The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 471 กระเรียนกระดาษขาว
คนตัดไม้ต้องทำงานของวันนี้ก่อนถึงจะกลับป้อมปราการไปได้
ระหว่างนี้เริ่นเสี่ยวซู่ก็คุยกับคนอื่นๆ รอไป
หลังจากเริ่นเสี่ยวซู่ออกจากกองร้อยเจียนเตาโดยไม่ร่ำลาแล้ว
เขาไม่ได้ออกจากอาณาเขตของสมาคมตระกูลจงทันที ทว่าตรงไป
ยังที่ราบตอนกลางเลยเขาเดินทางลงใต้ไปหาที่ที่เกิดน้ำหลากก่อน
และก็เริ่มเดินทางเลียบแม่น้ำไปทางตะวันออกจากทางนั้นโดยคอย
มองหาร่องรอยของพวกเหยียนลิ่วหยวนตลอด
หุบเขาก่อนเดินทางแม่น้ำสายใหม่ ทุกปีสภาพภูมิประเทศ
จะเปลี่ยนไป น้ำหลากที่ละลายจากภูเขาหิมะไม่ต่างไปจากสายน้ำ
แห่งกาลเวลาที่พัดพาความคุ้นเคยแต่เดิมให้หายไป
ระหว่างที่เดินตามแม่น้ำนั้น เริ่นเสี่ยวซู่ก็เห็นนิคมเดิมที่
ครอบครัวเขาเคยอยู่ นิคมเดิมที่หยางเสียวจิ่นสอนวิธีใช้ปืนสไนเปอร์ให้เขา
แต่กาลเวลาเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน
ขนาดจะถึงป้อมปราการ 61 แล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ยังหาร่องรอยพวก
หวังฟู่กุ้ยไม่เจอเลย
คนตัดไม้ผู้หนึ่งถอนหายใจออกมา “เจ้าหนูโชคดีชะมัด! หลง
ป่าอยู่ในเขาแล้วยังรอดออกมาได้อีก!
เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “บนเขามีอะไรเหรอ”
“ที่นั่นมีฝูงหมูป่าอยู่น่ะสิ” คนตัดไม้ผู้นั้นเล่นใหญ่ “แถมดุร้าย
เป็นพิเศษด้วย”
เริ่นเสี่ยวซู่ลอบคิด เขาพูดถึงหมูป่าฝูงที่ฉันกินไปเมื่อไม่กี่
วันก่อนเปล่านะ…
แต่เขาไม่พูดอะไร เพียงเล่นตามน้ำไป “อ้อ ฉันเกือบแล้วไหม
ล่ะ โชคดีนะที่ไม่เจอพวกมันน่ะ”
เขาถามคนตัดไม้ที่นั่งอยู่ข้างตัวเอง “พวกพี่ชายทำงานอยู่แถว
นี้เป็นปกติเหรอ”“ใช่” คนตัดไม้ที่เพิ่งเข้ามานั่งพักพูด “พวกเราตัดไม้ให้ตระกูล
หวัง ทำงานในเขตนี้มาหลายเดือนแล้วล่ะ หลายปีก่อนก็ไปตัดไม้
ทางเหนือแต่ตระกูลหวังบอกว่าพวกเราต้องตัดไม้อย่างยั่งยืนให้เป็น
ไม่ควรตัดไม้ที่เดิมเป็นเวลานานๆ พวกเราเลยถูกส่งมาที่นี่แทน ส่วน
ที่เดิมทางเหนือที่เราตัดไม้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นที่ปลูกต้นไม้แทน”
มีคนยิ้มว่า “นายว่าแปลกไหมล่ะ หลังจากเหนื่อยยากตัดไม้ ก็
ให้พวกเราปลูกใหม่เฉย ไม่รู้พวกเขาคิดอะไรอยู่”
เริ่นเสี่ยวซู่ไม่ตอบคำถามนั้นแต่ถามต่อ “นายเห็นใครถูกน้ำพัด
มาไหม”
คนตัดไม้ผู้นั้นเงียบไปพักหนึ่ง “นายตามหาครอบครัวอยู่เหรอ
”
“อืม”
“จริงๆ ก็มักมีร่างลอยมาจากต้นน้ำนะ อาจจะเป็นเพราะทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือมีสงครามอยู่ก็ได้มั้ง แต่พวกเราไม่เจอร่างไหนที่
ลอยมาถึงนี้แล้วยังมีชีวิตอยู่เลย” คนตัดไม้ส่ายหัว “นี่เป็นแม่น้ำสาย
