The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 38 ความซวยชักพา
บทที่ 4
ความซวยชักพา
“ถ้าอย่างนั้นพักบ้านข้าสักคืนไหม ช่วงนี้ตอนกลางคืนอากาศจะเย็นจัด เดินเล่นอยู่ด้านนอกอาจหนาวตายได้ หากไม่รังเกียจอะไรก็ถือว่าอยู่เป็นเพื่อนข้าแก้เหงาแล้วกัน ข้าอยู่ที่นี่คนเดียวน่ะ”
ข้าพยักหน้ารับทันที แม้จะแอบเอ๊ะอยู่บ้าง คฤหาสน์ตั้งใหญ่ แถมเป็นถึงเจ้าเมือง ทำไมอยู่คนเดียวล่ะ ไม่มีญาติหรือคนรับใช้เลยหรือ
‘ข้าบอกแล้ว…ว่ามันโกหก!’
จู่ๆ เจ้าเสือก็กลับคำ คืนสู่ข้อสันนิษฐานแรกซะงั้น
แล้วข้าจะทำอย่างไรได้นอกจากเดินตามหลังเจ้าเมืองเพื่อหาโอกาสเค้นข้อมูล
“มีอะไรรึเปล่า” เจ้าเมืองหันมาถามเมื่อเห็นข้าเดินๆ หยุดๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ไอ้เราก็เก็บสีหน้าไม่ค่อยเก่งซะด้วย ได้แต่ยิ้มซื่อตอบกลับเพราะดูบื้อสุดๆ
‘ใช่ โคตรบื้อเลย’
“ไม่มีอะไรขอรับ” ข้าเมินคำด่าเจ้าเสือเพื่อความแนบเนียน แต่ชายตรงหน้ายังหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ จนข้ายิ้มเสียเหงือกแห้งนั่นแหละถึงจะพอใจ เจ้าเมืองเดินนำอีกครั้ง พาข้าผ่านประตูห้องจำนวนมากที่เรียงรายตามทางเดินกว้างขวางเข้าสู่ด้านในสุด
“ไกลจังเลยนะขอรับ”
“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วละ” เจ้าเมืองตอบสบายๆ ยากจับพิรุธ
‘ข้าสงสัยอยู่อย่าง…’
เจ้าเสือกล่าวแย้ง น้ำเสียงฟังเป็นกังวล
‘ตอนที่เจ้ายืนอยู่หน้าบ้าน หมอนี่เปิดประตูรีบร้อนเหมือนจะไปที่ไหนสักที่ แต่ตอนนี้กลับเชิญเจ้าเข้าบ้านด้วยท่าทีเป็นมิตรเกินจริง คล้ายไม่อยากให้เจ้าถามถึงผู้รับของกับคนอื่น ข้าว่าเจ้าระวังไว้หน่อยก็ดี บางทีหมอนี่อาจเป็นคนร้ายลักพาตัว’
แสดงว่าซิโอคาอาเทียตกอยู่ในอันตรายน่ะสิ!
ไฟความรับผิดชอบของข้าลุกโชน อยากไปช่วยลูกค้าให้พ้นภัยไวๆ
‘จิ๋วไม่เจียม’
เจ้าเสือถอนหายใจ ส่วนข้าเนียนขยับมือไปตำแหน่งเก็บปืนตลอดเวลา
“ถึงแล้วละ” เจ้าเมืองหยุดอยู่หน้าประตูห้องหนึ่ง ก่อนจะหยิบกุญแจซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังของรูปภาพด้านข้างอย่างไม่เร่งร้อนเท่าไรนัก ข้าจึงสบโอกาสสำรวจรูปภาพนั้นเป็นการฆ่าเวลา
เอ…ชายชราในภาพดูสมเป็นเจ้าเมืองมากกว่าร่างตรงหน้าข้าอีกแฮะ ท่าทางมีอายุ สวมชุดสูทดูมีมาด รอบกายของชายคนนี้คือบรรดาเครือญาติที่มีโครงหน้าคล้ายคลึงกัน
เห็นแล้วก็อดมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายที่กำลังไขกุญแจไม่ได้
ทำไมเจ้าเมืองรุ่นนี้หน้าตาออกมาดูดีผิดวงศ์ตระกูลจัง
ข้าได้คำตอบในทันทีเมื่อเจ้าเมืองเปิดประตูพลางดันข้าให้เข้าไปด้านในอย่างรวดเร็วจนหน้าแทบคว่ำ ยังดีที่เกาะโต๊ะด้านข้างไว้ทันจึงไม่เซล้มให้อับอาย ก่อนจะชะงัก ตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างเป็นลำดับ
ฟะ…โฟรเซน!
