The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.647 กลับชาติมาเกิด
EP.647 กลับชาติมาเกิด
เวลาสี่ปีล่วงไปในชั่วพริบตา สายฝนยังคงโปรยปรายลงในขุมนรกโลหิตอย่างต่อเนื่องจนทำให้พืชพันธุ์นานาชนิดปกคลุมไปทั่วพื้นที่ พลังวิญญาณอันแกร่งกล้าของภูเขาก่อให้เกิดสมุนไพรหายากมากมาย กวาง แบดเจอร์ และสัตว์อื่นๆ ต่างอาศัยอยู่ที่นี่อย่างชุกชุมทำให้ป่าแห่งนี้เปรียบดั่งสวรรค์ของพรานป่าและนักปรุงยา
ผู้คนต่างเล่าขานกันว่าภูเขาแห่งนี้มีเซียนผู้เป็นอมตะอาศัยอยู่ ว่ากันว่าเขามีจิตวิญญาณอันเป็นนิรันดร์ แต่เหมือนจะไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นเขาเลยสักครั้ง
ฤดูฝนเยือนมาอีกครั้ง หยาดน้ำจากฟากฟ้าตกกระทบต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวชอุ่มในภูเขาจนผืนดินชุ่มชื้น ขณะนั้นชายชราผู้มีผมขาวโพลนกำลังปีนหน้าผาบริเวณสันเขา หลังของเขาแบกตะกร้าไม้ไผ่ขนาดเล็กซึ่งใส่สมุนไพรจำนวนหนึ่งไว้
ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำเล็กน้อย ชายชราค่อยๆ ใช้พลั่วขุดรากของสมุนไพรขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกลัวว่ารากจะเสียหายและส่งผลต่อสรรพคุณของสมุนไพร
เด็กหญิงอายุราวสี่ถึงห้าปีในชุดคลุมสีเขียวยืนอยู่ใต้หน้าผาพลางเงยหน้ามองชายชราที่ปีนขึ้นไปสูงกว่าสิบเมตรด้วยแววตาสั่นไหว นิ้วมือน้อยถูกส่งเข้าไปในปากด้วยความกังวลขณะกล่าวคำเบา “ท่านปู่ ระวังนะเจ้าคะ!”
ชายชราหัวเราะ “เมิ่งเย่ อย่าวิ่งเพ่นพ่านล่ะ เดี๋ยวปู่เก็บหญ้าลิ้นมังกรเสร็จก็จะลงไปแล้ว”
“ระวังนะเจ้าคะ…”
เด็กหญิงพึมพำอย่างไม่พอใจนักที่ปู่ของนางยอมเสี่ยงอันตรายเพียงเพื่อเก็บสมุนไพร
ไม่นานชายชราก็ดึงหญ้าลิ้นมังกรออกมาได้สำเร็จ เขาใช้มือข้างหนึ่งยึดหินผาไว้ในขณะที่อีกมือโยนหญ้าลิ้นมังกรลงไปในตะกร้าไม้ไผ่ด้านหลัง จากนั้นจึงปีนหน้าผาลงมาอย่างเชื่องช้า ทว่าฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาทำให้ผาหินลื่นยิ่ง เมื่อก้าวพลาดเพียงน้อยนิด เขาจึงพลัดตกลงมาทันทีทั้งที่อยู่ห่างจากพื้นดินอีกเพียงสามเมตรเท่านั้น
“โครม!”
เคราะห์ดีที่เบื้องล่างเป็นพื้นหญ้า ทว่าใบหน้าของชายชราก็ยังกระแทกเข้ากับก้อนหินบริเวณนั้นจนรวดร้าวไปทั้งปาก เด็กหญิงรีบเข้าไปช่วยอีกฝ่ายทันใด “ท่านปู่! เจ็บตรงไหนหรือไม่? ท่านเจ็บตรงไหนบ้าง?”
ชายชราอดกลั้นความเจ็บปวดไว้ทันทีเมื่อเห็นท่าทีเป็นห่วงของเด็กหญิง เขาหัวเราะก่อนลูบผมเปียของนางแผ่วเบาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ปู่ไม่เป็นไร ยังเล่นกับเมิ่งเย่ได้ รีบไปกันเถิด หญ้าลิ้นมังกรในเมืองไป๋หลิงขายได้ราคาดีไม่น้อย เราคงได้เงินสักยี่สิบเหรียญทอง เดี๋ยวปู่จะซื้อมะระหวานให้เจ้าเยอะๆ เลย ดีหรือไม่?‘
“ฮึก...”