เดียวที่พวกเราเห็นร่างคนลอยผ่าน เพราะแม่น้ำนี้จะละลายมาจากบนเขาเลยไม่มีพวกปลากินเนื้ออยู่ ถ้าเป็นแม่น้ำสายอื่นคงถูกปลา
พวกนั้นกินไปหมดแล้ว”
เริ่นเสี่ยวซู่ใจกระตุกไปวูบหนึ่งและไม่พูดอะไรอีก เขากลัวนักว่า
จะได้ยินเรื่องร้ายๆ แต่อย่างไรก็ไม่สำ คัญหรอก เพราะเขาจะตามหา
ญาติมิตรของตนต่อไป
อีกอย่างคนงานตัดไม้พวกนี้ใช่ว่าจะมาที่นี่ทุกวัน พวกเขา
อาจจะไม่ทันเห็นก็ได้ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
คนตัดไม้มองไปที่เริ่นเสี่ยวซู่ “ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถึงตอนนี้
ตระกูลหวังจะไม่ปฏิเสธคนที่หนีมาจากตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ใช่ว่า
ทุกคนจะได้เข้าป้อมปราการ อดีตชาวป้อมปราการอย่างนายต้อง
เตรียมตัวมาเป็นผู้อพยพแบบเราได้เลย นายทำได้แต่งานเล็กๆ
น้อยๆ ช่วยครอบครัว”
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มเฝื่อน “พี่ชายเข้าใจฉันผิดแล้ว ฉันก็เป็นผู้อพยพ
เหมือนกัน”
พอคนตัดไม้ได้ยินว่าเริ่นเสี่ยวซู่ก็เป็นผู้อพยพเหมือนกันก็ดู
เป็นมิตรขึ้น จากนั้นก็ถามถึงความแตกต่างระหว่างผู้อพยพในแดนตะวันตกเฉียงเหนือกับที่ราบตอนกลาง
และสุดท้าย เหล่าคนงานตัดไม้ก็ได้ข้อสรุปว่าผู้อพยพทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือนั้นไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าตนเลย
ทว่าถึงพวกเขาจะเหนื่อยจากยุ่งทำงาน ชนชั้นต่ำกว่าพวกใน
ป้อมปราการ มีชาวเมืองน้อยน่ารำคาญ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็
ไม่ต้องกลัวว่าจะหิวตายหรือต้องกินวอโถวขึ้นรา
คนตัดไม้ยิ้มเอ่ย “หลังจากยุ่งมาทั้งวัน แต่ก็ยังกลับไปกินแป้ง
แช่น้ำแกงแพะร้อนๆ สักถ้วยได้ ถ้ายอมจ่ายหน่อย ก็ได้กินแป้งทอด
ไส้เนื้อเลย”
เริ่นเสี่ยวซู่ชะงัก “ผู้อพยพที่นี่ซื้อเนื้อได้ด้วยเหรอ”
“ฮ่าๆ ก็แค่แป้งแช่น้ำแกงแพะถ้วยเดียว จะไปมีเนื้ออะไรล่ะ ได้
กินแกงเนื้อก็ดีถมเถแล้ว”
เริ่นเสี่ยวซู่เข้าใจแล้ว มีน้ำแกงเนื้อให้กินก็ดีมากแล้วจริงๆ
เทียบกันแล้ว ที่ราบตอนกลางร่ำรวยกว่าทางตะวันตกเฉียงใต้
และเฉียงเหนือ เป็นความจริงตั้งแต่โบร่ำโบราณตกเย็น หัวหน้ากลุ่มคนงานตัดไม้กลับเมืองน้อยพร้อมกับ
ไม้เต็มรถบรรทุก มีคนถามเริ่นเสี่ยวซู่ว่า “ตอนนายอยู่ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือ นายเคยเจอทหารป้อมปราการ 178 ไหม
พวกเราได้ยินจากชาวป้อมปราการที่หนีจากที่นั่นมาว่าทหาร
ป้อมปราการ 178 แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะกองร้อยที่ปราบตระกูล
จงทางเหนือเสียราบคาบ พวกเขาถึงกับเผายุ้งฉางของที่นั่นได้ด้วย
แน่ะ!”