ร่างมากกว่าสิบถูกมัดกองเรียงรายอยู่เต็มพื้นห้อง หนึ่งในนั้นเป็นชายชราในภาพที่ข้าเพิ่งเห็นเมื่อครู่ เศษผ้าถูกยัดปิดปากไม่ต่างจากคนอื่นๆ ตาปิดสนิท ดูแล้วน่าหวั่นใจว่าพวกเขาอาจจะ…
“พวกนั้นยังไม่ตายหรอก แค่สลบก็เท่านั้น” น้ำเสียงที่เคยกล่าวกับข้าอย่างแฝงเอ็นดูเปลี่ยนไปทันควัน เรียกสติของข้าให้กลับมาสู่ความเป็นจริง “โอ๊ะๆ อย่าขยับจะดีกว่านะ”
สัมผัสเย็นเยียบชิดหลังศีรษะพร้อมกับซองหนังของข้าที่ว่างเปล่า บ่งบอกว่าอาวุธถูกขโมยไปในเสี้ยวนาที ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าปืนคู่ใจของข้านั้นตอนนี้อยู่ในมือใคร และกำลังอยู่ในท่วงท่าไหน หากไม่ใช่กำลังจ่อหัวเจ้าของแบบนี้!
‘ที่แท้ก็ไม่ใช่คนร้ายลักพาตัว แต่เป็นโจรปล้นบ้านนี่เอง!’
ฟังน้ำเสียงรื่นเริงราวกำลังทายปริศนาของเจ้าเสือสิ ไม่ห่วงเจ้านายตาดำๆ เลย
‘หึ’
เจ้าเสือหัวเราะ ส่วนข้าขาสั่น กลัวปืนลั่น
เพราะเคยยิงกับมือเลยรู้ดีว่าปืนกระบอกนี้อานุภาพรุนแรงขนาดไหน!
“เดินเข้าไป ช้าๆ อย่าตุกติก” เจ้าเมือง…ไม่ใช่สิ โจรปล้นบ้านจี้ปากกระบอกปืนดันศีรษะข้าให้เดินเข้าไปด้านใน ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างสูงไม่ให้เผลอเหยียบร่างที่นอนไร้สติเรียงรายเต็มพื้น ในใจร้องโวยวายไม่หยุด
ช่วยข้าหน่อยสิ ไอ้เสือบ้า!
‘เซอเซสเอ๋ยเซอเซส นึกว่าสมองจะพัฒนาแล้วแต่เจ้ายังคงโง่เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ ปืนกระบอกนี้ใช้พลังเวทแทนกระสุนนะ มนุษย์ธรรมดาใช้ไม่ได้ผลหรอก กว่าจะลั่นไกได้ พลังเวทก็ถูกสูบจนสลบแล้ว เผลอๆ ถึงตายด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นตอนนี้ฝ่ายที่ได้เปรียบคือเจ้าต่างหาก’
ข้าตาเป็นประกาย เมินถ้อยคำว่าร้ายด้วยใจเริงร่า
“หยุด! หยุดเลย หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ” ข้าตะโกนดังลั่นด้วยท่าทางเหนือกว่าจนชายปริศนาสะดุ้ง ปืนที่ใช้จ่อหัวข้าเซเอียงไปทางด้านซ้ายอย่างน่าหวาดเสียว ข้าเลยถือโอกาสนั้นพลิกตัวกลับมาประจันหน้า พอดีกับปากกระบอกที่ตั้งตรงอีกครั้งและอยู่กึ่งกลางหน้าผาก
ข้าลอบกลืนน้ำลาย พยายามทำสีหน้าให้นิ่งที่สุด ดวงตาเปล่งประกายกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้ ถึงเจ้าเสือจะบอกอย่างมั่นอกมั่นใจว่าปืนของข้ามนุษย์ไม่มีทางใช้ได้ แต่ก็อดเสียวเล็กๆ ไม่ได้อยู่ดี
หลังจากค้างท่านั้นอยู่ครู่ใหญ่ โดยที่มีปากกระบอกปืนสีดำเหลือบเงินไสหน้าผากข้าจนเป็นรอยแดงน่าเกลียด ข้าก็แสดงท่าทียอมจำนน นั่นคือการยกมือสองข้างขึ้นเหนือหัวเป็นนัยว่าไร้ซึ่งอาวุธโดยสิ้นเชิง
“ถ่วงเวลาอะไรอีก แค่นี้ข้าก็เสียเวลาจะแย่แล้ว” ชายปริศนากล่าวอย่างเบื่อหน่าย คงคิดว่าข้าเป็นแค่ผู้ส่งสารที่ไร้น้ำยาสินะ หึ…คิดผิดซะแล้วไอ้น้องเอ๋ย!
