The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 476 โปรดอย่าส่งภาพแป้งแช่น้ำแกงแพะมาอีก
- Home
- The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
- ตอนที่ 476 โปรดอย่าส่งภาพแป้งแช่น้ำแกงแพะมาอีก
เริ่นเสี่ยวซู่รู้อะไรเพิ่มขึ้นเยอะเลยจากการถ่อมาที่บ้านนัก
เล่านิทาน อย่างน้อยเขาก็ได้รู้แล้วว่าโทรศัพท์มือถือเก่าที่ ‘เก็บ’
มาได้นั้นไว้ใช้ทำอะไร แถมยังได้รู้เรื่องอารามอันจิงเพิ่มมาอีกหน่อย
เริ่นเสี่ยวซู่กลับบ้านไปแล้วลองเปิดมือถือขึ้นมาอีกรอบ เขา
ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบกลับอีกฝ่ายว่า “รับภารกิจ”
ที่ลังเลเพราะไม่รู้ว่าส่งข้อความไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
มาในอนาคต เหตุการณ์วันนี้คงทำให้ชะตาชีวิตเขาพลิกผันอีกครั้ง
ที่เขาคิดหนักอีกเรื่องคือป้อมปราการ 67 อยู่ห่างจาก
ป้อมปราการ 61 ไม่น้อย กว่าจะทำภารกิจสำ เร็จต้องใช้เวลานานอยู่
แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตามหาพวกหวังฟู่กุ้ยแล้ว พลัง
ของเขาคนเดียวไม่อาจตามหาพวกเขาท่ามกลางคลื่นผู้คนได้หรอก
เขาอาจจะไปพึ่งอิทธิพลของหวังเซิ่งจือก็ได้ ไปอธิบาย
สถานการณ์ให้เขาฟังแบบตรงๆ แต่หวังเซิ่งจือรู้ดีว่าตนคือใครแถมยังรู้ว่าจางจิ่งหลินมองเริ่นเสี่ยวซู่อย่างไรอีก ดังนั้นตระกูลหวัง
จะฉวยโอกาสจากความสัมพันธ์นี้หรือเปล่าก็ยากจะรับรอง
แต่อารามอันจิงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร สำ หรับพวกเขา ตนเป็นผู้
นิรนาม เป็นดั่งปราการป้องกันชั้นหนึ่ง
ขณะที่เริ่นเสี่ยวซู่ครุ่นคิดอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าก็เปล่ง
แสงขึ้นมา เป็นอีกฝ่ายส่งข้อความมาว่า [ผู้ถือครองมือถือเครื่องนี้ยัง
ไม่ถึงระดับ C ไม่สามารถรับภารกิจได้]
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งไป กลายเป็นคิดหนัก แต่กลับเป็นหมันเสีย
อย่างนั้นไป เขารับภารกิจไม่ได้ด้วยซ้ำ
เขาก้มมองมือถือด้วยความไม่อยากเชื่อ เจ้าของมือถือก่อน
หน้าเป็นหมูเหรอ มือถือกระจัดกระจายมาตั้งหลายปีแล้ว ทำไม
ถึงยังอยู่ระดับ D อยู่ล่ะ
แถมอารามอันจิงก็ประหลาดฉิบ ร
ู้ทั้งรู้ว่าฉันอยู่ระดับ D แล้
วจะส่งภารกิจระดับ C มาทำพระแสงอะไร
แต่เขายังไม่ได้ทันหัวเย็น อีกฝ่ายก็ส่งมาอีกข้อความ [โปรด
อย่างส่งภาพแป้งแช่น้ำแกงแพะมาอีก]เริ่นเสี่ยวซู่ “…”
เอาเหอะ เขารอต่อแบบใจเย็นๆ ก็ได้!
