The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 463 สหาย
ไม่มีใครรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มาโผล่ข้างหลังสมาคมตระกูลจงได้
อย่างไร ขนาดเจิ้งย่วนตงที่สังเกตการณ์อยู่ก็ไม่แน่ใจ
ที่จริงการประเมินการของจงเฉิงนั้นไม่ผิดเลย พลังงานนาโน
แมชชีนของเริ่นเสี่ยวซู่นั้นเป็นศรปลายแรง พลังงานใกล้หมดแล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่เองก็ไม่มั่นใจเดินจนขนาดตีฝ่าตำแหน่งที่มั่นที่
มีทหารพันกว่านายคอยคุ้มกันอยู่ได้ หลังจากต่อสู้มาทั้งคืน เขาเองก็
ไม่อาจทนรับผลสะท้อนกลับจากรถจักรไอน้ำได้อีก
แต่จงเฉิงกับเบื้องบนของสมาคมตระกูลจงอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
เริ่นเสี่ยวซู่จะยอมแพ้ไปเสียเลยได้อย่างไร ถ้าเริ่นเสี่ยวซู่ยอมแพ
hตอนนี้เลย เขาคงฆ่าจงเฉิงไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ถ้าคืนนี้เขาไม่ได้ฆ่าจงเฉิงก็คงนอนไม่หลับ
เพราะอย่างนั้นเริ่นเสี่ยวซู่จึงเอาเกราะใส่ให้ร่างแยกเงาช่วงที่
คนอื่นไม่ทันสังเกตขณะไล่ล่ากันอยู่ ด้านหนึ่งคือเขาไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะอยู่ในสถานการณ์อันตรายถ้านาโนแมชชีนพลังหมด
กะทันหัน ด้านหนึ่งคือเกราะจะกันไม่ร่างแยกเงาถูกยิงใส่เข้าที่
ระหว่างคิ้ว
……
ร่างแยกเงาในชุดเกราะเข้าปะทะอยู่เบื้องหน้าที่มั่นป้องกัน
ส่วนตัวเริ่นเสี่ยวซู่บุกเข้ามาจากด้านข้าง ตอนนี้กำลังทหารใน
คฤหาสน์สมาคมตระกูลจงไปรวมกันอยู่ที่ข้างหน้ากันหมด
การกระทำในคืนนี้ของเริ่นเสี่ยวซู่ทำให้จงเฉิงคิดว่าเขาจะเข้าตีแบบ
ซึ่งหน้า
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังเคยชินกับรูปแบบการเคลื่อนไหว
ความโกลาหลแล้วนั้น เริ่นเสี่ยวซู่ก็ดำเนินปฏิบัติการบั่นเศียรในจุดที่
ศัตรูอ่อนแอที่สุด!
สำ หรับเริ่นเสี่ยวซู่แล้ว การป้องกันที่หลังคฤหาสน์ไม่นับว่าเป็น
อะไรได้
จงเฉิงที่หันไปแล้วเห็นเริ่นเสี่ยวซู่โจมตีมาจากข้างหลังก็ตะลึง
ไป จากนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ก็จับบุคคลระดับสูงของสมาคมมาคนหนึ่งใช้ต่างโล่ จากนั้นก็เร่งตัวไปหาจงเฉิง
จงเฉิงตะโกนโดยไม่สนใจโล่มนุษย์ผู้นั้น “ฆ่าเขาเลย ไม่ต้อง
สนใจคน ยิงเลย!”
แต่ทหารสมาคมตระกูลจงลังเลใจ ปัญหาคือโล่มนุษย์ผู้นั้นคือ
อาของจงเฉิง
ขณะที่เริ่นเสี่ยวซู่จับอาของจงเฉิงแล้วบุกขึ้นเรื่อยนั้น เขาก็แค่น
เสียงพูดว่า “บอกให้พวกเขาช่วยนายซะ ไม่อย่างงั้นฉันจะฆ่านาย
เดี๋ยวนี้”
อาของจงเฉิงผวาจนตวาดใส่จงเฉิง “จงเฉิง ไอ้เด็กเนรคุณ!
กล้าไม่สนใจความปลอดของฉันได้ยั..”
เขายังพูดไม่เสร็จ จงเฉิงก็ยกปืนขึ้นยิงใส่อาตัวเอง ทหารรอบๆ
หัวหน้าตระกูลจงนิ่งงันไป
พวกเขานิ่งงันกันไปชั่วขณะหนึ่ง เริ่นเสี่ยวซู่ก็มาถึงตัวจง
เฉิงแล้ว
แล้วทุกคนก็ต้องแปลกใจในตัวจงเฉิงที่ถูกสมาคมตระกูล
จงมองไว้อย่างสูงเพราะเป็นผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่งนั้นกลับไม่ยอมสู้กลับแม้แต่นิด แต่เขากลับผลักบิดาตัวเองเข้าคมดาบของเริ่นเสี่ยว
ซู่!
