The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา - EP.654 การกลับชาติมาเกิดอย่างไม่เต็มใจ
ЕР.654 การกลับชาติมาเกิดอย่างไม่เต็มใจ
อักขระที่สลักบนประตูตำหนักซีหยางถูกเปลี่ยนเป็นตำหนักราชาแห่งความเชื่อมั่น ส่วนลึกของตำหนักชั้นบนสุดภายในห้องใต้หลังคามีร่างหนึ่งกำลังนั่งบนพื้นเพียงลำพัง พลังลึกลับของเขตแดนสวรรค์ลอยเวียนวนอยู่รอบกายพร้อมแสงสีทองเลือนรางซึ่งเป็นพลังของกายเพชรชั้นที่เจ็ดพระอรหันต์จุติ เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฟิงจี้สิง
“หือ?”
เฟิงจี้สิงลืมตาขึ้นทันทีเมื่อฌานสัมผัสรับรู้ได้ถึงปราณที่คุ้นเคยกำลังใกล้เข้ามา แต่ปราณนี้แตกต่างไปจากเดิม รัศมีพลังค่อนข้างคลุมเครือคล้ายต้นกำเนิดพลังมหาศาลของหลินมู่อวี่ หากเป็นเขาจริง แสดงว่าหลินมู่อวี่ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“อาอวี่…”
เฟิงจี้สิงตกตะลึงและยืนขึ้นโดยไม่ได้สนใจดาบสะบั้นวาโยที่วางอยู่บนพื้น ฉับพลันเขากระโดดออกไปหลายสิบเมตรเพื่อตรงไปยังด้านนอกตำหนัก
บริเวณด้านนอกกลุ่มทหารรักษาการณ์กำลังคุกเข่าแสดงความเคารพต่อหลินมู่อวี่ สี่ปีผ่านไปเพียงพริบตา…รัศมีพลังและความแข็งแกร่งของหลินมู่อวี่เปลี่ยนไปมาก แม้แต่เฟิงจี้สิงก็ไม่สามารถมองอีกฝ่ายได้ทะลุปรุโปร่งราวกับมีหุบเหวไร้ก้นบึ้ง แต่ภายในของเขากลับดูเงียบสงบนิ่ง
“อาอวี่!!”
เฟิงจี้สิงโผเข้ากอดน้องชายของตนด้วยความปีติพร้อมกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเจ้าตายตกอยู่ในขุมนรกโลหิตไปแล้ว!”
หลินมู่อวี่ยิ้มเล็กน้อย “จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“เจ้า…” เฟิงจี้สิงผละออกจากหลินมู่อวี่ก่อนจะเห็นลำแสงสีทองจางๆ หลั่งไหลอยู่ในร่างกายอีกฝ่าย “เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้วหรือ?”
“ใช่” หลินมู่อวี่พยักหน้ารับ
“ยอดเยี่ยม!” เฟิงจี้สิงประสานหมัดกล่าว “หนึ่งในสี่วีรบุรุษแห่งเมืองหลันเยี่ยนได้เข้าสู่ขอบเขตเทวะในที่สุด แต่เจ้าคงยังไม่ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ใช่หรือไม่?”
หลินมู่อวี่พลันเศร้าสร้อย “ข้ายังไม่ขึ้นสวรรค์จนกว่าจะพบเสี่ยวอิน ขอบคุณพี่เฟิงมากตลอดที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นจักรวรรดิคงไม่สามารถกลับมาเป็นปึกแผ่นดั่งปัจจุบัน”
เฟิงจี้สิงตบไหล่เขา “ไปเถอะ ไปดื่มพร้อมถามสารทุกข์สุกดิบกันสักหน่อย”
“อื้ม!”
...
