The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 472 ปล้น
“ถูกลมพัดมามั้ง” เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มกล่าว
“ทุกคนจำ ได้ปะ” คนตัดไม้ผู้หนึ่งพูดเสียงต่ำ “นักเล่านิทาน
เคยเล่าเรื่องกระเรียนกระดาษพวกนี้ด้วยแน่ะ เขาบอกว่ามีองค์กร
โคตรลึกลับที่ใช้กระเรียนกระดาษส่งข้อมูลกัน เริ่นเสี่ยวซู่ บนนั้น
มีอะไรเขียนเปล่าน่ะ”
เริ่นเสี่ยวซู่กำมือ ยิ้มว่า “ไม่มีอะไรเขียนไว้นะ นักเล่านิทานคน
นั้น
คงคิดเรื่องเอาเองแหละ จะมีคนใช้กระเรียนกระดาษส่งข้อมูลได้
ไง”
“ก็จริง” พอทุกคนได้ยินเริ่นเสี่ยวซู่พูดแบบนั้นก็ไม่ถามอะไรต่อ
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ที่ได้ยินเรื่องนั้นกลับตื่นตระหนก เขา
มีลางสังหรณ์ว่า ‘องค์กรลึกลับ’ นั่นเป็นองค์กรที่มีอยู่จริง
แต่ว่าทำไมองค์กรแบบนั้นถึงปล่อยให้เขาชิงช่องทางสื่อสาร
พวกเขาง่ายๆ แบบนี้เลยล่ะบังเอิญหรือตั้งใจ
เริ่นเสี่ยวซู่เป็นคนขี้ระแวงโดยสันดาน ถ้าเจอเรื่องแปลกก็
จะขุดคุ้ยถึงตอ
แต่เขาไม่ทันคิดเลยว่าคนอื่นจะจับกระเรียนกระดาษง่ายๆ
แบบนั้น หรือคนปกติอาจจะโดนกระเรียนกระดาษน้อยนี้ฆ่าตายเลย
ด้วยซ้ำ ถ้าคิดแตะต้องมันน่ะ
เขาอยากจะพับมันเป็นกระเรียนเหมือนเดิมเพราะอยากรู้ว่ามัน
จะบินกลับขึ้นไปใหม่ได้ไหม แต่ว่าหลังจากคลี่กระดาษไปแล้ว เขาก็
นึกได้ว่าตนพับกระดาษไม่เป็น เริ่นเสี่ยวซู่ไม่เคยเรียนอะไรแบบนี้
มาก่อน เลยได้แต่เก็บกระเรียนกระดาษลงช่องเก็บของ
กระเรียนกระดาษนี้น่าจะเป็นพลังของผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่ง
เริ่นเสี่ยวซู่หันไปมองป้อมปราการ 61 ซึ่งเป็นทิศที่กระเรียนกระดาษ
กำลังมุ่งหน้าไป
บางทีผู้มีพลังพิเศษคนนั้นอาจกำลังอยู่ในป้อมปราการ 61
ก็ได้พอเขามาถึงทางเข้าเมืองน้อย หัวหน้ากลุ่มคนงานตัดไม้ก็จอด
รถบรรทุกแล้วลงรถมา เขากล่าวกับเริ่นเสี่ยวซู่ “ในเมืองมีคนหนี
มาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือแยะเลย ถ้าอยากตามหาครอบครัว ก็
ลองเริ่มหาจากที่ก่อนเถอะ แต่ถ้าพวกเขาไม่อยู่…”
เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค หัวหน้ากลุ่มผู้นี้กำลังสื่อว่า
ถ้าครอบครัวของเริ่นเสี่ยวซู่ไม่อยู่ พวกเขาก็คงตายกันไปหมดแล้ว
หัวหน้ากลุ่มว่า “บ้านฉันอยู่ทางตะวันตกของเมืองน้อย ถ้า
ไม่มีอะไรทำแล้วอยากหาเงินก็มาตามหาฉันที่ซีกตะวันตกของเมือง
น้อยได้ ช่วงนี้ฉันมีงานเยอะพอดี”
“ขอบคุณนะพี่ชาย แต่ฉันยังไม่อยากหางานตอนนี้” หลังจาก