เริ่นเสี่ยวซู่ยังคงไปโรงเหล้าทุกวัน ถ้านักเล่านิทานอยู่ก็
ฟังเรื่องเล่าไป ถ้านักเล่านิทานไม่อยู่ ก็ไปนั่งอ่านหนังสือเฉยๆ
โรงเหล้าน้อยแห่งนี้เริ่มให้ความรู้สึกถึงความเป็นห้องสมุดเพราะ
พฤติกรรมประหลาดของเริ่นเสี่ยวซู่
ส่วนหนังสือนั่นมาจากไหน…อืม เขาไปห้องสมุดป้อมปราการ
88 มา เข้าขุมสมบัติแล้ว จะออกมาตัวเปล่าก็ใช่เรื่อง!
ป้อมปราการ 88 ถูกทำลายไปแล้ว เริ่นเสี่ยวซู่รู้สึกว่าตนได้ช่วย
ทรัพย์อันมีค่าอย่างความรู้ของมนุษยชาติไว้!
เห็นว่าเคยมีคนในที่ราบตอนกลางที่รวยชั่วค่ำคืนเพราะเจอ
ผลงานวิจัยจากในแล็บทดลองไม่ใช่เหรอ หมายความว่ามนุษย์เห็น
ค่าความรู้จริงๆ
งานวิจัยที่พบในแล็บส่วนใหญ่ไม่สำ เร็จ แต่วิจัยที่เจอล้วนเป็น
วิทยาการที่สมบูรณ์เรียบร้อย ถ้าสมาคมใดเจอเข้าก็จะเปิดใช้งานเทคโนโลยีใหม่ได้ทันที แต่ต่อให้งานวิจัยจะขายแลกเงินได้ หนังสือ
ในมือของเริ่นเสี่ยวซู่ก็ไม่น่าขายได้ราคาสูงนัก
หลังจากเริ่นเสี่ยวซู่ไปเจอนักเล่านิทานครั้งนั้น ทุกครั้งที่เจอกัน
อีกในโรงเหล้า ก็เหมือนกับว่าไม่เคยพบเจอกันอย่างไรอย่างนั้น
ทั้ง
สองฝ่ายต่างพร้อมใจกันเงียบไว้
วันเวลาผ่านไป จำ นวนชาวป้อมปราการที่หลบหนีมาจากทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือลดลงไป คนที่ควรหนีก็หนีมาหมดแล้ว คนที่หนี
ไม่ทันก็คงถูกป้อมปราการ 178 จัดการไปแล้ว
มีผู้ลี้ภัยบางรายรวมตัวกันไปอยู่หน้าประตูป้อมปราการ 61 ทุก
วี่วัน บอกว่าตนอยากเรียกร้องทางการเมืองต่อสมาคมตระกูลหวัง
พวกเขาบอกว่าตนเคยมีตำแหน่งสูง สมาคมตระกูลหวังไม่ควรทำ
กับพวกตนแบบนี้
ไม่ใช่ว่าพวกผู้ลี้ภัยพวกนี้โง่งม แต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ผู้ลี้ภัยพวกนี้หนีมาพร้อมกับครอบครัว ทั้งบ้านต่างหิวโหย
อะไรขายได้ก็ขายไปหมดแล้ว หิวก็หิว แรงงานก็ไม่อาจทำ นี่จึงเป็น
ทางเลือกเดียวตอนแรกคนของสมาคมตระกูลหวังไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับ
พวกเขา อย่างไรกว่าเก้าส่วนก็เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ทางการของ
สมาคมตระกูลจงที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เองยังไม่เป็นด้วยซ้ำ
บางคนเดิมทีก็เป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ แต่หลังจากอยู่ใน
ตำแหน่งสูงมานาน จึงลืมความรู้ไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงไร้ค่าสำ หรับ
ตระกูลหวัง
หลังจากนั้น ผู้ดูแลเมืองคงรู้สึกว่าปล่อยไปให้บังประตูอยู่ต่อ
แบบนี้คงสร้างปัญหาแน่ เลยจัดส่งคนไปทุบตีเสีย
