The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 489 พบคนคุ้นหน้า โจวอิ๋งเสวีย!
เริ่นเสี่ยวซู่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับคำพูดของนัก
เล่านิทาน เขาไปคิดเต๊าะหลานสาวชายชราตอนไหน ไม่ใช่เรื่องจริง
เลยนะ!
แต่ตอนนี้เอง ทั้งสองก็สังเกตเห็นว่าผ่านมาตั้งนานแล้วแต่การ
รู้รบในป้อมปราการยังดุเดือดอยู่เลย แถมยังจะดุเดือดมากขึ้นด้วย!
เริ่นเสี่ยวซู่เข้าใจอยู่ว่าการสู้รบในป้อมปราการ 63 รอบที่แล้ว
จบไวเพราะมีเขาเข้าไปเอี่ยว อย่างไรสนธยาก็ไม่ได้อ่อนแอ ถ้าเอาผู้
มีพลังพิเศษธรรมดาไปรับมือ ก็คงต้องตายภายใต้เงื้อมมือพวกเขา
แน่นอน
กองกำลังของบริษัทหัวจ่งมีข้อได้เปรียบที่จำ นวน คงเป็นเพราะ
พวกเขาสร้างทหารยอดมนุษย์จำ นวนมากได้
เริ่นเสี่ยวซู่พลันถอนหายใจออกมา “จองเวรจองกรรมไม่จบสิ้น
”แต่นักเล่านิทานที่เงี่ยหูฟังเสียงต่อสู้ตอบเสียงเคร่งว่า
“ไม่ใช่การจองเวรจองกรรม แต่เป็นการขัดแย้งทางอุดมการณ์ของ
ทั้ง
สององค์กรต่างหาก นายต้องเข้าใจด้วยว่า ถ้าไม่มีอุดมการณ์
พวกนั้น ก็คงไม่เกิดเป็นพวกเขาขึ้นมา”
เริ่นเสี่ยวซู่นิ่งไป นี่ก็คงเป็นเหมือนเหตุความขัดแย้งระหว่างผู้
ก่อจลาจลกับชิ่งเจิ่น ชิ่งเจิ่นมองว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นของขวัญ
ธรรมชาติประทาน และมนุษย์ควรนำของขวัญนั้นมาใช้ แต่ว่าผู้ก่อ
จลาจลมองว่ามนุษย์ไม่ควรมีอาวุธที่ทรงพลังขนาดทำลายตัว
มนุษยชาติเองได้ เพราะมนุษย์มีความโลภไร้ประมาณ ไม่เคย
เพียงพอในสิ่งที่ตัวเองมี ต่อให้ชิ่งเจิ่นยืนกรานว่าจะไม่ใช้ ใช่ว่า
ลูกหลานเขาจะไม่ใช้เสียหน่อย
ถ้าชายหยาบกระด้างแห้งป้อมปราการ 178 ไม่มีความเชื่อมั่น
จะปกป้องป้อมปราการตนเอง พวกเขาก็คงไม่มีพลังจิตพลัง
ใจหาญกล้าเช่นนั้น
แต่ของพวกนั้นยังไม่ใช่เรื่องที่เริ่นเสี่ยวซู่ต้องมาคิดพิจารณา
เขายังไม่มีความคิดจะตั้งองค์กรของตัวเอง ดังนั้นยังไม่จำ เป็นต้องสนใจ
การสู้รบเสียงดังโหวกเหวกขึ้นเรื่อยๆ ดังจนมีผู้อพยพไปยืน
ฟังอยู่ข้างกำแพงป้อมปราการ
ในป้อมปราการมีเสียงยิงปืนกระหน่ำ เปลวเพลิงบนท้องฟ้า
สาดแสงเจิดจ้าส่องหน้าผู้อพยพในชุดตะปุตะปะ
“ดูเหมือนว่าอารามอันจิงไม่ได้เปรียบอะไรนัก” นักเล่านิทาน
ถอนหายใจ
เริ่นเสี่ยวซู่ถาม “ปู่ ปู่อยู่ฝ่ายเดียวกับอารามอันจิงเหรอ”
นักเล่านิทานยิ้มพูด “คนธรรมดาไม่ค่อยมององค์กรอย่าง
บริษัทหัวจ่งดีหรอกนะ ไม่ว่าในอดีตพวกเขาจะดีขนาดไหน แต่
ปัจจุบันเขานอกรีตวิถีทางแห่งการพัฒนาพันธุกรรมไปแล้ว”