ไม่ต้องรอเจ้าเสือให้สัญญาณ ข้าก็อาศัยความรวดเร็วเฉพาะตัวใช้มือที่ยกค้างต่อยหน้าชายปริศนาทันที ขณะที่อีกข้างฉวยโอกาสแย่งปืนกลับมาแล้วกระโดดถอยหลังตั้งหลัก เว้นระยะเกือบสามช่วงตัว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วยซ้ำไป ซึ่งข้าเองก็พอใจกับสถิตินี้อยู่เหมือนกันจนอดยิ้มแฉ่งออกมาไม่ได้
แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เวลาดีใจเสียหน่อย!
ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องยังใบหน้าที่หันสะบัดจากแรงหมัดด้วยความเงียบ แรงของครึ่งเทพนั้นน้อยนิดนัก ปกติกระชากผมโฟรเซนยังไม่ค่อยร่วงติดมือเลย ต่อยหน้ามนุษย์สักคนก็ทำได้แค่หน้าหันเท่านั้น
แต่อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็มีอาวุธ!
‘และทางนั้นก็มีเหมือนกัน…’
โฟรเซนเอ่ย เสียงเริ่มเผยความจริงจัง ทำให้ข้าเพิ่งเห็นว่าชายปริศนาเองก็กำลังถือปืนอีกหนึ่งกระบอกจ่อมาที่ข้า น่าสงสัยชะมัดว่าเขาชักปืนออกมาตอนไหน ในเมื่อเหตุการณ์เมื่อครู่รวดเร็วและเกินความคาดหมาย เว้นแต่ว่าชายตรงหน้าข้าจะแอบซ่อนอาวุธอยู่ก่อนแล้ว
‘จับเจ้าเมืองและพวกคนรับใช้มัดเป็นก้อนกลมขนาดนั้นจะธรรมดาได้ยังไงล่ะ’
เจ้าเสือประชดก่อนจะกล่าวเตือน
‘ระวังให้ดี ครั้งนี้เจ้านี่เอาจริง’
แสดงว่าที่ผ่านมาล้อเล่นกับข้าใช่ไหม!
คำถามที่ไร้คำตอบ เพราะตอนนี้ชายปริศนากำลังปาดเลือดมุมปากด้วยสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาสีดำหรี่เล็กลง เพียงพริบตามันก็กลายเป็นสีแดงฉานประหนึ่งโลหิต บรรยากาศรอบกายปรากฏกลุ่มควันสีดำแผ่กระจายครอบคลุมถ้วนทั่ว กดดันจนข้ารู้สึกอึดอัด
ให้ความรู้สึกคุ้นๆ จัง…
พลันภาพการพบกันครั้งแรกระหว่างข้าและหัวหน้าปรากฏวาบ ใช่แล้ว เหมือนกันไม่มีผิด! ซึ่งครั้งนั้นเจ้าเสือบอกข้าว่าวิญญาณที่ปรากฏเป็นเผ่า…
‘บ้าน่า ชาวปีศาจ!’
