมาเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีก อนิจจา…ชีวิตช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
ฉู่เหยายิ้มเล็กน้อย “รอจนกว่าจะทำลายฉินอี้สำเร็จ แล้วจึงลดภาษีในมณฑลหลิงหนานสักสามปีคงเพียงพอ”
“คงทำได้เพียงเท่านั้น”
เฟิงจี้สิงหันมองไปยังทิศเหนือพร้อมกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับอาอวี่ที่อยู่ในขุมนรกโลหิต หากเกิดแผ่นดินไหวในเมืองไป๋หลิงจริง อาอวี่คงไม่สามารถหนีพ้น”
เว่ยโฉวพลันกล่าว “หรือ…จะให้ข้าน้อยนำทหารไปยังเมืองไป๋หลิงเพื่อปกป้องท่านผู้บัญชาการทันที?”
“ไม่จำเป็น”
เฟิงจี้สิงโบกมือขณะที่ดวงตาเปล่งประกาย “เจ้าเองก็รู้จักอาอวี่ดี เขาเป็นชายผู้แข็งแกร่งเทียบเทียมได้กับเทพเจ้า แผ่นดินไหวเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำสิ่งใดเขาได้อย่างแน่นอน เราจำเป็นต้องดำเนินตามแผนเพื่อกำจัดฉินอี้โดยเร็วที่สุด”
“ขอรับ!”
…
ขณะเดียวกัน ณ เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของเมืองไป๋หลิง ภายในบ้านของครอบครัวหนึ่งมีเสียงเด็กร้องไห้โยเย ขณะที่สมาชิกครอบต่างพากันยินดี ชายชราผู้มีผมและหนวดเคราสีขาวอุ้มเด็กทารกเพศหญิงด้วยท่าทางดีใจจนใบหน้าแดงก่ำ “ในที่สุด…เจ้าก็เกิดมา อนาคตของตระกูลหลี่อยู่ในมือของเจ้าแล้ว!”
ตระกูลหลี่เปิดร้านขายโอสถอยู่ในเมืองขนาดเล็กแห่งนี้ บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่เซียงได้รับคัดเลือกให้เป็นทหารแห่งจักรวรรดิก่อนจะเสียชีวิตในสนามรบเมื่อหกเดือนก่อน แต่เขาได้ทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขไว้ในท้องของผู้เป็นภรรยาและปัจจุบันนางได้คลอดแล้ว ทำให้เด็กที่เกิดมากลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลหลี่ บิดาของหลี่เซียงนามว่าหลี่โชวเป็นเพียงชาวเขาที่เก็บรวบรวมสมุนไพร ปรุงโอสถขายและรักษาโรคต่างๆ เพื่อดำรงชีวิต เขาสูญเสียบุตรชายไปอย่างน่าเศร้า แต่ตอนนี้เขามีความสุขเกินกว่าจะพรรณนาเมื่อได้หลานสาวตัวน้อยคนนี้!
ภายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้เกิดประกายไฟแห่งความหวังขึ้นอีกครั้ง
…
วันที่ยี่สิบธันวาคมปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบหกตามปฏิทินจักรวรรดิ ฉินจื่อหลิงนำปืนใหญ่ผลึกอสูรเจ็ดสิบกระบอกไปยังมณฑลหลิงหนานเป็นการส่วนตัว ขณะที่เฟิงจี้สิงใช้กระบวนทัพครอบจักรวาลสิบสองทัพด้วยกำลังทหารสองแสนสี่หมื่นนายเอาชนะกลยุทธ์ม้าโซ่ของหลงเซียนหลินในเมืองชางหยางและทำลายกำแพงเมืองทั้งหมดก่อนจะบุกเข้าไป
หลังจากที่เมืองชางหยางถูกโจมตี หลงเซียนหลินและติงซี่นำกองกำลังที่เหลือคุ้มกันฉินอี้ หม่านหนิง และครอบครัวของพวกเขาออกจากเมืองพร้อมจัดตั้งกองทหารเรือที่ทะเลทางตะวันออกของมณฑลหลิงคง เรือกว่าแปดร้อยลำบรรจุเหล่าผู้มั่งคั่ง ผู้มีพรสวรรค์ และหญิงสาวมากมายแล่นออกจากมณฑลหลิงหนานเพื่อลี้ภัยไปยังเกาะหลงซิง
…
วันที่เจ็ดมีนาคมปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบเจ็ดตามปฏิทินจักรวรรดิ เฟิงจี้สิงนำกองทหารเรือหนึ่งพันสองร้อยลำของจักรวรรดิเข้าโจมตีเกาะหลงซิงด้วยกำลังทหารทั้งสิ้นหนึ่งแสนนาย แต่แล้วพวกเขาเผชิญหน้ากับพายุในทะเลจนทำให้เรือรบเสียหายมากกว่าสองร้อยลำ อีกทั้งยังเจอกับกองโขดหินที่หลงเซียนหลินฝังไปทางด้านเหนือของเกาะ ทำให้เรือรบได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและพ่ายแพ้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องละทิ้งแผนการกำจัดฉินอี้ในที่สุด
วันที่สามเมษายนของปีเดียวกัน ฉินเหยียนนำทหารชั้นยอดหนึ่งแสนนายพร้อมปืนใหญ่ผลึกอสูรสามสิบกระบอกเอาชนะเผ่าปีศาจที่บุกเข้ามาและทำลายกองกำลังอสูรเกราะกว่าสามหมื่นตัวในมณฑลเทียนชู่ จากนั้นจึงยึดแผ่นดินกลับคืนจากเงื้อมมือของเผ่าปีศาจ ช่วงกลางเดือนเมษายนเฉียนเฟิงสั่งให้เหล่าปีศาจถอนกำลังจากมณฑลหลิงตงอย่างเป็นทางการและกลับไปยังเทือกเขาสูง พวกเขาคงไม่เริ่มสงครามกับจักรวรรดิไปอีกระยะหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การควบคุมของเฟิงจี้สิง เซี่ยงอวี้ และคนอื่นๆ ทำให้ทั้งสิบสองมณฑลกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง
