The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.646 กองทัพสุดท้ายของจักรวรรดิอี้เหอ
EP.646 กองทัพสุดท้ายของจักรวรรดิอี้เหอ
“โฮก...”
ภายในขุมนรกโลหิต เสียงคำรามมังกรน้อยดังขึ้นจากรอยแยกในส่วนลึกของภูเขาหิน รอยแยกค่อยๆ ถูกฉีกออกขณะที่กรงเล็บแหลมคว้าที่ขอบของรอยแยกมิติและง้างขยายออกอย่างรวดเร็ว ฉับพลันร่างสีแดงของมันกลิ้งออกจากรอยแยกนั้น เดิมทีใต้ภูเขาหินมีพื้นที่ว่างไม่มากนัก การมาถึงของมังกรน้อยจึงทำให้พื้นที่คับแคบยิ่งขึ้น
“โฮก...”
มังกรน้อยส่งเสียงร้องแผ่วเบาขณะม้วนตัวกอดรูปปั้นหินไว้ในอ้อมแขน รูปปั้นหินนี้แสดงท่าทางของกำปั้นที่กระแทกลงพื้นซึ่งเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายของหลินมู่อวี่ก่อนจะกลายเป็นหิน มังกรน้อยสัมผัสได้ถึงพันธะวิญญาณบางเบาพร้อมเอาหัวถูรูปปั้นหินอย่างรักใคร แต่รูปปั้นหินกลับไม่มีการตอบสนองใดๆ กลับมา
ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้จะคับแคบเกินไปจริงๆ ฉับพลันมังกรน้อยโบกสะบัดกรงเล็บใส่กำแพงหินและโยนเข้าไปในรอยแยกมิติด้านหลังเพื่อสร้างพื้นที่ให้กว้างขวางมากขึ้นสำหรับผู้เป็นนาย บางทีในโลกแห่งนี้อาจมีเพียงมังกรผลึกโลหิตเท่านั้นที่รับรู้ได้ว่าหลินมู่อวี่ได้ถูกเปลี่ยนกลายเป็นหินและยังมีชีวิตอยู่
“โฮก...”
หลังจากขุดกำแพงเป็นเส้นทางยาวหลายเมตร มังกรผลึกโลหิตก็คำรามเรียกหาผู้เป็นนาย แต่ยังคงไม่มีการตอบสนองใดกลับมาจากหลินมู่อวี่ มังกรน้อยไม่คิดท้อถอยและขุดต่อไป ครู่หนึ่งเส้นทางก็ทอดยาวหลายร้อยเมตรไปถึงยอดภูเขาหิน มังกรน้อยขุดดินอย่างมีความสุขขณะที่เศษหินและดินร่วงหล่นลงใส่รูปปั้นหลินมู่อวี่อย่างน่าสงสาร
ในที่สุดมังกรน้อยก็ขุดจนกลายเป็นอุโมงค์ทะลุออกไปด้านนอกและมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงดวงดาวโปรยปรายลงสู่ร่างที่แข็งเป็นหินของหลินมู่อวี่ ฉับพลันพลังของดวงดาวก็พวยพุ่งออกจากหินราวกับตอบสนองต่อดวงดาวบนฟากฟ้า
“โฮก...”
มังกรน้อยกลับมากอดร่างของผู้เป็นนายก่อนจะผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข
…
ครึ่งเดือนถัดมา ณ ภูเขาหยางจี่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลหลิงคง
ท่ามกลางเสียงเท้าม้า ธงรบของราชาแห่งความเชื่อมั่นปลิวไสวตามสายลม นี่เป็นศึกตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างจักรวรรดิฉินและจักรวรรดิอี้เหอบนแผ่นดินใหญ่ เฟิงจี้สิงนำทหารสองแสนนายออกมาเป็นการส่วนตัว เนื่องจากฉินหวนนำกองทหารจักรวรรดิอี้เหอมายังภูเขาแห่งนี้เพื่อรอรับคำสั่งจากบิดาของตน น่าเสียดายที่ฉินอี้พ่ายแพ้จนต้องหลบหนีข้ามทะเลและทิ้งบุตรชายไว้ตามลำพัง
ภูเขาหยางจี่เป็นทิวเขาทอดยาวราวยี่สิบไมล์และมีเส้นทางคดเคี้ยวซึ่งทำให้โจมตีได้ยาก ธงรบจักรวรรดิอี้เหอปลิวไสวทั่วทุกหนแห่งบนภูเขาแห่งนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยังมีกองกำลังอย่างน้อยนับแสนนาย
เฟิงจี้สิงถือดาบสะบั้นวาโยและควบม้าเข้าไปรอบๆ เชิงเขาเพื่อสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ ขณะที่จางเหว่ย เฉินเสี่ยวหลี หลัวอวี่ และคนอื่นๆ ตามหลังมาอย่างใกล้ชิด
“นายท่านสำรวจจนทั่วแล้วใช่ไหมขอรับ?” จางเหว่ยเอ่ยถาม
“อืม”
“เช่นนั้นเราจะโจมตีภูเขาเมื่อไหร่?”