เด็กหญิงพยักหน้า ดวงตากลมโตที่คลอหยาดน้ำตามองอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง จากนั้นร่างเล็กจึงจับมือชายชราเดินออกจากขุมนรกโลหิตไปอย่างเชื่องช้า
…
เมืองไป๋หลิงถูกสร้างขึ้นใหม่ท่ามกลางซากปรักหักพังทางตอนใต้ของเมืองซึ่งอยู่ห่างจากขุมนรกโลหิตไปห้าสิบลี้ เมืองอันมั่งคั่งซึ่งมีประชากรมากกว่าสามล้านคนกลายเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่เหลือประชากรน้อยกว่าสองแสน ผู้คนส่วนมากต่างกระจายตัวไปยังเมืองสายัณห์และเมืองชางหยาง ด้วยเหตุนี้เฟิงจี้สิงจึงตั้งเมืองสายัณห์ให้เป็นเมืองหลวงของมณฑลหลิงหนาน
ณ เมืองไป๋หลิงแห่งใหม่ ชายชราและเด็กหญิงเดินทางมาถึงย่านค้าขายซึ่งมีเหล่าพ่อค้าเดินขวักไขว่ในตอนใกล้ค่ำ ชายชรานามว่าหลี่โชวเป็นชาวเขาผู้เก็บสมุนไพรและขายโอสถเพื่อเลี้ยงชีพ เขาตั้งชื่อหลานสาวของตนว่าหลี่เมิ่งเย่ซึ่งมีที่มาจากหญ้าสมุนไพรเมิ่งเย่
มือน้อยของหลี่เมิ่งเย่จับมือของชายชราไว้แน่น นางรู้ว่าหญ้าลิ้นมังกรในตะกร้าไม้ไผ่ด้านหลังของปู่นั้นจะเป็นรายได้ของครอบครัวตลอดทั้งปีนี้ มารดาของเด็กหญิงล้มป่วยหนักหลังจากให้กำเนิดนางจนต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอดห้าปีที่ผ่านมา ปู่ของนางก็แก่มากจึงไม่ค่อยมีแรงไปเก็บสมุนไพร ยิ่งไปกว่านั้นทักษะการปรุงยาของเขาก็ยังไม่ดีพอให้กลั่นหญ้าลิ้นมังกรออกมาเป็นโอสถได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงเก็บสมุนไพรมาขายเท่านั้น
หญ้าลิ้นมังกรที่เพิ่งได้มานี้ถือเป็นสมุนไพรชั้นดีที่พวกเขาเก็บได้ในรอบสามเดือน
ณ ร้านโอสถเจิ้นหนาน ซึ่งเป็นร้านขายโอสถเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองที่หลี่โชวมักเก็บสมุนไพรมาขายที่นี่
“โอ้ ว่าอย่างไรลุงหลี่?” เจ้าของร้านโอสถแห่งนี้คือชายรูปร่างอ้วนเผละผู้มีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรหากแต่มีน้ำหนักตัวอย่างน้อยสามร้อยกิโลกรัม เขากวาดสายตาไปยังตะกร้าไม้ไผ่ของหลี่โชวพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านมาขายสมุนไพรเพื่อไปซื้อข้าวอีกแล้วหรือ?”
“ใช่”
หลี่โชววางตะกร้าไม่ไผ้ลงก่อนหยิบหญ้าลิ้นมังกรออกมาอย่างระมัดระวัง “รากของหญ้าลิ้นมังกรต้นนี้มีขนาดใหญ่ไม่น้อย น่าจะมีอายุหลายปีทีเดียว เถ้าแก่หลิวโปรดให้ราคาดีๆ ด้วยเถอะ”
“โอ้ ท่านเก็บมันมาจากขุมนรกโลหิตรึ? ข้าได้ยินมาว่ามีหมาป่าวาโยอาศัยอยู่ในนั้นด้วย กว่าจะได้มันมาท่านคงยากลำบากไม่น้อย” เถ้าแก่หลิวเก็บหญ้าลิ้นมังกรพลางกล่าว “หญ้านี้ถือเป็นยาชั้นดีแถมยังโตเต็มที่อีก ข้าจะให้ท่านสิบเหรียญทองแล้วกัน”
“ว่าอย่างไรนะ เพียงสิบเหรียญทองรึ?” หลี่โชวกล่าวด้วยความตกตะลึง “เถ้าแก่หลิว ครึ่งเดือนก่อนมีผู้ขายหญ้าลิ้นมังกรได้ในราคายี่สิบเหรียญ และแน่นอนว่าหญ้าลิ้นมังกรเหล่านั้นไม่มีทางโตเต็มที่เท่าหญ้าที่ข้าเก็บมาแน่ ข้านำสมุนไพรมาขายให้ท่านเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวและรักษาโรคต่างๆ ท่านเห็นหรือไม่…ข้าทั้งแก่และมีหลานสาวที่ยังเด็กนัก ท่านต้องไม่เอาเปรียบข้า มิเช่นนั้นข้าคงต้องนำไปขายที่ร้านอื่น…”
“หึ ท่านนี่ช่างพูดช่างจานัก…” แววตาของเถ้าแก่หลิวเต็มไปด้วยความอดกลั้นขณะกล่าว “หากข้าขอซื้อหญ้าลิ้นมังกรนี้ในราคาสามสิบเหรียญทอง ท่านจะขายหรือไม่?”
