The first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ - ตอนที่ 500 แก้แค้น
เริ่นเสี่ยวซู่หาจุดซุ่มยิงอย่างดี ก่อนหน้านี้เขาสำรวจภูมิประเทศรอบตลาดมืดเรียบร้อย พบว่าจุดซุ่มยิงชั้นดีมีแค่สามแห่ง ถ้ากลุ่มมือสังหารอยากไปทำภารกิจที่ป้อมปราการ 73 ในพื้นที่สมาคมตระกูลโจวล่ะก็ พวกเขาต้องผ่านจุดที่เริ่นเสี่ยวซู่กำลังซุ่มเล็งยิงอยู่
ตอนที่พวกจ้าวฮ่าวเฉิงขับออกจากตลาดมืด จู่ๆ ก็มีกระสุนสไนเปอร์ยิงทะลุผ่านหน้าต่างรถออฟโรดฆ่าจ้าวฮ่าวเฉิงที่อยู่เบาะหลัง
โจวอิ๋งเสวียที่อยู่ข้างเริ่นเสี่ยวซู่มองเรื่องนี้อย่างงุนงงอยู่บ้าง ทำไมเด็กหนุ่มข้างเธอเหมือนจะรู้ทุกอย่างเลยล่ะ แถมซุ่มยิงอย่างแม่นแน่ะ
เธอนึกภาพออกเลยว่าผู้มีพลังพิเศษที่ซุ่มยิงได้จะน่ากลัวเพียงไร
มือสไนเปอร์คนอื่นๆ ต้องคอยระวังไม่ให้มีผู้มีพลังวิเศษเข้าลอบโจมตีระยะประชิด แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าเธอไม่ต้องกลัวเรื่องนั้นเลย ถ้าผู้มีพลังพิเศษทั่วไปลอบโจมตีเขาล่ะก็ รู้ได้เลยว่าสู้เขาไม่ไหวหรอก
ดูตอนนี้สิ มือสังหารระดับ A ตายไปง่ายๆ เช่นนี้เลย เรื่องฆ่าคน เริ่นเสี่ยวซู่ไม่ลังเลแม้แต่นิด
เริ่นเสี่ยวซู่เก็บปืนสไนเปอร์แล้วลงเนินเขาไป โจวอิ๋งเสวียตามไปติดๆ พร้อมพึมพำว่า “ฆ่าเพื่อนร่วมกลุ่มพวกเขาไปงี้ พวกเขาจะยอมให้เข้าร่วมเหรอ”
“ยังไงจ้าวฮ่าวเฉิงก็ต้องตายอยู่ดี พวกเราแค่ทำให้มันเกิดขึ้นไวขึ้นเฉยๆ” เริ่นเสี่ยวซู่พูดช้าๆ ในความคิดของเขานั้น ถ้ามีคนคอยเอาแต่วางแผนจัดการตนเองลับหลัง หรือในอนาคตอาจจะสร้างปัญหาให้ตน เช่นนั้นก็ขอฆ่าคนผู้นั้นไปเลยดีกว่า
เริ่นเสี่ยวซู่บอกแล้วว่าตนเองไม่ใช่คนดี และก็ไม่อยากเป็นด้วย
แต่แล้วเขาก็เอ่ยขึ้น “กลุ่มนี้มันแปลกมาก รู้ทั้งรู้ว่าจ้าวฮ่าวเฉิงมีปัญหา ทำไมยังรับเขาเข้ากลุ่มมาอีก คนส่วนใหญ่ไม่มีทางรับเขาเข้ามาหรอก ถ้าเป็นฉันนะ ยอมผิดใจกับเขาดีกว่าต้องร่วมกลุ่มด้วย”
“ไม่รู้สิ” โจวอิ๋งเสวียกล่าวระหว่างตามเริ่มเสี่ยวซู่ไป
พออยู่ตีนเนินเขาแล้ว โจวอิ๋งเสวียกลับมาทำสีหน้าเย่อหยิ่ง เดินไปยังขบวนรถพร้อมผู้ช่วยเริ่นเสี่ยวซู่
ตอนนี้มือสังหารระดับ A อีกสี่คนที่เหลือโยนศพจ้าวฮ่าวเฉิงลงข้างทางแล้ว พร้อมกับหยิบผ้ามาเช็ดเลือดที่เปื้อนในรถ
ทว่าเริ่นเสี่ยวซู่กับโจวอิ๋งเสวียไม่คิดเลยว่าพอเจอหน้ากันแล้ว พวกเขาก็หัวเราะออกมาอย่างยินดี “ยินดีต้อนรับเข้าร่วมกลุ่ม”