ภายใต้คำสั่งของเฟิงจี้สิง เหล่าสาวใช้ในตำหนักพลันจัดอาหารและสุรารสเลิศไว้บนโต๊ะหินอ่อนของลานกว้างอย่างรวดเร็ว ไม่นานนอกตำหนักก็มีเสียงเท้าม้าดังขึ้น ซึ่งมาจากพวกจางเหว่ย หลัวอวี่ เฉินเสี่ยวหลี และคนอื่นๆ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะราชาแห่งจักรวรรดิฉินและราชาผู้เชื่อมั่น!” เหล่านายพลทำความเคารพ
“อย่ามากพิธีเลย” หลินมู่อวี่กล่าว
จางเหว่ยมองท่าทีสงบนิ่งของหลินมู่อวี่และอดไม่ได้ที่จะยิ้ม “ดูเหมือนว่าราชาแห่งจักรวรรดิฉินทรงเข้าสู่ขอบเขตเทวะแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่” หลินมู่อวี่นึกถึงหลี่เมิ่งเย่ที่สละชีพเพื่อตนเองและกล่าวตอบ “เส้นทางเดินของข้าเต็มไปด้วยการเสียสละและรู้สึกผิด”
เฟิงจี้สิงกล่าว “อย่ากล่าวถึงสิ่งน่าเศร้าเลย ในเมื่อทุกคนต่างอยู่ที่นี่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้วก็มาดื่มกันเถิด”
“อื้ม!”
หลังจากดื่มกันไปคนละจอก หลินมู่อวี่เอ่ยถาม “ระหว่างที่ข้าหลับใหลและรวบรวมเศษเสี้ยวพลังเทพขององค์จักรพรรดินีฉินอินในขุมนรกโลหิต เกิดสิ่งใดขึ้นบ้างในจักรวรรดิ?”
หลัวอวี่ประสานหมัดกล่าว “เนื่องจากไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของฝ่าบาท ดังนั้น…หลังจากเอาชนะเผ่าปีศาจได้ เราจึงกำหนดนโยบายแห่งชาติเกี่ยวกับสามราชาเพื่อปกครองแผ่นดิน ผู้บัญชาการหลินเป็นราชาแห่งจักรวรรดิฉิน ผู้บัญชาการเฟิงเป็นราชาแห่งความเชื่อมั่น และฉินเหยียนเป็นราชาแห่งความภักดี นอกจากนี้ยังแต่งตั้งสี่กงผู้ยิ่งใหญ่ เป่ยกั๋วกงหลัวซิน หนานกั๋วกงเซี่ยงอวี้ เว่ยกั๋วกงเว่ยโฉว และจงกั๋วกงเจิ้งอี้ฝาน อีกทั้งยังมีโหวอีกห้าคนคือ ฉือเจี้ยนเทา ไป๋หลี่ฉาง ถังเจิ้น เหยาหยวน และซูอวี่ สามราชาเป็นผู้มีอำนาจปกครองแผ่นดิน แต่เนื่องจากท่านราชาแห่งจักรวรรดิฉินทรงหลับใหลในช่วงเวลาสี่ปีนี้ ทำให้ราชาผู้เชื่อมั่นและราชาผู้ภักดีแบ่งกำลังปกครองออกเป็นทางเหนือและใต้ พวกเราทุกคนยังคงรอคอยองค์จักรพรรดินีฉินอินกลับมาปกครองแผ่นดินสักวันหนึ่ง…”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของหลัวอวี่ หลินมู่อวี่อดไม่ได้ที่สั่นสะท้านในหัวใจก่อนกล่าวว่า “อืม ข้าเองก็เฝ้ารอเช่นกัน รอว่าสักวันหนึ่งเสี่ยวอินจะกลับมาหาข้าอีกครั้ง…”
เฟิงจี้สิงมองลึกเข้าไปในตาอีกฝ่ายพร้อมกล่าวว่า “หากฝ่าบาททรงรับรู้ถึงความรักที่เจ้ามีให้ พระองค์จะทรงซาบซึ้งพระทัยอย่างยิ่ง แต่ตำนานเล่าขานกล่าวว่า…ฝ่าบาทอินทรงล่วงลับไปแล้ว ตามกฎของเทพเจ้าผู้ร่วงหล่นจากฟากฟ้า บางทีพระองค์คงกำลังอยู่ในสังสารวัฏและไม่ง่ายที่จะรื้อฟื้นความทรงจำในอดีต”
“ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้”
หลินมู่อวี่พึมพำ “ข้าจะพาเสี่ยวอินกลับมาให้ได้อย่างแน่นอน!”
“มีแผนการอย่างไรต่อไป?”
