The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 475 แป้งแช่น้ำแกงแพะ
นอกจากนี้ยังมีองค์กรผู้มีพลังพิเศษนามว่าไรเดอร์อยู่ภายใต้
กลุ่มบริษัทชิงเหอ แต่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการแย่งชิงทรัพยาการ
ในที่ราบตอนกลาง เพียงแต่ตามหาอะไรบางอย่างมาร้อยกว่าปีแล้ว
นักเล่านิทานยังพูดถึงผู้ก่อจลาจลด้วยว่าหลังองค์กรปรับ
ตำแหน่งบุคคล ก็ลอบเปลี่ยนจากต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์แต่เดิมไป
สู่เป้าหมายใหม่
เหล่าลูกค้าในโรงเหล้าต่างเป็นคนเก่าคนแก่กัน จึงได้ยิน
เรื่องราวมากมายจากเล่านิทาน ดังนั้นพอเขาเล่าเรื่องซ้ำ ก็คร้าน
จะสนใจ ก้มหน้าก้มตาดื่มอย่างเดียว
มีแค่เริ่นเสี่ยวซู่ที่ตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกค้าบางคนอด
สงสัยไม่ได้ว่าเขาคือใคร ค่าใช้จ่ายในโรงเหล้าไม่ใช่ว่าใครจะมาได้
ตามใจหรอกนะ จู่ๆ ก็มีเศรษฐีโผล่มาเมืองน้อยแบบนี้ คนก็อด
ให้ความสนใจไม่ได้แต่พวกเขาเห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่เพียงมานั่งฟังเรื่องเล่าในโรงเหล้า
เท่านั้น ไม่ได้คิดจะเข้าไปคุยกับใครเลย เหล่าคหบดีในเมืองน้อยคิด
ว่าเขาน่าจะเป็นคนในตระกูลจงที่หนีสงครามมา ได้แต่รอเวลาให้เขา
เงินหมดกระเป๋าเท่านั้น
เริ่นเสี่ยวซู่นั่งฟังเรื่องเล่าทุกวี่วัน ชีวิตสงบสุขไม่เหมือนอย่างที่
เคย ทว่าวันหนึ่งนั้น เขาก็ได้รับข้อความจากมือถือเครื่องเก่าที่เขาพา
มันไปไหนต่อไหน [ป้อมปราการ 67 ระดับ C ผู้สนใจรับภารกิจโปรด
ตอบกลับ]
ข้อความนี้ชวนงงมาก เริ่นเสี่ยวซู่คร้านจะสนใจ เขาใช้มือถือไว้
ถ่ายรูปเท่านั้น ตื่นตาสำ หรับเขาไม่น้อย
เริ่นเสี่ยวซู่ใช้มือถือถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินอันสวยสด ตอนที่
เห็นแป้งแช่น้ำแกงแพะของโรงเหล้าก็ถ่ายไปรอบ ใจคิดว่าต่อไปเจอ
ลิ่วหยวน ต้องอวดรูปที่เขาถ่ายให้ดูหน่อย ให้น้องชายเห็นว่าแป้งแช่
น้ำแกงแพะในตำนานหน้าตาเป็นอย่างไร
แป้งแช่น้ำแกงแพะในโรงเหล้านี้ไม่เหมือนร้านข้างทางในเมือง
น้อย เพราะว่าแพงกว่ามากแถมมีเนื้อจริงๆ ด้วยหลังจากสั่งแป้งแช่น้ำแกงแพะไปแล้ว พนักงานร้านถึงกับเอา
แป้งย่างมาให้แขกสองแผ่นด้วย ปล่อยให้แขกฉีกแป้งชุบน้ำแกงเอง
ยิ่งฉีกง่ายยิ่งดี
มีคนบอกว่าถ้าไม่ฉีกแผ่นแป้งเอง หรือว่าฉีกได้ไม่ดี พ่อครัว
จะแอบถ่มน้ำลายใส่น้ำแกง
วันนี้เริ่นเสี่ยวซู่เข้าโรงเหล้ามาและไม่เห็นนักเล่านิทาน จึง
ถามพนักงานว่า “นักเล่านิทานไปไหนแล้วล่ะ”
พนักงานยิ้มและว่า “คุณลูกค้ามาใหม่สินะเลยไม่รู้ เขาไม่ได้มา