โจวอิ๋งเสวียถาม “ไม่สนใจเลยเหรอว่าเพื่อนร่วมกลุ่มเพิ่งถูกฆ่าตายไปนะ”
เจ้าของห้อง 1209 ส่งยิ้มมาให้ “ขอแนะนำตัวเองก่อนนะ ฉันชื่ออู๋ถง เป็นเพื่อนสนิทของคนในกลุ่มคนที่ถูกจ้าวฮ่าวเฉิงทรยศ คราวนี้ฉันวางแผนอยากฆ่าเขา แต่ว่ามันยากไม่น้อยเลยเพราะเขาระวังตัวตลอด ฉันเองไม่นึกเหมือนกันว่าเธอจะซุ่มยิงเขาแบบนี้ พูดแล้วก็ยังต้องขอบคุณที่ล้างแค้นแทนเพื่อนฉัน”
เริ่นเสี่ยวซู่ฟังแล้วก็เข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายยังรับจ้าวฮ่าวเฉิงเข้าร่วมกลุ่มอีก อย่างไรพวกเขาก็เลือกคนในกลุ่มได้อย่างอิสระ ใช่ว่าอารามอันจิงจะบังคับให้จ้าวฮ่าวเฉิงต้องอยู่ในกลุ่มเสียหน่อย
จ้าวฮ่าวเฉิงก็คงไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนตามล่าล้างแค้น
ในโลกของคนแบบนั้น คงคิดว่าใครก็ไม่มีมิตรสหายหรอก เพราะตัวเขาเองไม่ได้ทางมีมิตรสหายอะไรได้
แต่พวกอู๋ถงคิดว่าโจวอิ๋งเสวียเป็นคนที่ซุ่มยิงมา อู๋ถงจึงกล่าวยกยอ “ไม่นึกเลยว่านอกจากคุณโจวอิ๋งเสวียจะเป็นผู้มีพลังพิเศษแล้ว ยังจะเป็นมือสไนเปอร์คนหนึ่งอีก ถึงว่าทำไมถึงสามารถฆ่าพวกสนธยาในป้อมปราการ 61 ได้หมด”
เริ่นเสี่ยวซู่รู้มาจากโจวอิ๋งเสวียว่าตอนเธอหนีนั้น ฝ่ายบริษัทหัวจ่งกำลังได้เปรียบอยู่ นอกจากเธอจะบาดเจ็บหนักแล้ว เพื่อนร่วมกลุ่มก็ถูกฆ่าไปแล้วบางส่วนด้วย
แต่ตอนนี้ทุกคนกลับบอกว่าพวกเขาทำดีมากที่ฆ่าคนของบริษัทหัวจ่งได้หมด
หลังโจวอิ๋งเสวียหนีออกจากป้อมปราการ 61 แล้ว มันต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่
คืนนั้นในป้อมปราการ 61 สู้รบกันนานมาก เริ่นเสี่ยวซู่คิดว่าสมาคมตระกูลหวังเป็นคนกวาดล้างบริษัทหัวจ่ง แต่กลับบอกว่าเป็นฝีมืออารามอันจิง
ที่จริงเรื่องนี้ก็เหมือนป้อมปราการ 63 ตอนที่เซียงเฉาทำภารกิจ พอเห็นว่าคนของหัวจ่งหนีไปทางทหารของสมาคมตระกูลหวัง เขาก็ถอยหนีทันที
เริ่นเสี่ยวซู่คิดอยู่ว่ามันแปลกๆ หรือว่าที่จริงภายนอกสมาคมตระกูลหวังทำเป็นจับคนของอารามอันจิง แต่ว่าที่จริงกำลังลอบจับมือกันนะ อย่างนี้อารามอันจิงก็เป็นเหมือนเงาของสมาคมตระกูลหวังสิ หรือว่าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอยู่นะ
ถ้าเริ่นเสี่ยวซู่รู้ว่าชิ่งเจิ่นคิดอย่างไรกับสมาคมตระกูลหวัง เขาคงมั่นใจในประเด็นนี้มากกว่าเดิม
แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าผลประโยชน์ร่วมระหว่างสมาคมตระกูลหวังกับอารามอันจิงคืออะไร
แม้แต่ชิ่งเจิ่นเองก็คงไม่เข้าใจ