โฟรเซนตะโกนอย่างตกใจ แต่ข้าตกใจยิ่งกว่า
“ว่ายังไงนะ ปีศาจ!!” ปากไวๆ ตะโกนออกมาอีกครั้ง ทำให้ชายปริศนาที่กลายร่างเป็นปีศาจเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะคลี่ยิ้มบางดูน่าสยดสยอง
“ใช่ ข้าเป็นปีศาจ จงบอกมาซะว่าเจ้าตามหาชายที่ชื่อซิโอคาอาเทียทำไม” ปีศาจหนุ่มยกปากกระบอกปืนเล็งศีรษะของข้าโดยไม่ลังเลสักนิด
“ข้าบอกแล้วไงว่ามาส่งจดหมาย” ข้าเลิกใช้คำสุภาพพลางกระชับปืนจ่ออยู่ตรงจุดตายของอีกฝ่ายเช่นกัน แม้ท่าทางดูราวกับนักแม่นปืนระดับโลก แต่โทษเถอะ…หากยิงออกมาเมื่อไรคงได้รู้เมื่อนั้นว่าขนาดแมลงสาบข้ายังฆ่าไม่ตายเลย!
ปัดโธ่! ขาอย่าสั่นสิ!!
“ข้าไม่เชื่อ” ปีศาจหนุ่มตอบ “บอกความจริงมาซะถ้าไม่อยากตายอย่างไร้ค่าที่นี่”
ฮึก หน้าข้าดูไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรือไง!!
‘…เซอเซส หากเจ้านั่นขยับตัวก็หลับตาเตรียมข้ามมิติได้เลยนะ’
ในที่สุดโฟรเซนก็สำนึกได้ว่าเจ้านายแสนป้อแป้ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ข้าจึงใจชื้นขึ้นมาบ้าง มือเย็นเฉียบที่กระชับปืนไว้แน่นเริ่มซับสีเลือดจางๆ
อย่างน้อยข้าก็มีไม้ตาย
นั่นคือการเผ่นโดยเวทข้ามมิติ!
“เอ๊ะ…” ปีศาจมองไปด้านนอกหน้าต่างเหมือนสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง พอดีกับสายลมหอบใหญ่พัดเข้ามาในห้องจนข้าวของกระจัดกระจาย ข้าพยายามเพ่งสายตามองผ่านสายลมแรง เห็นปีศาจขยับปากเหมือนกำลังพูดอย่างไร้เสียงก่อนจะชิ่งในเสี้ยวนาที
สายลมสลายพร้อมกับพลังของปีศาจที่ค่อยๆ จางหาย
ข้าจับจ้องความว่างเปล่าเบื้องหน้าอย่างงุนงงโดยที่มือยังคงถือปืนจ่ออากาศค้างอยู่เช่นนั้น
สรุปได้คำเดียว
“ข้ารอดแล้วสินะ”
‘หรืออาจจะไม่…’
สิ้นคำ ประตูที่ปิดสนิทก็เปิดดังปังพร้อมกลุ่มบุคคลในเครื่องแบบที่ห้อมล้อมอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าตกใจจนปล่อยอาวุธเพียงหนึ่งเดียวลงกับพื้น แล้วยกมือขึ้นเหนือหัวด้วยใบหน้าที่อยากจะตายเสียให้ได้
ซวยจริง! ผู้ตรวจการประจำเมือง
“หยุด อย่าขยับนะเจ้าหัวขโมย ยอมมอบตัวแล้วไปกับพวกเราซะดีๆ” ผู้ตรวจการคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางเล็งปืนจ่อที่หน้าข้า เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่จับจ้องข้าสลับกับร่างไร้สติซึ่งนอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
“ข้าไม่ใช่หัวขโมย ข้าเป็นพลเมืองดีต่างหาก” ข้ารีบแก้ตัวเมื่อโดนเข้าใจผิด ไม่รู้ว่าภายในหนึ่งวันต้องค้างท่าน่าอายแบบนี้อีกสักกี่ครั้งถึงจะพอใจ
“ข้าไม่เชื่อ!!”
หน้าตาของข้าออกจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ เหมือนคนขี้โกหกตรงไหน ปัดโธ่!!