The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 18 แดนพราย
บทที่ 18
แดนพราย
แดนพราย
ดินแดนนี้ห่างไกลจากแดนมนุษย์มาก จึงไม่ต่างกับเรื่องเล่าปรัมปราที่หลายคนคิดว่าไม่มีอยู่จริง ทั้งที่แดนพรายแห่งนี้รวบรวมความบันเทิงชั้นเลิศ เหมาะแก่การผ่อนคลายจิตใจอย่างยิ่ง
ด้านดนตรี ชาวพรายบรรเลงได้ไพเราะเหนือผู้ใด
ด้านอาคารบ้านเรือน ชาวพรายปลูกสร้างด้วยรูปแบบแปลกตาน่าประทับใจ
ด้านอาหาร ชาวพรายปรุงแต่งรสชาติได้เลิศรสไม่ซ้ำใคร
แล้วยังไม่นับหน้าตาของเผ่าพันธุ์นี้ที่ส่วนใหญ่เป็นสตรีแสนงดงาม ดูเย้ายวน…ลึกลับ…และน่าค้นหาเป็นพิเศษ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแดนเชื่อมต่อคือหมอกควันลวงตาหรือไม่
เสน่ห์ชาวพรายจึงงดงามน่าลวงใจ
ณ มุมหนึ่งของแหล่งบันเทิงยามราตรี
เสียงเพลงดังกลบเสียงล้มกลิ้งของร่างหนึ่งที่ร้องโอดโอยกุมศีรษะอย่างเวียนหัว ทั้งที่คิดว่าชินแล้ว แต่เมื่อต้องเจอกับเวทข้ามมิติสุดพลิกตลบเป็นเวลานาน ข้าก็กลับมาวิงเวียนแทบอาเจียนอีกครั้งในสภาพหน้าซีดหมดแรง
‘ลุกได้แล้ว หากใครมาเห็นเจ้าทำตัวทุเรศตาขนาดนี้ข้าจะเอาหน้าไปมุดไว้ไหน’
ก็ในตราพันธะตรงต้นแขนขวาข้าไงล่ะ!!
ข้าคิดในใจขณะเกาะกำแพงเพื่อทรงตัว เพราะเมื่อออกจากสมาพันธ์ เจ้าเสือก็ไม่สามารถคงร่างมนุษย์ได้ดังเดิม ต้องอาศัยอยู่ในตราพันธสัญญาและส่งเสียงเอะอะในหัวข้า
“อยากอ้วกจัง”
‘เจ้าแพ้ท้องหรือไง’
หมดกัน คำพูดของมันทำเอาข้ากลืนอาเจียนแล้วตั้งใจสอดส่องรอบกาย พบว่าเบื้องหน้าข้าคือเวทีขนาดใหญ่ที่อัดแน่นเต็มไปด้วยผู้คน จึงไม่มีใครทันสังเกตว่ามีคนต่างเผ่าปรากฏตัวด้วยเวทพิสดาร แสงสีเสียงจัดเต็มในช่วงกลางคืนท่ามกลางดวงดาวสุกสกาว ข้ามองทิวทัศน์ที่แปลกไปอย่างสนใจพลางโคลงศีรษะเล็กน้อยตามเสียงเพลงที่ไม่คุ้นหูแต่ไพเราะชวนเคลิ้ม
‘เจ้ามาทำงานนะ ไม่ได้มาชมความบันเทิง’
นี่ก็ชอบขัดจังหวะอยู่เรื่อย
ข้าทำปากยู่ก่อนจะหยิบบัตรประจำตัวมาดูรายละเอียดด้านหลัง พบว่าวันเวลาต่างจากเดิม และมีวงเล็บเพิ่มเติมว่าแดนพราย ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ข้าเพิ่งรับประทานอาหารเที่ยง แต่เพียงพริบตาก็กลายเป็นสองทุ่มครึ่งของอีกวันซะอย่างนั้น
คาดว่าเวทีตรงหน้าจะเป็นกิจกรรมสังสรรค์ประจำปี เพราะรอบตัวข้าเต็มไปด้วยชาวต่างเผ่าส่งเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนานครื้นเครง โชคดีนะที่พิกัดบนเอกสารเป็นมุมอับ ถ้าโผล่กลางเวทีละว้าวุ่นเลย
‘เหลือเวลาอีกสองชั่วโมงครึ่ง ข้าแนะนำให้เจ้ารีบทำงาน หลังจากนั้นค่อยเดินเที่ยว’
“ข้าเที่ยวเล่นได้ด้วยหรือ”
‘ถ้าภารกิจเสร็จก็ไม่มีใครว่าเจ้าหรอก’
ข้ายิ้มกว้างดีใจ ฮึกเหิมในการตามหาลูกค้ามากขึ้น เรียกเสียงหัวเราะรู้ทันของเจ้าเสือที่คงใช้เวทข้ามมิติไปหลายที่ ผิดกับข้าซึ่งอยู่ในแดนเทพมาตลอดจนเหมือนกบในกะลาที่ได้ออกมาดูโลกกว้างครั้งแรก
“มีคำแนะนำดีๆ สำหรับมือใหม่อย่างข้าไหม”
‘อย่าให้ความซวยของเจ้ากำเริบก็พอ’
โครม!!