“บริษัทหัวจ่งเคยเป็นองค์กรที่ดี?” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม
“อืม ถึงในยุคก่อนภัยพิบัติพวกเขาจะสุดโต่งเหมือนกัน แต่ว่าก็
ยังขีดกำจัดอยู่” นักเล่านิทานว่า “แต่ในยุคไร้กฎเกณฑ์หลังภัยพิบัติ
ความทะเยอทะยานของพวกเขาก็พุ่งขึ้นสูง”
เริ่นเสี่ยวซู่พึมพำ “แต่ไม่เห็นดูเก่งเท่าไรเลย”นักเล่านิทานพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปแปปหนึ่ง ก่อนพูดอย่าง
ไม่สบอารมณ์ “องค์กรที่ควบคุมสิบป้อมปราการ แถมเคลื่อนไหว
ตลอดทั่วทั้งพันธมิตรแห่งป้อมปราการ แบบนี้ยังเรียกว่าไม่ทรงพลัง
อีกเหรอ คิดเหรอแค่ฆ่าคนพวกเขาไปไม่กี่คนแล้วจะถือว่าพวกเขา
อ่อนแอได้น่ะ ถ้านายต้องเจอกับหน่วยรบชั้นสูงนับร้อยคน นายยัง
จะรับมือไหวไหม องค์กรที่สามารถผลิตทหารยอดมนุษย์จำ นวนมาก
ได้ ไม่ควรตัดสินพละกำลังพวกเขาผ่านแค่ทหารคนใดคนหนึ่งหรอก
นะ ยังต้องคูณจำ นวนที่พวกเขามีเข้าไปอีก”
เริ่นเสี่ยวซู่เบ้ปาก “อ่าฮะ…”
สิ้นเสียงเขา เริ่นเสี่ยวซู่ก็ได้ยินเสียงพระราชวังกล่าว [ภารกิจ
รับผู้บาดเจ็บไว้สามวัน]
เริ่นเสี่ยวซู่ชะงักไป พระราชวังไม่ได้ให้ภารกิจเขามาสองเดือน
แล้ว ว่ากันตามตรง ตั้งแต่เขาเจอผู้มีพลังพิเศษที่ควบคุมเหล็กกับ
อัญเชิญมังกรน้ำตาลปั้นที่ป้อมปราการ 63 เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็
รู้สึกอยากได้พลังพวกเขาตาเป็นมันเลยถ้าได้พลังปั้นมังกรมาล่ะก็ เวลาเลี้ยงลูกต้องสนุกมาแน่ๆ! อะ
แฮ่ม เหมือนเขาจะมองไกลไปนิด
ทว่าถึงเขาอยากคัดลอกพลังพวกเขาแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคัมภีร์
คัดลอกทักษะระดับไร้ที่ติก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นภารกิจของ
พระราชวังจึงสำ คัญมาก
แต่ที่พระราชวังมอบภารกิจรับผู้บาดเจ็บมาแบบนี้ต้อง
มีเหตุผลอะไรแน่
เริ่นเสี่ยวซู่ลุกขึ้นเตรียมออกจากร้าน นักเล่านิทานถามไล่หลัง
“จะไปไหนน่ะ ไหนว่าไม่อยากเอาตัวเข้าไปในน้ำขุ่นไง”
เริ่นเสี่ยวซู่เบ้ปาก “จะกลับบ้านไปนอนหรอก!”
เขาไม่ได้อยากเอาตัวไปแส่หาเรื่องหรอกนะ แต่จากที่
พระราชวังว่า ดูแล้วเรื่องเข้ามาหาเขาแทนแล้ว!
ระหว่างทางกลับบ้าน เริ่นเสี่ยวซู่ก็เดินผ่านผู้อพยพมุงที่กำลัง
ชม ที่คอยส่องเข้าป้อมปราการ หมู่ผู้อพยพไม่มีเครื่องบันเทิง
ยามค่ำคืน พอเห็นในป้อมปราการมีการต่อสู้กัน ก็หวังว่าจะสู้กันให้
นานๆ หน่อยอย่างไรพวกคนใหญ่คนโตชอบดูถูกกับหาเรื่องชาวเมืองน้อย
ตลอด ถึงแม้จะมีการต่อสู้กัน แต่กองกำลังฝ่ายศัตรูไม่ทำอะไร
ผู้อพยพ อย่างไรพวกเขาก็ยังต้องการคนไปทำงานที่โรงงานอยู่!
