The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 485 ไม่หนีแล้ว!
สองเดือนมานี้ ตั้งแต่เขาหนีจากป้อมปราการ 146 เริ่นเสี่ยวซู่ก็
ยังไม่ถูกคนไล่ล่าเลย แต่ยิ่งเขาคิด เขายิ่งรู้สึกประหลาดใจ เขาแค่
มาชมดูความคึกคักเฉยๆ ไฉนๆ บริษัทหัวจ่งมาไล่ล่าเขาเฉยเลยล่ะ
ถึงเขาจะเพิ่งฆ่าบริษัทหัวจ่งไปคน แต่ว่าพวกเขาเป็นคนโจมตี
มาก่อนนะ
ฉันแค่ถือสไนเปอร์บนหลังคาตึก มองผ่านกล้องสโคปภาพมัน
ชัดกว่าเฉยๆ ฉันไม่ได้จะยิงใครเลยนะ! จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เหอะ แต่
ฉันแค่มาดูเฉยๆ จริงๆ! ฉันแค่อยากดู แต่พวกนายโจมตีฉันก่อน งั้นก็
อย่าว่าที่ฉันโจมตีกลับแล้วกัน!
ตลอดทั่วทั้งป้อมปราการ 63 น่าจะมีคนของกองกำลังชั้นยอด
แห่งบริษัทหัวจ่งแค่สิบนาย แต่ไปๆ มาๆ บริษัทหัวจ่งแยกตัวครึ่งหนึ่ง
เพื่อมาโจมตีเขา
ทั้ง
ๆ ที่ฝ่ายโจมตีบริษัทหัวจ่งคืออารามอันจิง…เขาจะไปเรียกร้องความยุติธรรมกับใครล่ะทีนี้
เริ่นเสี่ยวซู่ตั้งใจพิจารณาดู เขาปราบพวกบริษัทหัวจ่งสามคนนี้
ได้ไหม คำตอบคือได้!
คิดแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ก็นึกได้ว่าตัวเองจะหนีทำบ้าอะไร
เริ่นเสี่ยวซู่หยุดอยู่บนหลังคาอาคารแห่งหนึ่ง สมาชิกทั้ง
สมาคนของบริษัทหัวจ่งที่ไล่ล่าเป็นขบวนสามเหลี่ยมเห็นเริ่นเสี่ยวซู่
ชะงักฝีเท้าก็เลิกคิ้ว
ถึงพวกเขาไม่ทันเห็นเริ่นเสี่ยวซู่ฆ่าเพื่อนตัวเอง แต่ก็รู้ว่าหาก
คนผู้นี้สามารถฆ่าสนธยาสองคนได้ในรวดเดียว ย่อมต้องเป็นผู้
มีพลังพิเศษที่ทรงพลังมาก
สนธยาทั้งสามหยุดฝีเท้าลงเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายประชันหน้าอยู่
เหนือสองอาคาร ระยะห่างกันกว่ายี่สิบเมตร
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เริ่นเสี่ยวซู่ลุกโชน สภาวะ
น่าเกรงขามทำให้ใจคนหวาดผวา ในพริบตานี้ สนธยาทั้งสามก็เกิด
ความหวั่นเกรงอยู่บ้างจนไม่กล้าไล่ตามเขาต่อแล้วพอมีเวลามาคิดดูแล้ว ทั้งสามไล่ล่าศัตรูเพราะเห็นว่าศัตรู
วิ่งหนี ทว่าตอนนี้ตามทันแล้ว พวกเขาถึงเพิ่งทันนึกว่าตัวเองอาจ
ปราบคนผู้นี้ไม่ไหวก็ได้
เสียงไซเรนแสบแก้วหูดังมาแต่ไกล กองกำลังรักษา
ความปลอดภัยของป้อมปราการ 63 ที่รุดมาดั่งคลื่นน้ำเข้ากระชับ
พื้นที่ คิดจับทั้งคนของอารามอันจิงและคนของบริษัทหัวจ่งที่อยู่ใน
ป้อมปราการ
สนธยาทั้งสามสบตากันเตรียมจะเคลื่อนไหว ไม่ว่าศัตรู
จะทรงพลังแค่ไหน แต่อย่างไรก็เป็นตัวคนเดียว พวกเขาถูกตัดแต่ง
พันธุกรรมเป็นทหารยอดมนุษย์ ถ้าร่วมมือโจมตี จะปราบศัตรู
คนเดียวไม่ได้เชียวหรือ
“รอต่อไม่ได้แล้ว หากวันนี้กลับไปโดยไม่ฆ่าเขา พวกเราจะถูก
มองเป็นของที่ผิดพลาด”
“ฆ่า!”