เพียงดาบเดียว ศีรษะหัวหน้าตระกูลจงก็หลุดออกจากบ่าไป!
พริบตาให้หลัง เริ่นเสี่ยวซู่ก็โยนโล่มนุษย์ในมืออกแล้วกระโจน
เข้าหาจงเฉิงด้วยความเร็วเต็มอัตรา ดาบทมิฬวาดผ่านรัตติกาล
ฉายประกายเย็นเยียบ
ในยุคสมัยที่ปืนและระเบิดคือกษัตรา ดาบนี้ดั่งดาบแห่งการ
ตัดสินที่สามารถฟันผ่าทุกสรรพสิ่ง
ทหารสมาคมตระกูลจงเห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่ไม่มีโล่มนุษย์แล้วก็ยก
ปืนยิงในพลัน แต่พวกเขายังไม่ทันได้เหนี่ยวไก ร่างแยกเงาก็กลับมา
แล้ว!
ร่างแยกเงาวิ่งชนเหล่าทหารอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระดูกแตกหัก
ดังลั่นประหนึ่งเสียงประทัด!
ยามร่างแยกเงากระโจนโถมเข้าแนวป้องกันนั้น ก็แสดงให้เห็น
ถึงพลังรบแห่งปัจเจกเหนือผู้ใด!
“ทลายนคร!” เริ่นเสี่ยวซู่คำรามลั่นพริบตานั้นเอง เริ่นเสี่ยวซู่ก็ย่างก้าวหนึ่งก่อนตวัดออกเป็น
แนวนอน!
แสงเพลิงลุกโชนที่อยู่ไกลๆ ราวกำลังสะท้อนภาพบนเหนือ
เมฆา เริ่นเสี่ยวซู่เห็นภาพสู่จินหยวนกินข้าวโพดอย่างเอร็ดอร่อย
เห็นจินเหลียนยิ้มโง่งม เห็นเหยียนลิ่วหยวนยืนอยู่ข้างพี่เสี่ยวอวี้
นำพาแผ่นดินไหวมาด้วยความโกรธเกรี้ยว รวมถึงเห็นแสงแห่ง
ความหวังที่ถูกทำลายไปแล้ว
นับแต่นี้ไป เริ่นเสี่ยวซู่จะนึกถึงโมงยามแห่งวันเหล่านั้นใน
ทุกคืน เขาจะเปิด ‘แผล’ บนหัวใจของตนซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า เพื่อจะ
ไม่ลืมเลือนเพลิงโทสะ
ผู้อื่นอาจจะคิดว่ามีคนตายในสงครามเป็นเรื่องปกติ แต่เขา
อยากให้ทุกคนในกองร้อยเจียนเรารอดกลับไปได้
แม้กระทั่งตัวจางเสียวหม่านเองก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะรอดไปได้
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ก็ยังจะรั้นพยายาม
ดังนั้นยามเริ่นเสี่ยวซู่ได้มาเจอกับจงเฉิงอีกครั้ง จึงทำตัว
ราวกับเป็นวิญญาณทวงแค้นจากปรภพกลายเป็นว่าใจเขาเปี่ยมไปด้วยเพลิงแค้นไม่ต่างไปจากหลี่เสิน
ถานเลย…
ถ้าไม่ใช่ว่าเขายังเหลือแสงแห่งความหวังในหัวใจสายนั้น เขา
คงอยากจะฝังกลบทั้งป้อมปราการ 146 ไปพร้อมกับสมาคมตระกูล
จงแล้ว
“ตาย!” ดาบทมิฬฟันเข้าใส่กลางลำตัวจงเฉิง เริ่นเสี่ยวซู่มอง
ตาเบิกโพลงของจงเฉิง จากนั้นก็หันตัวหนี
ร่างแยกเงาที่อยู่ข้างเขาก็ตวัดดาบเร็วรี่ช่วยเขาหนี เริ่นเสี่ยว
ซู่หนีไปก่อนที่ห่ากระสุนจะเทลงใสตัว เขาไม่คิดจะรั้งอยู่สู้กับศัตรู
แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฆ่าฟันต่อ แต่เพราะเขาต้องไม่ฆ่าต่างหาก
ตอนนี้สมาคมตระกูลจงที่ไร้หัวย่อมแตกกระจายออก
อีกไม่นานทหารป้อมปราการ 178 ก็จะเข้ามาทำลายที่นี่ทิ้ง เพราะ
อย่างนั้นเขาจึงไม่จำ เป็นต้องเสี่ยงต่อ
อีกอย่างคือเขาถูกยิงไม่ว่าเขาจะลอบโจมตีข้างหลังจนศัตรูไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ยังมี
ทหารบางนายที่ตั้งตัวทันอยู่ ดังนั้นเริ่นเสี่ยวซู่จึงไม่แปลกใจที่ตัวเอง
จะถูกยิงเข้า
ตอนนี้เริ่นเสี่ยวซู่ถูกยิงที่ท้องสองนัด เขาต้องสลัดการไล่ล่า
จากสมาคมตระกูลจงให้ไวที่สุด จะได้ถอนกระสุนและทายาดำลง
แผลได้
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็มาเยือน ร่างแยกเงาที่ไม่มีเกราะคอย