พอเริ่นเสี่ยวซู่มาถึงประตูบ้านตัวเองแล้ว เขาก็สำ รวจดูประตู
ใหญ่ก่อน และเห็นว่าแม่กุญแจยังปกติสุขดี แต่เขาได้กลิ่นเหงื่อ
แซมเหล็กลอบผ่านช่องประตูมา…เป็นกลิ่นเลือด
เขาใช้ลูกกุญแจไขอย่างใจเย็น แต่พอเขาพลักประตูออก ก็มี
เงาร่างสภาพน่าสังเวชหนึ่งโถมโจมตีมาพร้อมมีดในมือ และเริ่น
เสี่ยวซู่ก็ต้องแปลกใจเพราะที่พื้นมีเถาวัลย์สองเส้นรัดข้อเท้าเขาไว้
แต่การโจมตีนี้ดูจะทำให้อาการบาดเจ็บของผู้โจมตีสาหัสขึ้น
เถาวัลย์ชะงักไปวูบ ก่อนจะเหี่ยวแห้งหายไป
เริ่นเสี่ยวซู่คว้าจับข้อมือผู้โจมตี และปัดมีดออกจากมือคนได้
อย่างง่ายดาย แต่ว่าเขาก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าข้อมือนี้ดูบอบบางนัก
…กลายเป็นว่ามันคือข้อมือของผู้หญิงคนหนึ่ง
แต่เริ่นเสี่ยวซู่ไม่ใช่คนอ่อนข้อให้กับสตรีเพศ เอามีดจ่อทาบคอ
ศัตรู จากนั้นก็ตั้งใจสำ รวจมองคนผู้นี้แต่เขาก็ต้องตะลึงกับภาพที่เห็น ผู้โจมตีคือคนรู้จักมักคุ้นของ
เขาเอง!
โจวอิ๋งเสวีย!
ทำไมสายลับสมาคมตระกูลหยางที่พยายามมาล่อลวงเขาที่
ป้อมปราการ 88 และสุดท้ายต้องไปกระโดดเชือกกับเขาแทนถึงโผล่
มาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ แถมยังบาดเจ็บสาหัสอีก
ตอนที่ป้อมปราการ 88 ล่มสลาย เริ่นเสี่ยวซู่เองก็จับกุมโจวอิ๋ง
เสวียไว้ได้รอบหนึ่ง แต่ตอนนั้นเธอขอร้องให้เริ่นเสี่ยวซู่ปล่อยเธอไป
ช่วยแม่ด้วยความร้อนใจ เริ่นเสี่ยวซู่คิดแล้วก็ปล่อยเธอไป
ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอเธออีกครั้งที่นี่
เริ่นเสี่ยวซู่อุ้มโจวอิ๋งเสวียไปหลังบ้าน ก่อนจะเห็นว่าเครื่องยิง
มันฝรั่งยังเป็นปกติสุขดี ดูแล้วโจวอิ๋งเสวียรอดพ้นพวกมันมาได้จาก
พลังควบคุมพืชของเธอ
โจวอิ๋งเสวียถึงกับสามารถควบคุมเถาวัลย์สองเส้นจากพื้นมา
โจมตีเริ่นเสี่ยวซู่ด้วยซ้ำเริ่นเสี่ยวซู่พูดใส่เครื่องยิงมันฝรั่งอย่างไม่พอใจ “พวกแกไม่
โจมตีเธอแค่เพราะเธอควบคุมพืชได้น่ะนะ ทำไมไร้ประโยชน์แบบนี้”
เครื่องยิงมันฝรั่งทั้งห้าต้นคายมันฝรั่งออกมา ราวกับต้องการ
ให้มันฝรั่งเริ่นเสี่ยวซู่กินเป็นการขอโทษขอโพย…
เริ่นเสี่ยวซู่ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเลย อะไรเนี่ย
เขามองไปที่โจวอิ๋งเสวียที่เขาโยนไปอีกด้านแล้ว จากนั้นก็ฟัง
เสียงกระหน่ำยิงปืนในป้อมปราการ เวลายิงผ่าน ยิ่งยิงปืนดุเดือด
ทหารของสมาคมตระกูลหวังคงส่งกำลังออกมาแล้ว