The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 487 มือสังหารลึกลับ
ควันไฟในป้อมปราการ 63 ซาลงแล้ว อย่างไรการสู้รบเล็กๆ นี้
ก็ไม่อาจสร้างความเสียหายอะไรกับป้อมปราการได้มาก อีกอย่าง
พลเรือนก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกันของทั้งสองฝั่ง ชาว
ป้อมปราการที่บาดเจ็บล้มตายแทบไม่มี
แต่สำ หรับสมาคมตระกูลหวังที่เป็นผู้ควบคุมป้อมปราการ 63
ที่แท้จริง ถือว่าเรื่องนี้บริษัทหัวจ่งกับอารามอันจิงคิดท้าทายอำนาจ
พวกเขา
ถ้าคนอย่างชายชรานักปั้นน้ำตาลและเซียงเฉาผู้ควบคุมเหล็ก
ได้เข้าป้อมปราการภายใต้อำนาจของสมาคมตระกูลหวังอีกครั้ง
และถูกกล้องวงจรปิดจับภาพได้ล่ะก็ จะมีการค้นเมืองตามหา
พวกเขาทันที
ที่ค่าจ้างมือสังหารในป้อมปราการสมาคมตระกูลหวังสูงลิบลิ่ว
ก็เพราะว่ามือสังหารส่วนใหญ่ลงมือในป้อมปราการสมาคมตระกูลหวังได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ใช่ว่าทุกคนจะ ‘เดินเหินอากาศตามกำแพงบ้านเรือน’ ได้แบบ
เริ่นเสี่ยวซู่
ตอนนี้ในห้องควบคุมใหญ่ของป้อมปราการ 62 เจ้าหน้าที่
หลายร้อยนายกำลังนั่งทำงานหัวหมุน ห้องควบคุมนี้มีหน้าจอภาพ
วงจรปิดหลายร้อยจอ การตกแต่งภายในเปี่ยมด้วยความก้าวหน้า
ของวิทยาการ
หวังเซิ่งอิงเข็นรถให้หวังเซิ่งจือ เขามองเจ้าหน้าที่แล้วยิ้มกล่าว
“เอารายงานจากปัญญาประดิษฐ์เมื่อคืนให้ฉันดูหน่อย ฉันอยากรู้ว่า
มันบอกว่าอะไร”
“ตอนมือสังหารของอารามอันจิงที่ชื่อเซียงเฉาเข้าป้อมปราการ
ตัวปัญญาประดิษฐ์ก็เตือนแจ้งว่าคนผู้นี้เข้าป้อมปราการมาแล้ว เขา
ลอบเข้าป้อมปราการมาพร้อมกับรถบรรทุกขนหมูแช่แข็งครับ”
เจ้าหน้าที่ว่า “พวกเราระบุตำแหน่งรถบรรทุกได้แล้ว แต่หาตัว
เจ้าของไม่เจอ รถบรรทุกมีช่องว่างทำมาเป็นพิเศษ เซียงเฉาคง
ซ่อนตัวอยู่ในนั้นตอนเข้ามา” จากนั้นเขาก็ยื่นเอกสารให้หวังเซิ่งจือรายงานวิเคราะห์เป็นลายลักษณ์อักษรเต็มรูปแบบ นอกจาก
ชายชรานักปั้นน้ำตาลแล้ว ยังมีคนอื่นๆ ที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้
ล้วนแจ้งเตือนการบุกรุกก่อนแล้วทั้งสิ้น
หวังเซิ่งจือคำนวณไว้ได้นานแล้วว่าเดี๋ยวต้องมีการรบเล็กนี้
แน่นอน แต่ตัวเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหวังเซิ่งจือถึงปล่อยให้
เกิดขึ้นได้
บางทีหวังเซิ่งจือคงมีแผนให้อารามอันจิงและบริษัทหัว
จ่งร้าวฉานกันมากขึ้น
หวังเซิ่งจือเปิดอ่านรายงาน จนมาเอะใจกับรายงานวิเคราะห์
สุดท้าย เขาเห็นเก้ารูป แต่ละรูปเป็นภาพเงาคนเบลอๆ กระโดดข้าม