“อย่าเพิ่งรีบร้อนโจมตี” เฟิงจี้สิงเอ่ยคำเบา “คนและม้าของฉินหวนอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว พวกเขาควรจะมีเสบียงอาหารและหญ้าเหลือเพียงน้อยนิด จงสั่งกองทัพล้อมรอบภูเขาหยางจี่เพื่อตัดแหล่งน้ำ ภายในเวลาครึ่งเดือนฉินหวนจะต้องนำกองกำลังลงจากภูเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นเราจะใช้ปืนใหญ่ผลึกอสูรทักทายเขาทันที”
“ขอรับ!”
บนภูเขาหยางจี่ ฉินหวนนำกลุ่มนายพลออกตรวจค่ายกองทัพจักรวรรดิฉินจากระยะไกล ยิ่งมองดูพวกเขายิ่งรู้สึกหนาวสะท้านเข้าไปในก้นบึ้งของหัวใจ ฉินหวนและทุกคนต่างรู้ดีว่าครานี้เฟิงจี้สิงที่นำกองกำลังมาด้วยตนเอง ก่อนหน้ากองกำลังจักรวรรดิฉินวุ่นวายกับการรับมือกองทัพของหลงเซียนหลินและติงซี่จนละเลยกองทัพที่เหลือของฉินหวน แต่ตอนนี้เขาได้หวนกลับมาเพื่อทำลายแล้ว
“มันจบสิ้นแล้ว…” ฉินหวนพึมพำ
“ท่านอ๋องน้อย” ทหารผ่านศึกประสานหมัดกล่าว “เฟิงจี้สิงนำทหารม้าสองแสนนายเดินทางมาจากแดนไกล และพวกเขาก็เหนื่อยล้ามาก กระหม่อมได้ยินว่าจักรวรรดิฉินได้แต่งตั้งสามราชาขึ้นปกครองแผ่นดิน เฟิงจี้สิงในฐานะราชาแห่งความเชื่อมั่นเป็นผู้ปกครองสูงสุดหลังจากการหายตัวไปของราชาแห่งจักรวรรดิฉินหลินมู่อวี่และกลายเป็นทหารผู้ทระนงตน มันจะดีกว่าหรือไม่หากส่งคำสั่งให้กองทัพเตรียมพร้อม เมื่อท้องฟ้ามืดลงเราจะลอบเข้าสังหารพวกมันโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนจะชิงสิ่งของล้ำค่าและรีบไปยังท่าเรือชายฝั่งเมืองหลิงฮั่น จากนั้นแล่นเรือข้ามไปยังเกาะหลงซิงเพื่อพบกับราชาผู้พิชิต ท่านอ๋องทรงคิดเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินหวนสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น “ท่านนายพลอาวุโสไม่ทราบสถานการณ์ของเราหรือ? ตั้งแต่ที่แยกกับเสด็จพ่อเมื่อปีที่แล้ว เราก็ไม่มีกองกำลังเสริมอีกและยังขาดแคลนเสบียงอาหาร หญ้า ยารักษา และแหล่งน้ำ ภายในปีนี้มีทหารที่เสียชีวิตจากอาการป่วยกว่าสองหมื่นนายแล้ว ปัจจุบันเรามีกองกำลังไม่ถึงห้าหมื่นนายด้วยซ้ำ และม้าศึกก็ถูกนำมาทำอาหารจนเหลือน้อยกว่าสองหมื่นตัว อีกทั้งเมื่อครึ่งปีก่อนกองทัพที่ออกไปต่อต้านเหยาหยวนถูกพลังแห่งอักขระวิเศษทำลายจนสิ้น ตอนนี้เราเหลือสิ่งใดเพื่อใช้ต่อสู้กับเฟิงจี้สิงบ้างงั้นหรือ?”
“แต่ว่า…” ทหารผ่านศึกคร่ำครวญ “หากเราไม่พยายามต่อสู้ กระหม่อมเกรงว่าเราอาจไม่มีโอกาสรอดชีวิตออกไปได้เลย เฟิงจี้สิงแข็งแกร่งกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก เขาจะต้องตัดแหล่งน้ำและบังคับเราเผชิญหน้ากับความหิวกระหาย จากนั้น…เราจะต้องพบกับจุดจบของชะตากรรมที่น่าสมเพชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ท่านอ๋องทรงอย่ากังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ!” ผู้บัญชาการกองหมื่นกล่าว
“ตอนนี้เรายังมีโอกาสฝ่าวงล้อมออกไป ทรงออกคำสั่งด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” นายพลอาวุโสอีกคนกล่าว
กลุ่มนายพลมากกว่ายี่สิบคนคุกเข่าลงพร้อมกล่าวว่า “กระหม่อมยินดีติดตามท่านอ๋องน้อยออกไปต่อสู้จนตัวตายพ่ะย่ะค่ะ!”