ปากโฟรเซนโคตรศักดิ์สิทธิ์ พูดปุ๊บข้าที่เพิ่งยืนก็โดนชนจนหัวกระแทกกำแพงด้านข้าง ความมึนปรากฏวาบ พร้อมแรงกระชากที่พาร่างของข้าเข้ามุมอับกว่าเดิมนั่นคือซอยลัดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านนัก รู้ตัวอีกที เสียงเพลงก็ห่างไกลขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่าข้าโดนพาออกจากพิกัดเดิมขึ้นทุกที
เจ็บจัง
‘เจ็บตรงไหน’
“ตรงขมับซ้าย…” ข้างึมงำพูดคนเดียวก่อนจะชะงักเมื่อถูกบางสิ่งจี้เข้าตรงช่องท้อง ไม่ต้องก้มไปมองก็รู้ว่าคือมีดอย่างแน่นอน คาดไม่ถึงว่าแดนพรายจะมีโจรปล้นทรัพย์ซะด้วย เด็กกำพร้าอย่างข้าดูมีอันจะกินขนาดนั้นเลยหรือ
“อยากได้อะไรก็เอาไป แต่อย่าแทงข้าเลยนะ”
ชีวิตของลูกครึ่งเทพเคยโดนรังแกมาไม่น้อย ข้าย่อมเลือกชีวิตมากกว่าทรัพย์สินตามประสาคนเอาตัวรอดเก่งด้วยการยกสองมือขึ้นสูงแบบยอมแล้วจ้า ผลคือโจรกรีดสายกระเป๋าของข้าแล้ววิ่งหนีไปทันที เฮ้อ…โชคดีจังที่คุยง่าย
‘เจ้าบื้อ!!’
“โอ๊ย เสียงดังทำไม หัวข้าจะแตกแล้ว”
‘เจ้ามันโง่ซะยิ่งกว่าโง่ ลืมแล้วหรือไงว่าภารกิจคืออะไร รีบตามมันไปสิ!!’
ฉิบหายแล้ว ภารกิจของข้าคือส่งของ และของก็คือกล่องดำในกระเป๋าสะพาย ข้ารีบเร่งฝีเท้าตามหลังอีกฝ่ายจนหมวกฮู้ดที่มักคลุมปิดเส้นผมสองสีบ่งบอกความเป็นลูกครึ่งเลื่อนไปด้านหลัง แต่ดูเหมือนว่าความซวยจะทำงานอีกครั้ง เพราะข้าสะดุดถังขยะที่กลิ้งผ่านมาพอดีจนล้มกลิ้ง
‘เจ้าบื้อเอ๊ย!’
โธ่เอ๊ย ข้าก็ไม่อยากตกอยู่ในสภาพอนาถขนาดนี้สักหน่อย แต่เมื่อกี้เร่งฝีเท้าเต็มแรง จะให้หยุดทันตอนถังขยะกลิ้งมาได้ยังไงกันเล่า เป็นเพราะเจ้าเสือต่างหากที่ไม่รู้จักช่วยเจ้านายตอนโดนปล้น ดูสิ…โจรวิ่งหายไปแล้ว ตามไม่ทันแล้ว
‘เพราะเจ้า’
“เพราะเจ้า”
‘เพราะเจ้า!’
“เพราะเจ้า!”