…
วันที่ห้าพฤษภาคมปีเจ็ดพันเจ็ดร้อยสามสิบเจ็ดตามปฏิทินจักรวรรดิ เฟิงจี้สิง ฉินเหยียน ฉู่เหยา ซูอวี่ เซี่ยงอวี้ เจิ้งอี้ฝาน และคนอื่นๆ เดินทางมายังขุมนรกโลหิต
ปัจจุบันขุมนรกโลหิตกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยวัชพืชพร้อมภูเขาหินตั้งตระหง่านใจกลางเหว สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งมนุษย์ มีเพียงนกและสัตว์ป่าที่สัญจรผ่านไปมา
“อาอวี่…” ฉู่เหยามองดูภูเขาหินขณะที่ร่างกายสั่นสะท้าน นางรู้เพียงว่าหลินมู่อวี่จะต้องถูกฝังอยู่ใต้ภูเขาแห่งนี้เป็นแน่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ใดและเกิดสิ่งใดขึ้น
ทุกคนเดินมายังภูเขาหิน กระนั้นก็ไม่พบสิ่งอื่นใดนอกจากพื้นดินที่แห้งแล้ง
ซือตู่เฉว่ขมวดคิ้ว “นายท่าน...อยู่ที่ใดกัน?”
ซือตู่เซินกล่าว “เมื่อปีก่อนมีนายพรานกล่าวว่าเขาเห็นการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้าด้วยตาตนเอง ผู้บัญชาการหลินมีพลังเทียบเทียมกับพระเจ้า เขาจะต้องสังหารลั่วหลานและสาวกจวนเจ็ดแคว้นจนสิ้น บางทีเขาอาจขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้”
เฟิงจี้สิงพึมพำ
“เหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้?”
“ข้ารู้จักเขามากพอ” เฟิงจี้สิงกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ “อาอวี่ไม่มีทางขึ้นสวรรค์ก่อนที่จะได้พบกับองค์จักรพรรดินีฉินอิน เจ้าเด็กโง่คนนั้นจะยอมขึ้นสวรรค์ไปคนเดียวได้อย่างไร?”
เว่ยโฉวกัดฟันขณะกล่าว “เราต้องค้นหาผู้บัญชาการ ทหาร! ช่วยข้าขุดภูเขาหินนี้เพื่อตามหานายท่าน!”
“ไม่ได้!”
ซูอวี่รีบกล่าวห้าม “อาอวี่ไม่ต้องการพบเรา เช่นนั้นอย่ารบกวนเขาเลย อีกทั้งนี่คือที่ที่ฝ่าบาทอินทรงบรรทม เราจะขุดโดยพลการได้อย่างไร?”
“แล้วควรทำอย่างไรดี?” ฉินเหยียนตกตะลึง
เฟิงจี้สิงถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ต้องสิ่งใดเหมือนกัน
เจิ้งอี้ฝานกล่าว “แผ่นดินรวมเป็นหนึ่งไม่ได้โดยไม่มีผู้ปกครอง ผู้บัญชาการเฟิง ช่วยเล่าเรื่องผู้บัญชาการหลินให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
“นั่น…คงทำให้ท่านเสินโหวเสียเวลาไม่น้อย”
“ไม่เป็นไร!”
…
เจิ้งอี้ฝานเดินไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้าพร้อมถือพระราชกฤษฎีกาสีทองในมือ เขาคุกเข่าลงบนยอดภูเขาหินและกล่าวว่า “ผู้บัญชาการหลิน แผ่นดินกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง แต่องค์จักรพรรดินีทรงล่วงลับไปแล้ว เราจำเป็นต้องสถาปนาผู้ปกครองคนใหม่ ดังนั้นเหล่าข้าราชบริพารได้หารือและตัดสินใจแต่งตั้งสามราชาขึ้นมา ทุกคนต่างเห็นชอบให้ผู้บัญชาการหลินเป็นราชาแห่งจักรวรรดิฉิน เฟิงจี้สิงเป็นราชาแห่งความเชื่อมั่น และฉินเหยียนเป็นราชาแห่งความภักดี ก่อนที่องค์จักรพรรดินีฉินอินจะเสด็จกลับมายังดินแดนซุ่ยติงแห่งนี้…ทั้งสามราชาจะเป็นผู้ครองแผ่นดิน ดังนั้นรีบกลับมาโดยเร็วเถิด จักรวรรดินี้ต้องการท่าน!”
เฟิงจี้สิงเดินเข้ามาด้านหลังเจิ้งอี้ฝานพร้อมเอ่ยคำเบา “อาอวี่ เราทุกคนต่างเป็นขุนนางของราชวงศ์ฉิน ทุกคนเฝ้ารอองค์จักรพรรดินีฉินอินเสด็จกลับมา ข้าหวังว่าเจ้าจะกลับมาทำสิ่งที่ควรทำ อย่าเอาแต่ใจอีกเลย รีบกลับมาเมืองหลันเยี่ยนเถิดหากเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่…”
เฟิงจี้สิงรู้สึกขมขื่นในหัวใจ แม้เขาจะเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์ แต่ก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณใดเลยจากก้นภูเขาแห่งนี้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหลินมู่อวี่อยู่ที่ใดกันแน่
……….……….……….……….