เฟิงจี้สิงยิ้มเล็กน้อย “อาเหยียนอยู่ในเมืองหลันเยี่ยน แม้ว่าเขาจะเชี่ยวชาญในด้านวิทยายุทธ์ แต่กลับไม่เก่งในการปกครองแผ่นดิน โชคดีที่มีซูอวี่คอยช่วยเหลือ ดังนั้นเมืองหลันเยี่ยนจึงไม่มีเรื่องวุ่นวายนัก อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อาอวี่…เจ้าควรกลับไปยังเมืองหลันเยี่ยนเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม จักรวรรดิแห่งนี้ต้องการเจ้า ก่อนที่ฝ่าบาทอินจะทรงเสด็จกลับมา เจ้าต้องปกป้องมันเพื่อพระองค์ให้ได้”
หลินมู่อวี่ไม่ได้ใส่ใจนักก่อนเอ่ยถาม “สถานการณ์ของเผ่าปีศาจเป็นอย่างไร?”
“เฉียนเฟิงเกรงกลัวอำนาจของปืนใหญ่ผลึกอสูรและถอนทัพกลับไปยังเทือกเขาสูง อย่างไรก็ตามหน่วยสอดแนมของเราไม่สามารถเข้าไปยังเทือกเขาทำให้ไม่สามารถสืบหาข่าวสารภายในเมืองหลวงเผ่าปีศาจได้”
“เสี่ยวซีอยู่ที่ใด? มีข่าวคราวของนางบ้างหรือไม่? ข้าหลับใหลในขุมนรกโลหิตมาหลายปี แต่ไม่เคยสัมผัสได้ถึงปราณของเสี่ยวซีแม้แต่น้อย นางจะต้องมีชีวิตอยู่เป็นแน่”
“บ้างก็ว่าเห็นองค์หญิงซีถูกจักรพรรดิปีศาจและนักปราชญ์จับไป บางทีตอนนี้องค์หญิงซีอาจอยู่ในเมืองหลวงของเผ่าปีศาจก็เป็นได้” จางเหว่ยกล่าว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“อะไรนะ?!” หลินมู่อวี่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “เสี่ยวซีอยู่ในเมืองหลวงของเผ่าปีศาจ?”
“เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน…” เฟิงจี้สิงเน้นย้ำ เขากลัวว่าหลินมู่อวี่อาจบุกเข้าไปยังเมืองหลวงเผ่าปีศาจอย่างหุนหันพลันแล่น ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดี แม้จะมีพลังขอบเขตเทวะ แต่หากจักรพรรดิปีศาจ นักปราชญ์ อสูรระดับสูง เฉียนเฟิง และคนอื่นๆ ร่วมมือกันก็คงมีโอกาสเอาชนะหลินมู่อวี่ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว ขณะนี้กองทัพใดประจำการอยู่ในมณฑลหลิงตง?”
“เว่ยกั๋วกงเว่ยโฉวบัญชาการกองทัพมังกรผงาดไปปกป้องมณฑลหลิงตง”
“อืม” หลินมู่อวี่พลันตัดสินใจว่ามณฑลหลิงตงจะเป็นบ้านของเขาที่ต้องกลับไป อย่างไรก็ตามฉินเหยียนและซูอวี่ก็ปกป้องเมืองหลันเยี่ยนมาตลอดสี่ปี การไปแทนทีพวกเขาคงไม่ดีนัก อีกทั้งมณฑลหลิงตงอยู่ใกล้กับเผ่าปีศาจมากที่สุด ระหว่างที่รอฉินอินกลับมา นี่คงเป็นโอกาสดีที่จะทำลายล้างเผ่าปีศาจให้สิ้นซาก!
แม้ว่าปีศาจจะแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้หลินมู่อวี่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะและมีพลังเทพวิถีแห่งผู้ทรงอำนาจ ซึ่งเป็นพลังแห่งสวรรค์ลิขิตอันยิ่งใหญ่ เขารู้สึกราวกับว่าการครอบครองโลกใบนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!