ป้องกันถูกยิงเข้าที่ระหว่างคิ้วจนสลายกว่าเป็นควันดำ
เริ่นเสี่ยวซู่ขมวดคิ้ว เขาได้ยินเสียงคนตะโกนอยู่ข้างหลัง บ้างก็
ตะโกนเรียกทหารเสนารักษ์ บ้างก็เตือนให้ระวังมือลอบสังหาร
สมาคมตระกูลจงไล่ล่าตัวเริ่นเสี่ยวซู่อย่างไม่หยุดยั้ง แม้เริ่น
เสี่ยวซู่กระโจนออกจากคฤหาสน์แล้วหนีไปสองถนนแล้วก็ยังไม่อาจ
สลัดการตามล่าจากทหารสมาคมตระกูลจงไปได้
เริ่นเสี่ยวซู่ได้ยินเสียงออฟโรดคำรามลั่นอยู่ข้างหลัง สมาคม
ตระกูลจงระเบิดเพลิงโทสะ!
ถูกต้อนแล้ว? เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้ม แล้วยังไงล่ะคิดแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ก็กลับหลังหันแล้วยกดาบขึ้น เขาจ้องไปที่ผู้
ไล่ล่าที่สุดถนน ควันไฟลอยล่องและนภาขมุกขมัวราวถูกแช่เวลาไป
ไป “มา!”
ใครก็ไม่นึกว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะหันกลับมาแบบนี้ และก็ไม่คิด
ด้วยว่าเขาจะกล้าสู้กับคนนับพันทั้งที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่! เมื่อผู้
ไล่ล่าเห็นเขาเป็นเช่นนี้ เท้าก็เหยียบเบรกตามสันชาตญาณ พวกเขา
ถึงกับคิดจะกลับรถหนี
ตอนไล่ล่าพวกเขาพอใจนัก แต่กลับไม่ทันได้คิดเลยว่าไล่ล่า
ถึงตัวแล้วจะทำอะไรต่อ ที่ไล่ตามมาแบบนี้มันไม่ต่างไปจาก
ฆ่าตัวตายหรือเปล่านะ
แต่ถึงทหารสมาคมตระกูลจงจะรู้เช่นนั้น แต่ด้วยจำ นวน
มากกว่า พวกแค่โถมเข้าไปจนเริ่นเสี่ยวซู่ตายยังได้เลย แต่ทำไม
พวกเขาต้องทำเช่นนั้นด้วย หัวหน้าตระกูลจงก็ตายไปแล้วไม่ใช่หรือ
อีกอย่าง ทำเช่นนั้นไปต้องมีคนตายมากมาย
แต่พอรถพวกเขาหยุดตัว ก็เห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่หันกลับเผ่นหนีต่อ
ราวสายฟ้าฟาด“ตามต่อ!”
แน่นอนว่ามีทหารบางคนที่รู้ว่ามันเสี่ยงเกินไปแล้ว ก็ล้มเลิก
การไล่ล่าไปเลย
มีคนถอนตัวไป กำลังไล่ล่าก็หายไปครึ่งหนึ่ง
แต่ถึงกลุ่มไล่ล่าจะหายไปครึ่งหนึ่ง มันก็ยังมีคนอีกมาก ทหาร
บางคนอยากฆ่าเริ่นเสี่ยวซู่เอารางวัล อย่างไรก็ต้องมีคนขึ้นมาเป็น
ผู้นำแห่งสมาคมตระกูลจงแทนอยู่แล้ว ดังนั้นใครที่อยากขึ้นมาเป็น
ผู้นำ ก็ต้องสร้างอิทธิพลด้วยการเด็ดหัวศัตรูก่อน ตราบใดที่
เด็กหนุ่มผู้นี้ยังอยู่ดี สมาคมตระกูลจงก็ไม่อาจรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
ได้
ถึงจริงๆ พวกเขาก็ไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันแต่แรกแล้วก็
เถอะ
ดังนั้นทหารที่ไล่ตามเริ่นเสี่ยวซู่อยู่คือพวกที่ทะเยอทะยาน
ทั้ง
นั้น
แต่เริ่นเสี่ยวซู่กดแผลแน่นระหว่างหนีอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นเอง
ก็มีเสียงตะโกนเข้าหูมา “เริ่นเสี่ยวซู่ ทางนี้ๆ!”เขาหันไปตามเสียง ก่อนจะเห็นจางเสียวหม่านฉีกยิ้มโบกมือ
มาให้ ส่วนพวกเจียวเสี่ยวเฉินเองก็กระวีกระวาดตั้งปืนครกกับปืนกล
หนักที่หัวมุมถนน
ส่วนรองผู้บัญชาการากรมที่ 1237 นั้น กำลังนอนแหมบถูกมัด
มือมัดเท้าอยู่กับพื้น
หลังจากเริ่นเสี่ยวซู่ไปทิ้งพวกเขาไปกลางแดนรกร้างแล้ว
กองร้อยเจียนเตาก็เสี่ยงไปปล้นโรงงานทหารแห่งหนึ่งและได้
รถบรรทุกทหารกับรถออฟโรดจากในนั้นมา ทุกอย่างก็เพื่อเดินทาง
มาป้อมปราการ 146 ให้ไวที่สุด!