ทว่าพวกเขายังไม่ทันตัดสินใจเด็ดขาด ก็เห็นเริ่นเสี่ยว
ซู่ถอยหลังไปสองสามก้าว สนธยาทั้งสามพลันฉุกคิด “เขาคิดหนีอีกรอบงั้นเหรอ”
แต่พวกเขาไม่คิดหรอกว่าเริ่นเสี่ยวซู่จะกระโจนเข้ามาหา
พวกเขาจากอาคารอีกฝั่ง
ที่ก้าวถอยไม่ใช่คิดหนีแต่คือสะสมพลัง!
“ยิง!”
ทั้ง
สามหันปืนเก็บเสียงยิงใส่เริ่นเสี่ยวซู่ ด้วยร่างกายของ
พวกเขา ย่อมเล็งยิงตามความเร็วของเริ่นเสี่ยวซู่ทัน
แต่พวกเขายังไม่ทันได้ลั่นไก ก็มีเกราะชุดหนึ่งคลุมร่างเริ่น
เสี่ยวซู่แล้ว
คนของบริษัทหัวจ่งทั้งสามมองร่างที่ทะยานมาค่อยๆ ขยาย
ใหญ่ขึ้น และมันก็กลายเป็นมนุษย์เกราะเหล็กคงกระพัน
ภาพพลิกผันนี้ทำพวกเขาตะลึงไป ยามกระสุนปืนพกยิงถูก
เกราะ ก็เห็นเพียงรอยสีขาวบนนั้น ไม่สร้างความเสียหายจริงๆ อะไร
เลย
“เดี๋ยวก่อน นี่มันเขานี่” คนของบริษัทหัวจ่งผู้หนึ่งคำราม “เขา
มาทำอะไรที่นี่!”หลังจากการศึกที่แดนตะวันตกเฉียงเหนือ องค์กรใดที่จับตาดู
อยู่ย่อมรู้จักเด็กหนุ่มที่สามารถเสกเกราะเหล็กคลุมร่าง ผู้สามารถ
ทำลายป้อมปราการหนึ่งได้ด้วยตัวตนเดียว
องค์กรที่มีความต้องการยาวไกลที่ไหนก็ต้องคอยมองอย่าง
ไม่ละสายตาอยู่แล้ว ถึงตะวันตกเฉียงเหนือเป็นดินแดนไกลปืนเที่ยง
แต่พวกเขาคงโง่งมนักถ้าไม่รู้เห็นทราบเรื่องเหตุการณ์สำ คัญเช่นนี้
ไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังซื้อข้อมูลข่าวสารมาจากองค์กร
ข่าวกรองลับต่างๆ ด้วย
แต่พวกเขาก็ต้องแปลกใจ สององค์กรข่าวกรองลับที่พวกเขา
คุ้นเคยอย่างมากในแดนตะวันตกเฉียงเหนือและเฉียงใต้กลับ
ไม่มีข้อมูลเฉพาะของเด็กหนุ่มผู้นี้เลย
หลังจากป้อมปราการ 178 เดินทัพเข้าสู่ป้อมปราการ 146
อันดับแรกที่พวกเขาทำไม่ใช่เข้ายึดทรัพยากรต่างๆ ในป้อมปราการ
แต่เป็นการค้นหาภาพนำจับเด็กหนุ่มเอามาทำลายทิ้ง
พอคนของบริษัทหัวจ่งรู้ว่าตนกำลังปะมือกับคนในตำนานผู้นั้น
อยู่ พวกเขาก็หน้าทะมึนทึบไปในบัดดล!สนธยาผู้หนึ่งตะโกนใส่วิทยุว่า “พวกเราเจอ…”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ ก็มีร่างเงาทมิฬโผลมาจากข้างหลัง ดาบ
ทมิฬทะลวงอกผู้พูด เลือดไหลท่วมปอดในชั่วพริบตา ยามอ้าปาก
จะกล่าวอะไร ก็กระอักเลือดออกมาแล้ว
สองคนที่เหลือหนีไปคนละทาง ความเร็วพอกับยอดผู้มีพลัง
พิเศษในหมู่ยอดผู้มีพลังพิเศษ หรืออาจจะไวกว่าด้วยซ้ำ
ในชั่วพริบตานี้ สมองสุดปราดเปรื่องของพวกเขาก็คิดทางหนีที่
ดีที่สุดได้
แต่พวกเขาก็ต้องตะลึงไป เพราะก้าวได้สองก้าว เริ่นเสี่ยว
ซู่ก็ตามมาทันแล้ว แม้พวกเขาจะไว แต่ศัตรูไวกว่า!