ที่นี่ทุกวันหรอก แล้วก็จะพักเป็นช่วงๆ น่ะ แล้วแต่อารมณ์ปู่แก”
เริ่นเสี่ยวซู่คิดแล้วก็ว่าไม่ได้การณ์ เขาอยากฟังเรื่องเล่า
มากกว่านี้ ดังนั้นจึงถามว่านักเล่านิทานพักที่ไหน จากนั้นก็ไปเคาะ
ประตูให้เขามาเล่าเรื่องที่โรงเหล้า
ชายชราตะลึงไป “เจ้าหนุ่ม ฉันทำกิจการเล่านิทานเพราะ
ไม่อยากไปทำงานในโรงงาน จู่ๆ นายโผล่มาแบบนี้ ทำให้ฉันนึกถึง
ตอนที่ยังทำงานที่โรงงานสมัยยังตาไม่บอดเลย”เริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกละอายใจหน่อยๆ แต่ว่าชายชราถอนหายใจและ
ว่า “ได้ยินว่านายโผล่มาที่โรงเหล้าทุกวัน ฉันนึกว่านายสนใจ
หลานสาวฉันเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าอยากจะฟังเรื่องเล่าของฉันจริงๆ
สินะ งั้นบอกมาสิว่าอยากได้ยินเรื่องอะไร วันนี้พวกเราไม่ต้องไป
โรงเหล้า เพราะเรื่องที่นายอยากได้ยิน ฉันคงเล่าต่อหน้าคนหมู่มาก
ไม่ได้”
เด็กสาวที่อยู่ข้างเขาหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะรีบกลับไปหลบใน
ห้องตัวเอง ส่วนเริ่นเสี่ยวซู่ก็นิ่งไป พลันคิดว่าแม้ชายชราจะตาบอด
แต่ใจกลับไม่บอดแม้แต่นิด
โลกนี้เป็นสถานที่แสนประหลาด บางคนตาไม่บอดแท้ๆ กลับ
มองไม่เห็นความจริง
เริ่นเสี่ยวซู่ได้ยินแบบนี้ก็คร้านจะหลบซ่อนอะไรอัก เขาโพล่ง
ออกมาตรงๆ ว่า “คุณปู่ ฉันอยากได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอารามอัน
จิง”
นักเล่านิทานยิ้ม “นั่นไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาควรได้ยินเลยนะ”
“คุณปู่คิดว่าฉันเป็นคนธรรมดางั้นเหรอ”“ใช่ นายก็ไม่ธรรมดาจริงๆ แหละ งั้นฉันจะเล่าแล้วกัน”
ถึงอารามอันจิงจะไม่ได้ก่อตั้งมานานนัก เป็นองค์กรลึกลับมาก
มาตั้งแต่เริ่ม อำนาจล้นเหลือก็ไม่ใช่การกล่าวอ้างตัวเอง หลายปี
มานี้ ไม่มีภารกิจไหนที่อารามอันจิงทำไม่สำ เร็จ
มีแต่สุดยอดนักฆ่าที่จะมีโอกาสได้เข้าร่วมกับอารามอันจิง
ทางองค์กรนอกจากจะส่งมอบภารกิจให้นักฆ่าแล้ว ยังรับประกัน
ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ด้วย
“ที่ปู่เล่าเกี่ยวกับอารามอันจิงฆ่าบิดาตามสายเลือดของทายาท
ผู้สืบทอดสมาคมเล็กๆ แห่งหนึ่ง เรื่องลุงหวังนั่นนะ เป็นเรื่องจริง
หรือเปล่า”
“เป็นเรื่องจริง” นักเล่านิทานพยักหน้ายิ้มๆ
“หมายความว่าถ้าฉันทำภารกิจที่อารามอันจิงให้มาสำ เร็จ ก็
จะสามารถร้องขอให้พวกเขาช่วยเรื่องมูลค่าที่เท่าเทียมกันสินะ
เช่นว่าช่วยฉันตามหาคนน่ะ” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม
“ได้” นักเล่านิทานยิ้มกล่าว “ไม่ได้จะฆ่าคนแต่จะหาคนแทน?”“ถ้าอย่างฉันคิดฆ่าคน ก็ลงมือเองได้” เริ่นเสี่ยวซู่พูดเสียงนิ่ง
ยามพูดเผยกลิ่นอายอหังการ
แต่นักเล่านิทานไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงถอนหายใจออกมา
“กาลเวลาผันเปลี่ยน”
เริ่นเสี่ยวซู่ถามอีกครั้ง “ปู่คิดว่าอารามอันจิงเป็นองค์กรชั่วร้าย
หรือเป็นองค์กรที่ดีเหรอ ฉันไม่ได้จะตัดสินอะไรเขาหรอกนะ แต่
เพราะต้องการให้เขาช่วยตามหาคน อย่างน้อยก็รู้หน่อยว่าพวกเขา
พึ่งได้จริง”
เริ่นเสี่ยวซู่กลัวว่าการให้อารามอันจิงตามหาพวกหวังฟู่กุ้ย
จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายแทน
นักเล่านิทานคิดพักหนึ่งก่อนจะว่า “หลายปีมานี้ เป้าหมาย
สังหารของอารามอันจิงมีเกณฑ์ชัดเจน ล้วนเป็นผู้สมควรตาย
เป้าหมายหลายคนเป็นสมาชิกหัวรุนแรงตระกูลหลักของสมาคม
ต่างๆ ส่วนบุคคลสำ คัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมปกติแล้วจะ
มีการป้องกันภารกิจสังหารที่เล็งเป้ามาที่พวกเขา แต่เพราะราคาสูงมาก หลายปีมานี้อารามอันจิงจึงไม่ค่อยรับภารกิจนี้มาทำด้วยตัวเอง
เท่าไรนัก”
“ไม่ทำภารกิจด้วยตัวเอง? แล้วใครทำล่ะ” เริ่นเสี่ยวซู่ผงะ
“จ้างมือสังหารที่รอรับบททดสอบน่ะสิ” นักเล่านิทานยิ้มว่า
“ไม่กี่ปีก่อน อารามอันจิงกระจายมือถือออกไปตามที่ต่างๆ ว่ากันว่า
โทรศัพท์มือถือนี้ทำได้แต่รับส่งข้อความกับถ่ายรูป ภารกิจ
จะมีรายละเอียดภารกิจกับระดับมือสังหารที่รับภารกิจได้ ส่วนกล้อง
ก็ไว้ใช้ถ่ายรูปศพเป้าหมายยืนยันว่าภารกิจสำ เร็จ รูปที่ถ่ายจะถูก
ส่งไปยังอารามอันจิงโดยอัตโนมัติ”
เริ่นเสี่ยวซู่ได้ยินแบบนั้นก็สะดุ้งเฮือก มือถือเหรอ! มือถือที่
ได้รับส่งข้อความกับถ่ายรูป! ส่งข้อความเพื่อรับภารกิจ แถมภารกิจก็
มีระดับอีก!
ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งได้ของแบบนั้นมาเหรอ!
เริ่นเสี่ยวซู่พลันนึกไปถึงแป้งแช่น้ำแกงแพะในอัลบั้มรูปของตน
แล้วก็ตกอยู่ในภวังค์คนของอารามอันจิงก็คงไม่คิดหรอกมั้งว่าจู่ๆ จะได้รูปแบบนั้น
ไป
“เหอๆ สุดยอดไปเลย” เริ่นเสี่ยวซู่ขำแห้ง
ชายชราพูดต่อ “หลังจากทำภารกิจสำ เร็จได้หลายอัน ก็
จะเลื่อนระดับจาก D เป็น A ตอนนั้นถึงจะมีค่าพอให้เข้าร่วมบท
ทดสอบเข้าร่วมอารามอันจิงอย่างเป็นทางการ”
เริ่นเสี่ยวซู่โพล่งถาม “ว่าแต่ปู่รู้เรื่องพวกนี้ได้ไงเหรอ
คนธรรมดาไม่เล่าเรื่องพวกนี้หรอกนะ เรื่องนี้จริงขนาดไหน”
นักเล่านิทานเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ “คิดว่าทำไมฉัน
ถึงตาบอดล่ะ”