อู๋ถงมองไปที่เริ่นเสี่ยวซู่ “คุณโจว คนผู้นี้คือ…”
“อ้อ เขาเป็นผู้ช่วยฉัน พลชี้เป้า” โจวอิ๋งเสวียพูดเสียงเย็น
เริ่นเสี่ยวซู่ชะงัก จากนั้นก็เสริมความน่าเชื่อถือด้วยการควักกล้องสโคปออกมาจากกระเป๋าสะพาย
กล้องส่องทางไกลตาเดียวนี้มีชื่อเฉพาะทางว่าสโคปส่องเป้า สามารถมองไกลได้ดียิ่งกว่ากล้องสโคปของปืนสไนเปอร์ แม้แต่ในสภาวะที่วิสัยทัศน์บกพร่อง สโคปส่องเป้านี้ก็ยังสามารถแสดงจุดยิงของกระสุนในระยะไกลได้อย่างแม่นยำ มือสไนเปอร์จะได้มีแนวทางในการคำนวณวิธีกระสุน
ในสถานการณ์ปกติ มือสไนเปอร์ที่จะไปปฏิบัติการบั่นเศียรจะพาพลชี้เป้าที่มีสโคปส่องเป้านี้ไปด้วย สโคปส่องเป้านี้เป็นหยางเสียวจิ่นให้เริ่นเสี่ยวซู่มา เธอเองก็คงไม่คิดเหมือนกันว่าเริ่นเสี่ยวซู่ได้กลายเป็นมือสไนเปอร์คนหนึ่งแล้ว
พอพวกอู๋ถงเห็นกล้องสโคปส่องเป้า ก็พาคิดว่าโจวอิ๋งเสวียนี่เป็นมืออาชีพแท้…
เพราะเขาเป็นพลชี้เป้า จึงไม่มีใครถามอะไร มีมือสไนเปอร์ในกลุ่มก็ดีถมเถแล้ว
แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าโจวอิ๋งเสวียเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ใช้เริ่นเสี่ยวซู่มาโอ้อวดแบบนี้ เธอต้องตอบแทนบุญคุณเขาอีก!
ทว่าเห็นสายตาอิจฉาคนอื่นแล้วทำเธอกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้
ช่วงกลางวัน เพราะเหตุการณ์จ้าวฮ่าวเฉิง ขบวนรถเลยเคลื่อนตัวไปได้แค่หนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตร อู๋ถงลองคำนวณระยะทาง และได้ว่าอีกสองวันก็น่าจะถึงรอบนอกของป้อมปราการ 73
พอถึงรอบนอกป้อมปราการ 73 แล้ว พวกเขามีแผนจะสละรถและเดินเท้าเข้าไป หลังจากนั้นต้องหาทางลอบเข้าป้อมปราการ แล้วไปรวมตัวกันที่ถนนหลงหยาง 191 ซึ่งเป็นที่หลบภัยของอู๋ถงในป้อมปราการ 73 นอกจากโจวอิ๋งเสวียแล้ว มือสังหารระดับ A ทั้งสี่คนต่างทำภารกิจในป้อมปราการสมาคมตระกูลโจวเป็นหลัก
อู๋ถงล้อโจวอิ๋งเสวีย “อย่าบอกนะว่าพวกเธอไม่มีวิธีลอบเข้าป้อมปราการน่ะ”
โจวอิ๋งเสวียพูดเสียงเรียบ “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง”
หลังจากตั้งเต็นท์พักกันตอนมืด โจวอิ๋วเสวียก็ตรงเข้าเต็นท์เริ่นเสี่ยวซู่ไป เธออธิบายไปพลางนวดขาเริ่นเสี่ยวซู่ไปด้วย “พวกเขาเข้าใจไปเองว่าฉันเป็นมือสไนเปอร์ ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ จะให้ฉันบอกพวกเขาว่าไม่ได้เป็นมือสไนเปอร์ก็ไม่ได้หรอกใช่ไหมล่ะ”