เหนืออาคารบ้านเรือน
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างเขาพูด “ส่วนใหญ่คนผู้นี้อยู่แต่เหนืออาคาร
แถมระมัดระวังตัวแจ หลบกล้องตามเหนืออาคารได้หมด หลังจาก
ปัญญาประดิษฐ์เราสังเกตเห็นเขา รูปพวกนี้ถ่ายจากกล้องตึกสูง
ที่อยู่ห่างจากจุดที่เขาอยู่มาก”หวังเซิ่งจือพยักหน้า ก้มอ่านรายงานสรุปผล “ผู้ต้องสงสัย
สูงหนึ่งร้อยแปดสิบสี่เซนติเมตร ไม่ทราบพลังพิเศษ คนของบริษัทหัว
จ่งที่ตายไปหกคนน่าจะถูกคนผู้นี้สังหาร เป็นก่อนอรุณหนึ่งคนและ
สนธยาห้าคน ผู้ต้องสงสัยผู้นี้อันตรายมาก แนะนำให้ไล่ล่าแบบทุ่ม
สุดตัว”
“เจอร่องรอยที่อยู่คนผู้นี้หรือเปล่า” หวังเซิ่งจือเงยหน้าถาม
“ไม่พบครับ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้า “ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ว่า
เขาน่าจะหนีออกจากป้อมปราการไปแล้ว”
“เขาเป็นคนของอารามอันจิงหรือเปล่า” หวังเซิ่งจือถาม
“ไม่ใช่ครับ รบกวนเปิดไปรายงานหน้าสุดท้าย ปัญญาประดิษฐ์
วิเคราะห์ที่มาของผู้ก่อเหตุทุกคนแล้ว เขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีการ
เชื่อมโยงไปยังองค์กรใดเลย” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้า
หวังเซิ่งอินที่ยืนอยู่ข้างหลังหวังเซิ่งจือมองภาพเลือนรางนี้
อย่างสนอกสนใจ เธอว่า “ทำไมคนผู้นี้ดูคุ้นๆ จัง อย่างกับเคยเห็น
ที่ไหนมาก่อนแน่ะ”ทุกคนหันขวับมองหวังเซิ่งอิน ก่อนจะเห็นเธอส่ายหัวและ
หัวเราะเอ่ย “ภาพเลือนจะตาย ฉันคงเข้าใจผิดแหละ”
หวังเซิ่งจือส่ายหัวยิ้มกล่าว “ในเมื่อคนผู้นี้ถูกปัญญาประดิษฐ์
จัดเป็นพวกอันตรายมาก งั้นเจอเขาครั้งหน้าก็ระวังให้มาก”
…
พอเริ่นเสี่ยวซู่กลับป้อมปราการ 61 มาแล้ว เขาก็ไม่ได้
กลับบ้านทันที แต่ว่ามุ่งไปยังโรงเหล้าก่อน
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ยังไปไม่ถึงโรงเหล้า มองจากไกลๆ ก็เห็นตัว
เด็กสาวเสี่ยวลู่นั่งข้างหน้าต่าง เธอก้มหน้าก้มตาพับอะไรอยู่ พอ
ได้ยินเสียงฝีเท้า ก็เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเห็นว่าเป็นเริ่นเสี่ยวซู่
เริ่นเสี่ยวซู่กำลังอ้าปากทักเธอ แต่ก็ได้ยินเสี่ยวลู่ร้องกรี๊ดรีบ
กวาดของบนโต๊ะลงอ้อมแขน จากนั้นก็วิ่งไปหลังโรงเหล้าทันที
เริ่นเสี่ยวซู่ได้แต่โบกมือทักทายกับอากาศว่างเปล่า
เขาเดินเข้าไปในโรงเหล้า และเห็นว่านักเล่านิทานกำลังเล่า
เรื่องราวให้กับลูกค้าอยู่ “ทุกคนที่อยู่ที่นี่อาจจะไม่รู้ว่าป้อมปราการ