คืนนี้ทุกมัวแต่สนใจแต่การยิงสู้รบรอบกายเริ่นเสี่ยวซู่จนไม่
มีใครสังเกตว่าประตูตะวันออกถูกกองร้อยเจียนเตาฝ่าเข้ามาแล้ว
แถมพวกเขาไม่เจอทหารเฝ้าเลยสักคนด้วย!
จางเสียวหม่านยืนรออย่างฮึกเหิม รอยยิ้มสะท้อนท้องนภา
แผดเผา “มานี่เร็ว! พวกเรามาช่วยนายแล้ว!”
เริ่นเสี่ยวซู่กดแผลที่ท้อง ค่อยๆ เดินมาหาพวกเขา “พวกนาย
มาทำอะไรที่นี่น่ะ”ฟู่หราวที่อยู่ใกล้ๆ กำลังบรรจุกระสุนใส่ปืนกลหนัก “นายบอก
เองไม่ใช่เหรอว่าทุกคนในกองร้อยเจียนเตาต้องรอดน่ะ”
จางเสียวหม่านหัวเราะหึหึ แล้วก็เลียนเสียงจางเสียวหม่านว่า
“เริ่นเสี่ยวซู่ นายยังจำ คำพูดของฉันได้ไหม”
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ “นายบอกว่าบน
สนามรบมีคนตายตลอด สงครามคือสถานที่ที่เราฝากชีวิตไว้กับ
โชคชะตา ทุกอย่างแล้วแต่ชะตาจะลิขิต ไม่มีใครควบคุมได้
จางเสียวหม่านหัวเราะ “นายยังจำ ได้ไหมว่าตัวเองตอบว่า
อะไร”
ตอนนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ตอบว่า “เราจะรู้ได้ยังไงถ้ายังไม่ได้ลอง!”
กองร้อยเจียนเตาต่างเป็นหนึ่งใจเดียวกัน หนึ่งร่วงทุกคนล่ม
หนึ่งโรจน์ทุกคนรุ่ง! ในเมื่อมีคนพูดแล้วว่าทุกคนในกองร้อยเจียนเตา
ต้องรอด เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาคำพูให้ได้
แก้มสะท้อนแสงไฟของจางเสียวหม่านดูกระด้างเป็นพิเศษ แต่
ก็พลันดูน่ารักขึ้นมา
เขาถ่มน้ำลายแล้วยิ้มพูด “จัดหนักให้พวกแม่*สักรอบ!”ชั่วพริบตานั้นปืนกลหนักสี่กระบอกก็กระหน่ำสาดยิงไปสุดถนน
ทหารสมาคมตระกูลจงที่เพิ่งมาไม่ทันระวังก็ร่วงกันระนาว
ในอดีตมีคนใช้ปืนกลหนักสองกระบอกตั้งที่สี่แยกสังหาร
สามพันกว่าคนในบ่ายเดียวมาแล้ว ตั้งแต่การพัฒนาของอาวุธปืน ก็
มีคนไม่น้อยที่ลืมในประวัติศาสตร์สงครามมนุษย์นั้น ปืนกลหนักเป็น
อาวุธสังหารลำดับหนึ่ง!
เจิ้งย่วนตงมองภาพนี้อยู่เงียบๆ จากที่ห่างไกล เขามีแผนจะเข้า
ช่วยเริ่นเสี่ยวซู่ แต่ก็พบว่าสหายร่วมรบเขามาถึงป้อมปราการ 146
แล้ว
ขณะมองกองร้อยเจียนเตาคอยช่วยสนับสนุนกันและกันเช่นนี้
เจิ้งย่วนก็พลันก็ความคิดไม่อยากเป็นจารชนผู้หนึ่งต่อแล้ว เขาอยาก
กลับไปยังสมาคมตระกูลชิ่ง ไปหาสหายร่วมรบของตนเอง