จากนั้นผู้ลี้ภัยจึงทำตัวสงบเสงี่ยมขึ้นมา
บ้างก็ขยับไปใช้แรงงาน บ้างก็คิดเอาตัวรอดอย่างไม่เที่ยงตรง
เช่นนั้นเหล่าผู้อพยพในเมืองน้อยจึงมีความสุขมาก เห็นอดีต
ชาวป้อมปราการมีสภาพย่ำแย่กว่าตัวเองแบบนี้ ใจก็ฟูขึ้นมาสิ
ถึงกับมีผู้อพยพบางคนไปเล่นสนุกกับครอบครัวของอดีต
เจ้าหน้าที่ทางการพวกนั้น ถึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรง แต่ก็เป็นภาพอัน
ไม่น่าชมนักตกเย็นเริ่นเสี่ยวซู่กลับบ้านหลังกินอาหารเย็นที่โรงเหล้าเสร็จ
ระหว่างที่อ่านหนังสืออยู่นั้น ก็มีคนเข้ามาเคาะประตู
เริ่นเสี่ยวซู่เดินออกไป ยามเปิดประตูออก ก็เรียกดาบทมิฬ
มาแอบข้างหลังด้วย นาโนแมชชีนในร่างเคลื่อนไหว เตรียมพร้อม
ก่อสร้างเป็นเกราะในทุกชั่วขณะ
แต่พอเปิดประตูออก เห็นหญิงวัยกลางคนหน้าตางดงามยืน
อยู่ หญิงผู้นี้ตั้งใจล้างหน้าให้สะอาดสะอ้าน โปะเครื่องสำ อางที่พก
มาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงกับเปลี่ยนมาใส่ชุดกี่เพ้าสวยสด
เริ่นเสี่ยวซู่ถามเสียงนิ่ง “มีอะไร”
เธอพูดเสียงนุ่ม “ขอเข้าไปคุยข้างในได้ไหม”
“ไม่ได้” เริ่นเสี่ยวซู่ปฏิเสธ
หญิงวัยกลางคนไม่นึกเลยว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะรับมือยากแบบนี้
เธอจึงวิตกขึ้นมาหน่อย “พวกเราต่างเป็นผู้ลี้ภัยจากทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือ ฉันเองก็มาจากป้อมปราการ 146 เหมือนกัน
ต่างเป็นชาวป้อมปราการสมาคมตระกูลจง ขอฉันแลกอาหารได้ไหม
”ช่วงที่ผ่านมา ในหมู่ผู้ลี้ภัย เริ่นเสี่ยวซู่อยู่สบายสุดแล้ว แน่นอน
ว่าในสายตาของผู้อพยพ เริ่นเสี่ยวซู่ก็เป็นผู้อพยพเหมือนกับตนเอง
แถมเขาเป็นคนพูดแบบนั้นเองด้วย
ดังนั้นพอผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ เห็นว่าเริ่นเสี่ยวซู่มีชีวิตที่ดี ก็เกิด
ความคิดหนึ่งขึ้นมา
เริ่นเสี่ยวซู่เลิกคิ้ว “แลกกับอะไร”
“ตัวฉันเอง” หญิงวัยกลางคนพูดลอดไรฟัน เธอตั้งใจตั้งท่าเผย
ให้เริ่นเสี่ยวซู่เห็นขาเธอผ่านช่องกี่เพ้า หญิงผู้นี้รักษาหุ่นได้ดีนัก
เริ่นเสี่ยวซู่พูดเสียงนิ่ง “ฉันว่าเธอรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด
ดีกว่า ใส่ชุดแบบนี้มืดแล้วมันอันตรายไม่น้อยนะ” จากนั้นก็ปิดประตู
ดังปัง
เสียงชายผู้หนึ่งดังมาจากข้างหลัง เขาพูดเสียงเบา “เกิดอะไร
ขึ้น เขาไม่สนใจเหรอ”
หญิงวันกลางคนรู้สึกอับอายนักสะอื้นไห้ออกมา “สามีที่ไหน
บังคับให้ภรรยาออกมาขายเรือนร่างกัน”ฝ่ายชายพูดอย่างมีโทสะ “งั้นจะมีแกเป็นเมียทำไม หรือจะให้
พวกเราหิวตายกันหมด”