“จะให้ข้ากลับเมืองหลันเยี่ยนพร้อมกับเจ้าก่อนหรือไม่?” เฟิงจี้สิงกล่าว “ผู้คนมากมายต่างรอคอยที่จะพบเจ้า ทั้งอาเหยา อาเหยียน ซูอวี่ และท่านเกอหยาง ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาทุกคนต่างเป็นห่วงเจ้ามาก เจ้าควรจะกลับไปยังเมืองหลันเยี่ยนก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อป่าวประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงการกลับมาของราชาแห่งจักรวรรดิฉินหลินมู่อวี่ นั่นคงเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คนไม่ใช่น้อย ไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”
“อืม” หลินมู่อวี่พยักหน้ารับก่อนกล่าวว่า “หลังจากดื่มกันเสร็จ ช่วยข้าหาม้าเร็วได้หรือไม่?”
“ไม่จำเป็น ท่าเฉว่ม้าคู่กายของเจ้ายังอยู่ที่นี่ ตอนนี้มันโตเต็มวัยและมีความเร็วฝีเท้าที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า แล้วข้าจะพาเจ้าไปหามัน”
“จริงหรือ? นั่นยอดเยี่ยมเลย…”
สำหรับหลินมู่อวี่ ท่าเฉว่สำคัญกับเขามาก มันเกิดจากเจี๋ยดี่และเสวี่ยหลีของถังเสี่ยวซี อีกทั้งยังเป็นม้าที่ฉินอินมอบให้ นั่นจึงมีความหมายกับเขาอย่างยิ่ง และเมื่อฉินอินจากไปในขุมนรกโลหิต เขาแทบไม่เหลือสิ่งอื่นใดอีกแล้วนอกจากท่าเฉว่
หลังจากดื่มและกินเรียบร้อย เฟิงจี้สิงออกคำสั่งให้ทหารม้าเบาหนึ่งพันนายเดินทางไปยังมณฑลหลิงเป่ยพร้อมกับเขาและหลินมู่อวี่ แท้จริงแล้วทหารเหล่านี้ไม่จำเป็นเลย เนื่องจากเฟิงจี้สิงเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์ผู้เป็นอันดับหนึ่งในโลกมนุษย์ ขณะที่หลินมู่อวี่เป็นพระเจ้าผู้ปกครองแผ่นดิน แล้วใครจะกล้าหาเรื่องพวกเขากัน?
จางเหว่ย หลัวอวี่ และคนอื่นๆ ถูกทิ้งไว้ให้ปกป้องมณฑลหลิงหนาน นอกจากนี้หลินมู่อวี่ยังสั่งจางเหว่ยให้นำทหารม้าหลายร้อยนายไปยังเมืองไป๋หลิงเพื่อรับปู่และมารดาของหลี่เมิ่งเย่ไปตั้งถิ่นฐานในเมืองหลันเยี่ยน เขาเป็นหนี้ชีวิตเด็กสาว แม้จะไม่สามารถชดเชยได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาสบายใจขึ้นที่ได้ช่วยเหลือครอบครัวนาง
...
ณ ขุมนรกโลหิต ร่างโปร่งแสงล่องลอยในอากาศอย่างเชื่องช้า ซึ่งเป็นวิญญาณของหลี่เมิ่งเย่ ร่างของเด็กสาวตัวเล็กค่อยๆ เติบโตกลายเป็นรูปลักษณ์ของฉินอิน ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาในทะเลจิตราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิและแจ่มชัดยิ่งขึ้น ฉินอินร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด นางรู้แล้วว่า “ท่านเซียน” ผู้นั้นก็คือหลินมู่อวี่ หัวใจฉินอินแสนเจ็บปวดเหนือคณานับขณะเพรียกหาชายผู้เป็นที่รัก แต่โชคชะตากลับไม่เคยปรานี…
“เปรี้ยง!”
ทันใดนั้นประตูสีเลือดพลันเปิดออกก่อนที่เทพดุร้ายสององค์จะพุ่งออกมา องค์หนึ่งโอบกอดผีผา* ขณะที่อีกองค์ถือทวนยาว หนึ่งในนั้นตะโกนดัง “ฉินอิน เวลาแห่งการเวียนว่ายตายเกิดมาถึงแล้ว เจ้าจะรอช้าอยู่ไย?”
*ผีผาเป็นเครื่องดนตรีจีนอย่างหนึ่ง มีลักษณะเป็นเครื่องสาย เล่นด้วยการใช้นิ้วดีดสาย เครื่องดนตรีนี้มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์
ฉินอินมองผู้มาเยือนด้วยดวงตาเบิกกว้างและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ทะ…ท่านเป็นใคร?”