พวกเราทะเลาะกัน แม้มีเพียงตัวข้ายืนโหวกเหวกโวยวายอยู่ฝ่ายเดียวโดยมีถังขยะเป็นพยาน
“ข้าจะโดนไล่ออกไหม”
‘ไม่เกินสองชั่วโมงนี้แน่นอน’
ข้ากุมขมับกับคำตอบที่ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักนิดของเจ้าเสือ อยากเถียงอีกหรอกนะแต่ตอนนี้หดหู่จนพูดไม่ออก ข้าเดินเตร็ดเตร่พยายามหาทางตามหาโจรผู้นั้นอย่างไร้จุดหมาย จงใจไปตามแหล่งบันเทิงต่างๆ ที่น่าจะมีเหยื่อน่าสนใจให้หมอนั่นปล้นชิง ผลคือถูกเสียงหัวเราะเฮฮาและรอยยิ้มสนุกสนานของนักท่องเที่ยวตอกย้ำจนโศกเศร้าเข้าไปใหญ่
ไม่นะ งานที่สามร้อยเก้าสิบเก้าของข้า จะจบสิ้นเร็วขนาดนี้ไม่ได้!
“เจ้า…ไม่สบายหรือ” น้ำเสียงเจือความเป็นห่วงช่างหวานปานน้ำทิพย์ชโลมจิตใจแสนว้าวุ่นของข้า ผู้เอ่ยถามเป็นหญิงสาวชาวพรายแสนงดงาม สวมชุดกระโปรงสีขาวราวนางฟ้ามาโปรดครึ่งเทพตัวน้อยๆ ให้พ้นจากความซวย
สีผมของชาวพรายจะมีสีขาวนวลเหลือบประกายดุจแสงจันทร์แตกต่างจากเผ่าอื่น เช่นเดียวกับผิวพรรณเนียนละเอียด ซึ่งนั่นคือลักษณะของหญิงสาวตรงหน้าข้าทั้งสิ้น เส้นผมสีขาวถูกปล่อยยาวสยายทั่วแผ่นหลัง ใบหน้าสวยอย่างลึกลับทอดดวงตาสีจางมองข้าอย่างห่วงใย
“ข้าเป็นหมอ หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็บอกได้นะ” หญิงสาวกล่าวเมื่อเห็นข้านิ่งไปนาน แต่ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็คงไม่สามารถรักษาความทุกข์ของข้าตอนนี้ได้หรอก
“ขอบคุณนะขอรับ แต่ข้าไม่เป็นอะไร”
แม้จะชอกช้ำน้ำตาตกในอยู่ก็เถอะ กระซิก
“อย่างนั้นหรือ” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่เชื่อสักนิด หน้าข้าที่เจ้าเสือปรามาสทุกวันว่าแสดงความรู้สึกออกมาหมดอย่างไม่ปิดบังคงแสดงความหม่นเศร้าออกมาจนเธอคิดว่าข้าป่วยเป็นโรคร้าย “ข้าชื่อคาไอล่า เวลโรเทล หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็แวะไปหาข้าที่สถานพยาบาลกลางเมืองได้นะ”
ว่าอะไรนะ คาไอล่า!
ข้าเงยหน้าขวับ อ้าปากค้างเพราะจำแม่นว่า…ผู้รับของที่ระบุในเอกสารคือ ‘คาไอล่า เวลโรเทล’!!
“เกิดอะไรขึ้นหรือ เจ้าดูป่วยหนักมากเลย”
ข้าหุบปากก่อนจะโดนเข้าใจผิดมากกว่านี้ แย่จริง ไม่มีมาดผู้ส่งสารแห่งสามภพเลยหรือไงนะ
‘ทำตัวเหมือนคนปกติให้ได้ก่อนเถอะเจ้าบื้อ’
“เจ้าสิบื้อ!”
ด้วยความปากไวข้าเลยพูดโพล่งอย่างเคยชินกับการโต้เถียงเจ้าเสือในสมาพันธ์ ลืมสนิทว่าตรงหน้าคือหญิงสาวน้ำใจงามที่ตกตะลึงทันควัน ข้ารีบยกไม้ยกมือพัลวัน พยายามแก้ตัวว่าเมื่อครู่ไม่ได้คุยกับเธอ
“แล้วเจ้าคุยกับใครหรือ”
“สัตว์เลี้ยงน่ะ”
ข้าถือโอกาสเอาคืนเจ้าเสือด้วยการย้ำสถานะชัดๆ ก่อนจะรีบเข้าประเด็นก่อนที่หญิงสาวจะเดินหนีเพราะสีหน้าข้าแสดงออกถึงการชวนตีมากเกินไป
“คาไอล่า ท่านกำลังต้องการสิ่งของบางอย่างที่เร่งด่วนมากๆ ใช่หรือไม่”
หญิงสาวเลิกคิ้ว ก่อนจะขมวดคิ้ว การแสดงออกที่บ่งบอกถึงความตกใจและลำบากใจนั้นทำให้ข้ามั่นใจว่าคนนี้คือผู้รับของตัวจริงเสียงจริง
“ใช่แล้ว ที่ข้าเดินเล่นแถวนี้เพราะสาเหตุนั้นนั่นแหละ วันนี้มีงานรื่นเริงเลยคิดว่าหากมาแหล่งที่มีคนรวมตัวเยอะๆ จะได้พบกับคนที่จะช่วยส่งของให้ข้าเร็วขึ้น ว่าแต่…ท่านทราบได้อย่างไร”
เพราะข้าคือคนที่ท่านรอยังไงล่ะ!