ขอบคุณเขาแล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ก็เริ่มตามหาคนในเมืองน้อย เขาไล่
ตามหาพวกหวังฟู่กุ้ยไปทีละกระท่อม
เมืองน้อยนี้ไม่เล็กเลย ใหญ่กว่าเมืองน้อยที่เขาเคยอยู่ทั้งที่
ตะวันตกเฉียงเหนือและเฉียงใต้หลายเท่า
ผู้ลี้ภัยหลายคนตั้งกระท่อมของตัวเอง คนมากมายสีหน้า
หม่นหมองเผยความสิ้นหวังชาวป้อมปราการผู้สูงส่งเกรียงไกรคงไม่อาจยอมรับได้ว่าตน
กลายมาเป็นผู้อพยพแล้ว บ้างก็นำเงินติดตัวมาเพราะคิดว่าสามารถ
เอามาใช้เสวยสุขในที่ราบตอนกลางได้
แต่ว่าทุกป้อมปราการในสมาคมตระกูลหวังไม่รับสกุลเงินของ
สมาคมตระกูลจงแล้ว ยามผู้คนลงมาทำการค้าถึงที่นี่ สกุลเงิน
สมาคมตระกูลจงยังใช้ได้ แต่ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
ราวกับว่าสมาคมตระกูลหวังมั่นใจมากว่าอย่างไรสมาคม
ตระกูลจงก็ต้องพ่ายแพ้
เหล่าผู้ลี้ภัยจึงถูกบีบให้ลงไปทำงานในเหมือนทองเพื่อเอาชีวิต
รอด
ชาวป้อมปราการคนหนึ่งตามผู้อพยพไปและบอกว่าตนอยาก
ทำงานหาเงินเพื่อเอาไปซื้อหาร แต่เขาก็ถูกปฏิเสธเพราะแก่เกินกว่า
จะใช้แรงงานไหว
ชาวป้อมปราการบางคนก็ผรุสวาทบอกว่าผู้อพยพพวกนี้
ดูหมิ่นพวกตน สุดท้ายจึงถูกรุมอัดไปคำรบหนึ่งแถมยังถูกถ่มน้ำลาย
ใส่อีกแน่นอนว่าชาวป้อมปราการบางรายก็ปรับตัวรับชะตากรรมได้
ไว ยอมทำทุกอย่างแลกอาหาร
ถึงผู้อพยพในที่ราบตอนกลางจะมีสภาพดีกว่าเหล่าผู้อพยพใน
ทางตะวันตกเฉียงเหนือและเฉียงใต้ แต่อย่างไรก็ยังต้องทำงานแลก
อาหาร เป็นดั่งกฎเหล็กล่ามตรา
… เริ่น
เสี่ยวซู่รู้สึกผิดหวังที่ไม่พบร่องรองของพวกหวังฟู่กุ้ยเลย
ตอนนี้เขารู้สึกหลงทางอยู่บ้าง เขาจะตามหาพวกหวังฟู่กุ้ย
ท่ามกลางทะเลผู้คนได้อย่างไร
ตอนนี้เองก็มีคนงานตัดไม้หน้าตาคล้ายหนูผู้หนึ่งลอบเข้ามา
ใกล้เริ่นเสี่ยวซู่แล้วว่า “ฉันตามนายมาพักหนึ่งแล้ว นายยังไม่เจอ
ครอบครัวอีกเหรอ ใช่สิ ฉันพอรู้จักเพื่อนอยู่บ้าง ตราบใดที่นายมีเงิน
พวกเขาก็ช่วยตามหาครอบครัวนายได้นะ”
เริ่นเสี่ยวซู่หันไปมองและหาว่าดวงตาเขาดูแสแสร้งไม่น้อย
ดูเหมือนว่าหลังจากชายผู้นี้ลอบฟังบทสนทนาระหว่างเริ่นเสี่ยวซู่กับหัวหน้ากลุ่มแล้ว เขาคงเดาออกมาว่าเริ่นเสี่ยวซู่มีเงินติดตัวอยู่จาก
การที่ยังไม่ต้องหางาน
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มว่า “งั้นต้องพึ่งนายแล้ว ถ้านายเจอครอบครัวฉัน
ได้ ฉันจะตบรางวัลให้อย่างงาม”
“งั้นตามฉันมาเลย คุยในเมืองน้อยไม่สะดวก” จากนั้นคน
ตัดไม้คนนั้นก็หันตัวนำเริ่นเสี่ยวซู่เข้าแดนรกร้าง
แต่เขายังเดินไปได้ไม่ไกล เริ่นเสี่ยวซู่ก็โพล่งถาม “แต่ว่า