“ข้าทั้งสองคือผู้ที่จะพาเจ้าไปเกิดใหม่ ข้ามีนามว่าฉินหมิง ส่วนผู้นั้นมีนามว่าเยวี้ยอู เทพแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในสรวงสวรรค์ ไปกันเถิด สังสารวัฏครั้งใหม่ของเจ้ากำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
“ไม่! ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ที่นี่” ฉินอินส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่มีน้ำตานองหน้า “ข้าทำไม่ได้…ข้าปล่อยให้พี่อาอวี่อยู่เผชิญหน้ากับโลกนี้เพียงลำพังไม่ได้”
ร่องรอยแห่งความเคารพฉายผ่านดวงตาฉินหมิง “หลินมู่อวี่เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ หนึ่งในเจ้าแห่งสวรรค์ในภายภาคหน้า โปรดอย่ากังวลกับอนาคตเขาเลย เจ้าควรกังวลเกี่ยวกับสังสารวัฏทั้งหกชาติของตนเอง แต่ละบุคคลต่างมีวิถีทางแตกต่างกันไป เจ้าผ่านการทดสอบสังสารวัฏชาติแรกจากการสละชีพตนเอง แต่ยังเหลืออีกห้าชาติซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ว่าเจ้าเหมาะสมที่จะเป็นเทพเจ้าหรือไม่ เจ้าไม่ต้องการนำร่างที่แท้จริงของตนเองกลับสู่อ้อมกอดของชายผู้เป็นที่รักหรือ?”
“ข้า…”
“หยุดพูดจาไร้สาระแล้วตามพวกเรามา!”
ฉินหมิงดีดสายผีผายก่อนที่จะมีคลื่นเสียงพุ่งตรงไปยังฉินอิน
“เจ้า!”
ฉินอินผายฝ่ามือออกพร้อมปล่อยแสงสีทองจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทันใดนั้น! ผลึกมังกรนภาพุ่งตรงไปยังฉินหมิง!
“เปรี้ยง!”
แม้ว่าพลังเทพของฉินอินจะถูกทำลาย แต่เศษเสี้ยวของพลังเทพที่หลงเหลืออยู่ก็ทรงพลังยิ่ง มันทำลายคลื่นเสียงของฉินหมิงครั้งแล้วครั้งเล่า ฉินหมิงพลันตะโกนด้วยความโกรธเกี้ยว “เป็นเวลาหลายแสนปีที่ข้านำทางเหล่าวิญญาณของคนตาย ข้าไม่เคยพบเจอวิญญาณใดที่ดุร้ายเช่นนี้ ดี! ข้าจะทำให้รู้ซึ้งถึงพลังผสานวิญญาณเก้าปีศาจของข้า เยวี้ยอู จับนางไว้!”
“อื้ม!”
ฉินหมิงดีดสายผีผายอย่างรวดเร็วส่งคลื่นเสียงกระแทกจากทั่วทุกสารทิศ ขณะเดียวกันพลังงานลึกลับสีทองปรากฏขึ้นรอบกายฉินอินเสมือนเชือกรัดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฉินอินดิ้นรนอย่างหนักหน่วงพร้อมปลดปล่อยผลึกมังกรนภาปกป้องร่างกาย แต่ท้ายที่สุดมันก็ต้านทานพลังของเทพไม่ได้และแตกสลายหายไป ทันใดนั้นเยวี้ยอูส่งทวนในมือออกไปพร้อมเขย่าระฆังที่หอยอยู่รอบทวนอย่างรุนแรง เมื่อเขาเหวี่ยงปลายทวน ร่างวิญญาณของฉินอินก็ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดทันที
...
แสงและเงามากมายบินผ่านอย่างรวดเร็วจนทำให้ฉินอินตกตะลึง นางเห็นนกและปลาบินได้ปรากฏอยู่อีกฟากฝั่งของรอยแยกมิติ ขณะเดียวกันเสียงร้องของช้างและเสียงคำรามของเสือก็ดังขึ้นจากข้างหู
หนึ่งในสังสารวัฏหกชาติ…แดนสรรพสัตว์!
……….……….……….……….