อยากประกาศตัวมาก แต่ไม่มีน้ำหน้าจะเอื้อนเอ่ยเพราะโดนโจรขโมยของที่ต้องส่งไปแล้ว ถ้าเธอรู้ว่าผู้ส่งสารแห่งสามภพห่วยแตกขนาดนี้อาจส่งเรื่องร้องเรียนในทันที และข้าก็อาจจะถูกหัวหน้าสมาพันธ์เรียกตัวด่วนเพื่อไล่ออก
ไม่ออกหรอก ถ้าออกแล้วจะเอาอะไรกิน!!
“พอดีข้าเห็นคนแปลกหน้าตามหาท่านอยู่น่ะ เห็นบอกว่าต้องส่งกล่องเล็กๆ ให้ภายใน…(ข้าแอบเหล่มองนาฬิกาบนผนังร้าน) สองชั่วโมงนี้น่ะ” กล่าวแล้วพานจะร้องไห้เอาเสียดื้อๆ ข้าเหลือเวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น!
“จริงหรือ ดีจังเลย เพราะว่าของในกล่องนั่นคือยาแรกรัตติกาลที่ข้าสั่งตรงจากดินแดนรัตติกาลเลยทีเดียว สถานพยาบาลตอนนี้มีคนป่วยนอนรอยานี้เต็มไปหมด หากเขาคนนั้นมาถึงที่นี่แล้วข้าค่อยโล่งใจหน่อย”
ข้าอยากหันไปเอาหัวโหม่งพื้นเพื่อลงโทษความโง่เง่าของตัวเองชะมัด ตั้งใจถามเพราะอยากรู้ว่าภารกิจด่วนนั้นด่วนขนาดไหน พอรู้ความจริงแล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปไม่ยอมให้โจรปล้นง่ายๆ เพราะงานนี้…เดิมพันด้วยชีวิต!
‘เซอเซส ทิศสามนาฬิกา!’
เสียงตะโกนลั่นของเจ้าเสือเรียกให้ข้าหันไปตามทิศที่มันบอกทันที พลันเห็นร่างคุ้นตาเดินสะพายกระเป๋าคุ้นเคยผ่านไป ท่าทางนั้น ลักษณะเช่นนั้น ไม่ผิดแน่ มันคือเจ้าหัวขโมย!!
“ขอตัวก่อนนะขอรับ” ข้ากล่าวลาคาไอล่า ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามร่างนั้นทันที โชคร้ายนักที่ค่ำคืนนี้มีคนมาเข้าร่วมงานเทศกาลเยอะจนแน่นขนัดไปหมด การวิ่งตามจึงไม่อาจทำได้ ข้าจึงต้องปล่อยตัวไหลไปตามฝูงชนโดยจับจ้องแผ่นหลังของเจ้าหัวขโมยตาไม่กะพริบ ด้วยภารกิจที่มีผู้ป่วยหลายชีวิตเป็นเดิมพัน ครานี้ข้าไม่ยอมพลาดพลั้งอีกแล้ว!
‘มันเดินเข้าบ้านหลังนั้น’
สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว เมื่อมีโฟรเซนช่วยจับสังเกต ข้าก็ติดตามโจรรายนี้ได้ง่ายขึ้น ก่อนจะพบว่าหมอนั่นหายเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะไม่ใช่ร้านค้าที่เปิดประตูต้อนรับ ข้าก็สามารถแงะกลอนได้ด้วยวิชาลวดเหล็กตุ้มหูตุ้มใจ!
‘ป่านนี้แล้วยังคิดอะไรติงต๊องอีก เชื่อเขาเลย’
“ขอบคุณที่เชื่อในตัวข้านะ โฟรเซน!”