เมื่อนับเงินเหรียญจนครบจำนวนแล้ว หลี่โชวจึงหยิบเงินเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะนำเงินไปซื้อไก่ย่างให้หลานสาว ขอแลกเหรียญเงินสักร้อยเหรียญได้หรือไม่? ขอบใจมาก”
“เรื่องเยอะเสียจริง!”
เถ้าแก่หลิวนำถุงเงินออกมาก่อนหยิบเหรียญเงินออกมาหนึ่งร้อยเหรียญอย่างหมดความอดทน “รับไปแล้วก็รีบออกไปซะ อย่ามายืนบังหน้าร้านข้า”
“ขอบคุณเถ้าแก่หลิวยิ่ง!”
หลี่โชวยกยิ้มพลางจับมือหลี่เมิ่งเย่ออกจากร้านโอสถไป เขาซื้อไก่ย่างเสียบไม้ที่แผงขายด้านข้างก่อนยื่นให้หลานสาวตัวน้อย ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “กินเสีย เงินที่เหลือข้าจะนำไปซื้อยาต้มให้แม่ของเจ้า”
หลี่เมิ่งเย่กัดไก่ย่างคำโตพร้อมยิ้มอย่างมีความสุข “ท่านปู่ อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็กินเยอะๆ”
ทว่าเด็กหญิงกลับฉีกน่องไก่อันหอมกรุ่นและยื่นให้ชายชราพร้อมยิ้มหวานราวกับบุปผาในฤดูใบไม้ผลิ “กินด้วยกันสิเจ้าคะ!”
หลี่โชวชะงักไปครู่หนึ่ง “ปู่ไม่ค่อยหิว”
“เมิ่งเย่หิว ท่านปู่ก็คงหิวเช่นกัน หากท่านปู่ไม่ยอมกิน ข้าก็จะไม่กิน” เด็กหญิงตัวน้อยกะพริบดวงตากลมโตของนางพลางกล่าวออกอย่างมีเหตุผล
ชายชราหยิบน่องไก่จากมือหลานสาวมากินด้วยความซาบซึ้งใจ ในขณะที่เด็กหญิงจ้องมองปู่ของตนไม่วางตาเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะแอบเก็บน่องไก่ไว้ให้ตนแทนที่จะกินเสียเองตอนนี้
…
ณ หัวมุมถนน ชายฉกรรจ์สามคนผู้มีลับลมคมในกำลังจ้องมองหลี่โชวจากทางด้านหลัง อย่างไรเสียเงินเหรียญทองจำนวนสามสิบเหรียญก็เป็นจำนวนมิใช่น้อย มันเพียงพอให้ครอบครัวขนาดสิบคนกินอยู่เป็นเวลาหลายปี
“พี่ชายสอง มีแค่เด็กเล็กกับชายแก่ หากพวกเขาเดินเข้าตรอกก็ลงมือเลยเถอะ!” หนึ่งในเหล่าชายผู้ไว้หนวดเครากล่าวออก
“อืม ไปกันเถอะ!”
ชายชราที่กำลังเดินเข้าไปในตรอกหารู้ไม่ว่าเคราะห์ร้ายกำลังมาถึงตัว ศีรษะของเขาถูกกระแทกอย่างแรงก่อนที่ถุงเงินบริเวณเอวจะถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็ว แม้จะอยากร้องขอความช่วยเหลือเพียงใด แต่ร่างกายของเขากลับไม่ตอบสนองตามใจต้องการ เด็กหญิงจับขาของหัวขโมยไว้พลางตะโกนลั่น “ไอ้คนชั่ว เอาเงินของท่านปู่คืนมานะ ช่วยด้วย! ข้าจับหัวขโมยได้ หัวขโมย!”
“หลีกไปซะ!” หัวขโมยเตะมือของหลี่เมิ่งเย่ออกก่อนเหยียบลงบนคอของเด็กหญิงทำให้ใบหน้าของนางแดงก่ำทันใด
“ปล่อยหลานของข้าซะ!”
หลี่โชวพุ่งไปประชิดชายฉกรรจ์จากทางด้านหลัง
“ลงนรกไปซะไอ้แก่!”
ทันใดนั้นชายอีกคนเหวี่ยงท่อนไม้ไผ่ใส่ขาของชายชราอย่างรุนแรง!