ร่างกายของฉินหวนสั่นสะท้านขณะที่เผยความกลัวออกมาบนใบหน้า “เฟิงจี้สิงแข็งแกร่งมาก เราคงจะไม่มีโอกาสเลย…จักรวรรดิอี้เหอสิ้นสุดแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกล่าวสิ่งใดอีก แม้จะยืดเวลาตายออกไปได้ไม่กี่วัน แต่นั่นก็คงจะดีกว่า…”
“ซวบ!”
ทหารผ่านศึกนายหนึ่งกัดฟันแน่นขณะก้าวออกไปด้านหน้า ทันใดนั้นฝ่ามือของเขาก็กระแทกต้นคอของฉินหวนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว!
“ตุบ!”
ฉินหวนหมดสติทันที
“แม่ทัพหลัวทำอะไรลงไป?!” กลุ่มนายพลต่างตกตะลึง
ทหารผ่านศึกอุ้มร่างของฉินหวนไว้ใต้วงแขนพร้อมกล่าวว่า “ท่านอ๋องน้อยกำลังหวาดกลัว ข้าต้องปกป้องและพาสายเลือดเพียงคนเดียวของราชาผู้พิชิตฉินอี้ออกไปจากที่นี่ให้ได้ ทุกคนรับคำสั่งจากข้า เราจะเริ่มการโจมตีแบบทะลุทะลวง บางทีเราอาจสามารถสังหารเฟิงจี้สิงโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว!”
“ขอรับ!”
…
หลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน คบเพลิงก็ถูกจุดขึ้นบนภูเขาพร้อมเสียงเท้าดังก้อง ทหารจักรวรรดิอี้เหอจำนวนนับไม่ถ้วนควบม้าพุ่งลงมายังตำแหน่งแนวหน้าของกองทัพเฟิงจี้สิงจนสังหารทหารนับพันในพริบตา
“หึ!”
จางเหว่ยมองเปลวไฟในค่ายทหารแห่งจักรวรรดิจากระยะไกล “ฉินหวนกล้าดีอย่างไรจึงโจมตีโดยที่พวกเราไม่ทันตั้งตัว!”
“อืม…”
เฟิงจี้สิงหรี่ตาลงพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉินหวนมีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวมานาน เขาถูกบีบบังคับให้ต้องฝ่าวงล้อมออกมา เจ้าเห็นหรือไม่ว่าฉินหวนถูกจับไว้บนหลังม้าของทหารผ่านศึกคนหนึ่ง?”
หลัวอวี่เอ่ยถาม “ท่านผู้บัญชาการจะใช้ปืนใหญ่ผลึกอสูรโจมตีหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ สถานการณ์ยังไม่เป็นที่น่ากังวล”
เฟิงจี้สิงยกมือขึ้นพร้อมออกคำสั่ง “ใช้กล่องลูกศรและเครื่องยิงกำจัดทหารแนวหน้าเพื่อให้ฉินหวนและคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาก่อน จากนั้นใช้ปืนใหญ่ผลึกอสูรยิงสกัดและสังหารกองทัพด้านหลัง สั่งให้ทหารตะโกนเพื่อบอกให้อีกฝ่ายยอมจำนน ผู้ใดที่ยอมทิ้งอาวุธจะถูกคุ้มกันกลับไปยังเมืองสายัณห์เพื่อจัดระเบียบใหม่ คนส่วนใหญ่เข้าร่วมสงครามเพื่อปันส่วนและเงินเดือนทหาร พวกเราไม่จำเป็นต้องสังหารพวกเขาทั้งหมด”
“ขอรับ! จากนั้น…จะปล่อยตัวฉินหวนไปหรือ?”
“อืม”
เฟิงจี้สิงยกยิ้ม “สงครามที่เกิดขึ้นทำให้เขากลายเป็นคนเขลาและหวาดกลัว เราต้องส่งขยะเช่นเขากลับไปให้ฉินอี้ เมื่อใดที่ฉินอี้ตาย ฉินหวนจะรับช่วงอำนาจต่อ เมื่อนั้นเราจะบุกเข้าโจมตีเกาะหลงซิงอีกครั้ง!”