แม้เริ่นเสี่ยวซู่ยังไม่เปิดใช้งานทลายนคร สมรรถภาพร่างกายก็
แทบจะเหนือกว่าสนธยาทุกคนไปแล้ว
มีพลุดอกไม้ไฟยิงขึ้นฟ้ายามรัตติกาลอีกครา ความวุ่นวาย
กอปรจากเสียงไซเรน เสียงยิงปืน เสียงกรีดร้อง ผสมผสานกลิ่น
โลหิตควันไฟในป้อมปราการ 63เริ่นเสี่ยวซู่และร่างแยกเงาผุดวิ่งบังหน้าสนธยาที่ต่างแยกย้าย
หนีทั้งสอง รูปแบบลงมือเหมือนกันราวภาพสะท้อน!
เพราะเขาใช้เกราะแล้ว ย่อมไม่อาจปล่อยให้คนของบริษัทหัว
จ่งรอดไปได้
พอเห็นสองสนธยาแยกย้ายกันกระโดนไปตามหลังคา เริ่น
เสี่ยวซู่และร่างแยกเงาก็กระโดดไล่ตาม แรงถีบรุนแรงจนชั้นกันน้ำ
บนชั้นดาดฟ้ากระจุย
เริ่นเสี่ยวซู่แซงสนธยาคนหนึ่งกลางอากาศ เขาบดตัวออกดาบ
ศัตรูเขาก็ยากจะชักดาบมากัน แต่เริ่นเสี่ยวซู่เงื้อมมือกดแขนเขาไว้
ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน ก็ไม่อาจชักดาบที่เอวออกมาได้แม้แต่
นิดเดียว จากนั้นดาบทมิฬของเริ่นเสี่ยวซู่ก็ฉกวูบเข้าหัวใจอีกฝ่ายราว
สายฟ้าฟาด
ทำไมแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ นี่คือความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาใน
จิตใจของสนธยาที่ตายไป เริ่นเสี่ยวซู่ถีบร่างนั้นกลางอากาศ ส่งแรง
ให้ร่างทะยานไปอาคารฝั่งตรงข้าม เขามาถึงดาดฟ้าด้วยท่าคุกเข่า
ลงข้างหนึ่ง เพราะแรงเฉื่อยจึงไถลอยู่บนดาดฟ้าไปกว่าห้าหกเมตรส่วนร่างแยกเงาอีกฝั่งนั้นฆ่าคนอย่างรวบรัดยิ่งกว่า เริ่นเสี่ยว
ซู่เองก็ต้องยอมรับว่าร่างแยกเงานั้นทรงพลังกว่าตนจริง…
เริ่นเสี่ยวซู่ยืนหอบอยู่บนดาดฟ้าระหว่างเรียกร่างแยก
เงากลับมา หลังจากนั้นก็เร่งตัวหนีออกจากป้อมปราการไป คืนนี้เขา
เจออะไรเยอะมาก ไม่อยากเสี่ยงชีวิตอยู่ต่อแล้ว
ส่วนใครจะชนะในศึกระหว่างอารามอันจิงกับบริษัทหัวจ่งนั้น
มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาแล้ว