พวกเราต้องเดินอีกไกลแค่ไหน”
“ฮี่ๆ ใกล้ถึงแล้วล่ะ” พูดแล้วก็มาถึงเนินดินแห่งหนึ่ง เขา
ผิวปากเสียงดัง
ทันใดนั้นก็มีคนสามคนผุดออกมาจากหลังเนินดินนั้น คน
ตัดไม้หันไปยิ้มให้เริ่นเสี่ยวซู่ “นายคงมีเงินติดตัวอยู่ล่ะสิ ส่งมาแล้ว
เราจะไว้ชีวิต”
เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “มีผู้ลี้ภัยกี่คนแล้วที่นายใช้วิธีแบบนี้ปล้นเงินมา
ฉันนึกว่าคนที่นี่ไม่ต้องปิดประตูบ้านยามค่ำคืนเสียอีก ไหนว่ามีของ
อย่างปัญญาประดิษฐ์อะไรนั่นไง”หวังเซิ่งจื่อและหวังเซิ่งบอกว่าในพื้นที่ใต้อิทธิพลตระกูลหวัง
คนไม่จำ เป็นต้องปิดประตูยามค่ำคืนเพราะมีปัญญาประดิษฐ์ที่
สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของอาชญากรได้อย่างแม่นยำ มีคน
เพียงหยิบมือที่ลงมือก่ออาชญากรรมแล้วรอดไปได้
แต่นี่ไม่เห็นดูเป็นเช่นนั้นเลย!
คนตัดไม้แค่นเสียง “มันมีอยู่แต่ในป้อมปราการ ไปเกี่ยวอะไร
กับผู้อพยพด้วยล่ะ รีบส่งเงินมาให้เราได้แล้ว!”
“อ่าฮะ” เริ่นเสี่ยวซู่พึมพำ กลายเป็นว่าที่ราบตอนกลางก็
ไม่ต่างไปจากตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้เลย ผู้อพยพ
และชาวป้อมปราการแตกต่างกันชัดเจน
สายตาคนตัดไม้พลันมืดสนิท จากนั้นก็หงายหลังพร้อมความ
หน้าอกอันปวดร้าว มีดเขราะสนิมในมือหล่นพึ้นเสียงดังตุบ
เพื่อนร่วมลงมือทั้งสามคนก็ถูกจู่โจมอย่างฉับพลันจนมีสภาพ
ไม่ต่างจากเขา
เริ่นเสี่ยวซู่ลากพวกเขาสี่คนมากองกันแล้วพูดดีๆ ด้วย “ฉันจะ
ถามคำถามพวกนายนิดหนึ่ง อืม…ฉันแค่อยากรู้ขนบธรรมเนียมของที่ราบตอนกลางสักหน่อย ไม่ต้องตื่นเต้นไปนะ แค่ตอบให้ดีที่สุดก็
พอ”
เหล่าผู้อพยพที่คิดปล้นเริ่นเสี่ยวซู่รู้ในพลันว่าตนแกว่งเท้าหา
ตอเหล็กเข้าแล้ว! ไม่สิ ไม่เรียกว่าตอเหล็กหรอก เรียกว่าขุนเขาที่
แม่*หนาหลายกิโลเมตรดีกว่า!
ช่วงที่ผ่านมา พวกเขาอิ่มหน่ำกับการปล้นผู้ลี้ภัยจากทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือ แถมพวกชาวป้อมปราการก็ใจเสาะ เจอมีดทีก็
ตัวสั่นผวาแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่าวันนี้พวกเขาจะปล้นผู้มีพลังพิเศษ!
ยามเริ่นเสี่ยวซู่เริ่มถาม บทสนทนาก็กินเวลาไปทั้งคืน ผู้อพยพ
ทั้ง
สี่ถูกสอบปากคำจนแทบสติแตก พอพระอาทิตย์ขึ้น เริ่นเสี่ยวซู่ก็
หันตัวกลับเมืองน้อย จากนั้นก็ไปรออยู่หน้าประตูโรงเหล้าแห่งเดียว
ในที่แห่งนี้ รอจนกว่าจะเปิดบริการ
ไม่ใช่ว่าเขาหิวจนมาหาอะไรกิน แต่เขาได้ยินว่านักเล่านิทาน
ที่อยู่ที่นี่เป็นคนพูดถึงกระเรียนกระดาษ