สิ้นเสียง แสงเย็นยะเยือกฉายผ่านดวงตาของเฟิงจี้สิง กองทัพจักรวรรดิฉินข้ามโพ้นทะเลเพื่อโจมตีเกาะหลงซิง แต่กลับได้รับความพ่ายแพ้ นั่นเป็นความอัปยศที่ยากจะยอมรับสำหรับเฟิงจี้สิง เช่นนั้นเขาจะต้องกลับไปโจมตีเกาะหลงซิงให้จงได้ แต่มันคงไม่ง่ายที่จะต่อกรกับแม่ทัพอย่างหลงเซียนหลินและติงซี่ พวกเขาจะไม่มีทางยอมแพ้ในระยะเวลาอันสั้นเป็นแน่
กลไกของกล่องลูกศรและเครื่องยิงส่งเสียงดังก่อนที่ลูกศรแหลมจะพุ่งออกไปสังหารทหารระดับกลางและระดับล่าง แต่ปล่อยให้ฉินหวนและกองกำลังหลักเข้ามา ฉับพลันปืนใหญ่ผลึกอสูรก็ยิงออกไปใส่กลุ่มกองทหารด้านหลัง เมฆรูปเห็ดสีม่วงลอยทะยานขึ้นสู่ท้องนภาท่ามกลางหมู่เขา พลังทำลายล้างของมันน่าทึ่งมาก ในพริบตาก็เปลี่ยนเส้นทางบนภูเขากลายเป็นนรกบนดิน
หลังจากสิ้นเสียงปืนใหญ่ ทหารจักรวรรดิอี้เหอบนภูเขาก็ตกตะลึงจนไม่กล้าเคลื่อนตัวลงมา
ทันใดนั้นเฟิงจี้สิงก็ควบม้าออกมาพร้อมดาบสะบั้นวาโย เสื้อคลุมสีทองปลิวไสวอยู่ด้านหลังอย่างสง่างามขณะที่เขาตะโกนดัง “ข้าเป็นผู้นำจักรวรรดิ ราชาแห่งความเชื่อมั่นเฟิงจี้สิง พวกเจ้าทุกคนต่างเป็นทหารของจักรวรรดิที่ถูกฉินอี้นำไปสู่เส้นทางเดินที่ผิดจนกลายเป็นกบฏ ตอนนี้โอกาสของพวกเจ้ามาถึงแล้ว หากวางอาวุธและยอมเข้าร่วมจักรวรรดิอีกครั้ง ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป แต่หากคิดต่อต้าน เช่นนั้นจะถูกกำจัดจนสิ้นเก้าชั่วอายุคน!”
ฉับพลันทหารทั้งหมดก็เลือกที่จะยอมจำนน มันคงเป็นการกระทำที่โง่เขลาเกินไปที่จะต่อต้านอีกฝ่ายเวลานี้
อย่างไรก็ตามชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนความซื่อสัตย์ใดๆ ไม่สามารถทำให้เชื่อได้โดยคำพูดเพียงอย่างเดียว
ก่อนรุ่งสาง ทหารจำนวนมากกว่าสี่หมื่นนายลงจากภูเขาเพื่อยอมจำนน เฟิงจี้สิงแยกพวกเขาออกเป็นสิบเอ็ดกลุ่มและกระจายไปยังกองทัพจักรวรรดิในพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นจึงทำให้จักรวรรดิอี้เหอสูญสิ้นอำนาจและถอนตัวจากศึกแห่งประวัติศาสตร์ของแผ่นดินอย่างเป็นทางการ!
…
ขณะเดียวกัน ณ ตอนเหนือของเมืองตงฉวงมีการสร้างกำแพงเหล็กขึ้นใหม่ เว่ยโฉว ซือตู่เซิน และคนอื่นๆ ดูแลกิจการนี้เป็นการส่วนตัว กำแพงเหล็กมีความยาวทั้งสิ้นห้าร้อยลี้ทอดยาวตลอดพรมแดนทางเหนือทั้งหมดของมณฑลหลิงตง ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลทิศตะวันออกและเทือกเขาเหลียนหยุนทางทิศตะวันตก อีกทั้งยังมีป้อมปืนใหญ่ผลึกอสูรถูกติดตั้งทุกๆ ห้าไมล์เพื่อต่อต้านการรุกรานของปีศาจ และนี่ก็คือแผนยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ของจักรวรรดิ
กำแพงเหล็กในมณฑลหลิงตงจะเป็นดั่งปราการป้องกัน และใช้องค์หญิงเฟิงหนิงเป็นเหยื่อล่อดึงดูดปีศาจให้บุกเข้ามาโจมตีด้วยตนเอง
ขณะเดียวกันเมืองหลันเยี่ยนอยู่ในความดูแลของฉินเหยียนและซูอวี่ ดูเหมือนว่าทั้งจักรวรรดิกำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง
………………..………………..