63 เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ว่ากันบริษัทหัวจ่งกับอารามอันจิงเป็นไม้เบื่อไม้เบากันมานาน ทั้งสองวางกับดักใส่กันในป้อมปราการ 63 บริษัท
หัวจ่งอยากจับผู้มีพลังพิเศษของอารามอันจิง ส่วนอารามอันจิงก็
อยากล้างบางคนของบริษัทหัวจ่ง ชายชราขยับเหนือจานอลูมิเนียม
น้ำตาลปั้นแปรร่างเป็นมังกรอำพันทะยานฟ้า…”
เริ่นเสี่ยวซู่ได้ยินแล้วก็นิ่งงันไป เรื่องที่ป้อมปราการ 63 เพิ่งเกิด
ไปเมื่อสองวันก่อนเอง แล้วนักเล่านิทานทราบเรื่องได้ยังไง
แต่ว่าเขาไม่สนใจหรอก อย่างไรเขาก็รู้อยู่แล้วว่านักเล่านิทาน
ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่แปลกใจที่จะมีแหล่งข่าวเป็นของตัวเอง
เขาเองก็อยากรู้อยู่พอดีว่าโลกภายนอกมองภาพการโจมตีของ
เขาอย่างไร
นักเล่านิทานพูดต่อ “แต่ว่าบริษัทหัวจ่งกับอารามอันจิง
ไม่ใช่ตัวเอกในการสู้รบนี้ แต่เป็นคนอื่นต่างหาก! การรบนี้บริษัทหัว
จ่งส่งคนมาถึงสิบห้านาย แต่ผู้มาเยือนลึกลับกลับลงมือสังหาร
พวกเขาไปหกนายด้วยตัวคนเดียว…”
เริ่นเสี่ยวซู่ฟังเขาเล่าไปและพบว่ามีตนเองอยู่ครึ่งเรื่องตอนนี้เอง เสี่ยวลู่ก็กลับมาจากหลังโรงเหล้าแล้ว เธอเข้ามานั่ง
ตรงข้ามเริ่นเสี่ยวซู่แล้วถาม “เมื่อกี้เห็นหรือเปล่าว่าฉันทำอะไรอยู่”
“ไม่เห็นนะ” หลังสั่งแป้งแช่น้ำแกงแพะถ้วยหนึ่งจากพนักงาน
แล้ว เริ่นเสี่ยวซู่ก็ยิ้มกล่าว “แล้วเมื่อกี้เธอทำอะไรอยู่ล่ะ”
“ไม่มีอะไร” เสี่ยวลู่เปลี่ยนเรื่อง “กินเสร็จแล้วน่าจะรีบกลับไปดู
บ้านหน่อยนะ ก่อนหน้านี้ชาวเมืองน้อยพูดกันว่าลานบ้านถูกผีสิง
แหละ คนได้ยินเสียงกรีดร้องตอนกลางคืนตลอด แต่ว่ากลัวถูกผี
จัดการเลยไม่มีใครกล้าไปดู”
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งงัน ทำไมมีเรื่องสยองขวัญแบบนี้ด้วยล่ะ แต่หลัง
จะชะงักไปวูบหนึ่ง ก็นึกออกคร่าวๆ ว่าเป็นอะไร
เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “ช่วงนี้ในเมืองน้อยเกิดเรื่องแปลกๆ หรือเปล่า”
เสี่ยวลู่ชำ เลืองมองนักเล่านิทานก่อนจะกระซิบว่า “อย่าบอกปู่
นะว่าฉันบอกนายน่ะ แต่ว่าช่วงนี้นายระวังตัวหน่อยดีกว่า
ดูเหมือนว่ามีคนกำลังตามหานายอยู่ แต่ปู่ฉันช่วยปิดไว้ให้”
เริ่นเสี่ยวซู่ฉีกยิ้ม “ขอบคุณนะ”“ปู่ห้ามไม่ให้ฉันบอกนาย งั้นนายต้องห้ามบอกเขาเรื่องนี้นะ”
เสี่ยวลู่เอ่ยเตือนเขาเสียงเบาอย่างมีความสุข
นักเล่านิทานที่อยู่ไม่ไกลพูดไปครึ่งเรื่องก็ชะงักไปวูบหนึ่ง เขา
แทบลืมไปแล้วว่าอีกครึ่งจะเล่าอะไร
งามหน้าจริง!