“แครก!”
ชายชราล้มลงพร้อมกับเสียงกระดูกหัก
“ท่านปู่…ปล่อยปู่ของข้านะ…” เด็กหญิงสะอื้นไห้อย่างไร้ทางสู้
เหล่าอันธพาลสองสามคนจ้องมองเด็กหญิงจนนางไม่กล้ากล่าวคำใดอีก หนึ่งในพวกเขาชี้ไปยังหลี่โชวพร้อมกล่าวออก “หากริอ่านบอกเรื่องนี้กับผู้ใด ข้าจะปาดคอเจ้าทิ้งซะ จำใส่หัวไว้ว่าพวกข้าคือคนของสมาพันธ์เทียนชู่!”
สมาพันธ์เทียนชู่เป็นกลุ่มคนของตระกูลเป่ยฉีในเมืองไป๋หลิงที่รับผิดชอบธุรกิจค้ายุทธภัณฑ์อักขระที่สลักโดยตระกูลฉีกับเหล่าทหารรับจ้างและบัณฑิต ซึ่งคนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองไป๋หลิง
ชายชราเผยท่าทีหงุดหงิดใจออกมาเมื่อเหล่าอันธพาลจากไป เงินที่เพียรพยายามหามาตลอดทั้งเดือนหายไปในพริบตา
หลี่เมิ่งเย่รีบเข้ามาช่วยประคองปู่ของตนขณะร่ำไห้จนตัวโยน “ท่านปู่ เป็นอะไรไหมเจ้าคะ?”
“ปู่ไม่เป็นไร เมิ่งเย่หยุดร้องเถิด”
ชายชราเช็ดน้ำตาให้หลานสาวก่อนมองเหม่อไปไกลด้วยแววตาสั่นเทา ต่อให้รายงานเรื่องนี้กับหน่วยงานใดก็คงไม่อาจจัดการพวกสมาพันธ์เทียนชู่ได้เลย หลี่โชวใช้ไม้เท้าพยุงตนเองขึ้นพลางกล่าว “ไปกันเถอะเมิ่งเย่ กลับบ้านของเรา…”
“ฮึก...ท่านปู่…”
เด็กหญิงน้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้งด้วยความโศกเมื่อเห็นสภาพสะบักสะบอมของปู่ของตน
…
“ท่านเถ้าแก่ โอสถรักษากระดูกมีราคาเท่าใดหรือเจ้าคะ?”
สองวันล่วงไป เสียงอ่อนหวานดังขึ้นในเมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไป๋หลิง หลี่เมิ่งเย่เอ่ยถามอย่างเหนียมอายขณะกำเหรียญเงินในมือแน่น
“โอสถรักษากระดูกชั้นเลิศมีราคาสองเหรียญทอง สาวน้อย เหรียญเงินในมือเจ้าไม่พอจ่ายค่าโอสถนี่หรอก ไปซะ อย่ามาเกะกะหน้าร้านของข้า”
“ท่านเถ้าแก่ ปู่ของข้าล้มป่วยหนัก ข้าต้องการโอสถนี้จริงๆ เจ้าค่ะ โปรดเห็นใจด้วยเถิด”
“โธ่เว้ย! ข้าเปิดร้านขายโอสถเพื่อทำมาหากิน หาใช่เพื่อทำบุญทำกุศลไม่ ไปให้พ้น อย่ามายืนขวางหน้าร้าน หากอยากได้โอสถแต่ไม่มีปัญญาก็ไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาแล้วบดเองเถอะ ไสหัวไป! ”
“ขะ…ข้า…”
หยาดน้ำใสเอ่อล้นออกจากดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของหลี่เมิ่งเย่ นางหันไปยังทิศทางของขุมนรกโลหิต ฉับพลันสีหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นราวกับว่านางได้ตัดสินใจแล้ว
…
ณ ขุมนรกโลหิตที่เต็มไปด้วยภูเขามากมาย
แสงดาวสว่างวาบขึ้นบนก้อนหินยักษ์ในถ้ำอันมืดมิดท่ามกลางหุบเขาลึก “กึก!” ฉับพลันเกิดรอยร้าวขึ้นบนก้อนหิน มืออันทรงพลังค่อยๆ ดันออกมาขณะที่แสงดาวยังคงพวยพุ่งไปโดยรอบ “แกร๊ก!” หินที่ปกคลุมร่างภายในเริ่มแตกออกทีละส่วน ชายหนุ่มผู้หลับใหลในก้อนหินมาเป็นเวลากว่าสี่ปีลืมตาตื่นขึ้น ความงุนงงฉายชัดบนใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยหนวดเครา
“ข้าเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?”
………..………..………..………..