เริ่นเสี่ยวซู่ยิ้มพูด “เคยได้ยินเรื่องพวกเขา แต่ว่ายังไม่เคยเจอ
กับตัวมาก่อน”
“ปัดโธ่ เล่าเรื่องพวกเขาให้ฟังหน่อยสิ ตอนนี้ทุกคนในเมือง
น้อยกำลังคุยกันเรื่องทางตะวันตกเฉียงเหนือกันใหญ่เลย เรื่อง
ตื่นเต้นยิ่งกว่าเรื่องเล่าที่นักเล่านิทานเล่าอีก”
เริ่นเสี่ยวซู่คิดพักหนึ่งก่อนจะตอบ “ได้ยินว่าทหารกองร้อยนั้น
ไม่ได้มีแผนจะข้ามแม่น้ำขึ้นเหนือแต่แรกหรอก แต่พวกเขาคิดว่า
ปล่อยสงครามยืดเยื้อต่อไปคงไม่ดี ก็อย่างคำว่าพลังที่ยิ่งใหญ่
มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง พวกเขาจึงคิดว่าตนเองจำ เป็นต้องข้ามแม่น้ำขึ้นเหนือเพื่อจบสงครามนี้ซะ แต่ว่าถึงกองร้อย
นี้จะแข็งแกร่งมาก แต่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือผู้มีพลังพิเศษที่อยู่ใน
กองร้อยเดียวกัน ได้ยินมาว่าเขากล้าหาญอหังการแถมหล่อเหลา
…จากนั้นเขาก็ขึ้นเหนือไปป้อมปราการ 146 ด้วยตัวเอง ศึกนั่น
ไม่ต่างไปจากพายุโหมกระหน่ำ…อ้อแล้วก็ เขาก็คือผู้มีพลังพิเศษคน
ที่พวกนายพูดถึงก่อนหน้านี้น่ะแหละ…”
เขาเล่าเรื่องต่อ พวกคนงานตัดไม้ตื่นเต้นจนไม่ทันสังเกตว่า
พวกตนเกือบถึงเมืองน้อยแล้ว “เอ้า ไหงถึงไวจัง”
แต่ตอนนั้นเอง ก็มีลมหอบใหญ่พัดมาทางพวกเขา ดูเหมือนว่า
มีอะไรสักอย่างที่บินอยู่บนฟ้าถูกลมกดลงมาด้วย เริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกว่า
ไม่ถูกแล้ว จึงกระโดดออกจากท้ายรถบรรทุกไปแล้วคว้าได้วัตถุ
สีขาวมา
พอคลายมือออก ก็เห็นกระเรียนกระดาษจิ๋วรูปร่างหรูหราตัว
หนึ่ง กระเรียนกระดาษดูราวกับมีชีวิต มันดิ้นไปมา สายตาจับจ้องที่
เริ่นเสี่ยวซู่ถึงกระเรียนกระดาษจะไม่มีนัยน์ตา แต่เริ่นเสี่ยวซู่มีความรู้สึก
ประหลาดว่าเจ้ากระเรียนตัวน้อยนี่กำลังจ้องมองเขาอยู่จริงๆ
ปีกกระเรียนกระดาษแหลมคมมาก เริ่นเสี่ยวซู่จึงเผลอถูกบาด
ไปรอบ
ขณะที่เริ่นเสี่ยวซู่คลายมือเพราะเจ็บนั้น เจ้ากระเรียนกระดาษ
ก็สะบัดปีกคิดบินหนี แต่ก่อนที่มันจะทันได้บินออกจากฝ่ามือของเริ่น
เสี่ยวซู่ เขาก็คว้ามันไว้อีกรอบ
เริ่นเสี่ยวซู่คลี่กระดาษออกด้วยความสงสัย ข้างในกระดาษขา
วสีเหลี่ยม มีข้อความระบุว่า ‘สงครามทางเหนือจบแล้ว สมาคม
ตระกูลชิ่งเซ็นสนธิสัญญาพันธมิตรกับป้อมปราการ 178’
มีคนคิดจะส่งข่าวนี้ไปให้ที่ราบตอนกลาง? เริ่นเสี่ยวซู่
คิดขึ้นมา
เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าสมาคมตระกูลชิ่งและป้อมปราการ 178 จับมือเป็น
พันธมิตรกัน
เขายังไม่ทันคิดอะไรออก คนตัดไม้ผู้หนึ่งก็ถาม “ทำไมจู่ๆ
มีกระเรียนกระดาษบินมาที่นี่ได้”เหล่าคนตัดไม้ไม่ทันเห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่ทำอะไรกับกระเรียน
กระดาษ จึงรู้สึกแค่แปลกๆ อยู่บ้างที่เห็นมันบินมาที่นี่