The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 40 แดนปีศาจ
บทที่ 6
แดนปีศาจ
ข้ากำลังฝันใช่ไหม
เครื่องประดับทองสะท้อนแสงวิบวับแยงตา ความนุ่มนิ่มของโซฟาช่างชวนเคลิ้ม กำแพงสลักลายหรูหรา พรมปูเองก็ประณีตบ่งบอกถึงราคาไม่ธรรมดาที่ต่อให้ทำงานทั้งชีวิตก็คงหาซื้อไม่ได้ ข้าเบิกตากว้างร้องอู้หูอ้าหามองไปมองมาอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะตบแก้มแรงๆ ตัวเองหลายครั้ง
‘เจ้าบ๊องเอ๊ย’
เจ้าเสือวิจารณ์เสียงกลั้วหัวเราะเมื่อข้าพยายามปฏิเสธความจริงแม้ตื่นเต้นจนนั่งก้นไม่ติดที่
“เป็นอะไรรึเปล่าพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย”
ถึงมันจะเข้าใจในความลนลานเลิ่กลั่กของข้า แต่คนอื่นไม่เข้าใจ…โดยเฉพาะหัวหน้าของเหล่าชายชุดดำซึ่งกำลังโค้งตัวสุภาพอย่างเคารพให้เกียรติ ครึ่งเทพที่มีแต่คนหยามเหยียดโคตรไม่ชิน ข้าโบกมือปัดๆ ทันทีด้วยความตื่นตูม
“ไม่เป็นอะไร”
‘เป็นสิ เจ้าอยากเป็นเจ้าชายตัวจริงแทบบ้าแล้ว’
เจ้าเสือรู้ทัน หน็อยแน่ พระราชวังโอ่อ่าอลังการขนาดนี้ ข้าไม่อยากครอบครองก็แปลกแล้ว แต่ก็เผลอหลงใหลชั่ววูบเท่านั้น ข้าชอบบรรยากาศอบอุ่นของสมาพันธ์แห่งสามภพมากกว่า
ใช่ ข้าเป็นเพียงครึ่งเทพไม่มีใครรัก ถูกทิ้งอย่างไร้คุณค่า ข้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งเจ้าชาย ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยในพระราชวังแห่งนี้หรอก
‘ทีแบบนี้ละใจแข็ง’
ก่อนหน้านี้ด่าว่าใจง่าย ตอนนี้บอกใจแข็ง เจ้าจะเอายังไงกับข้ากันแน่ฮึ!
ข้ากอดอกทำหน้าบูดเตรียมหาเรื่องเจ้าเสือ แต่ชายชุดดำกลับเข้าใจผิด คิดว่าข้าหงุดหงิดจึงรีบเรียกข้ารับใช้ให้ยกชุดชามาชงถวาย ประเด็นคือมีขนมหวานหลากสีสันโคตรน่ารับประทานด้วยนี่สิ ข้าอารมณ์ดีทันที แค่ชี้นิ้วก็มีคนหยิบขนมที่ต้องการมาประเคนถึงที่ สบายสุดๆ
‘เจ้าเสียนิสัยแล้ว’
เจ้าสินิสัยเสีย ข้าไม่อยากมาแท้ๆ เจ้าต่างหากที่คะยั้นคะยอให้ข้ามา!
ข้าเถียงเจ้าเสือด้วยแก้มป่องๆ จากการยัดของหวานใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย คิดถึงพี่ซัฟเฟอร์จัง เขาต้องชอบมากแน่ๆ
‘เจ้าอย่าเพิ่งคิดถึงใครเลย ห่วงตัวเองก่อนเถอะ’
คำพูดของเจ้าเสือทำให้ข้าชะงักและเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น เพราะหลังตอบตกลง ข้าก็ถูกชาวปีศาจใช้เวทประตูมิติพามายังพระราชวังนี้ทันที ประเด็นคือแดนปีศาจมีหมอกควันปกคลุมตลอดวัน ทำให้ดูเหมือนไร้แสงสว่างยามกลางวัน เห็นแล้วชวนหม่นหมองอย่างบอกไม่ถูก แถมยังค่อนไปทางหายใจไม่ค่อยออก…ราวกับอากาศไม่ค่อยสะอาด
ถึงอย่างนั้นความหรูหราของพระราชวังก็ทำให้ข้าลืมสิ้นทุกสิ่ง แถมรสชาติของขนมที่นี่ก็ทำให้ข้าเปิดหูเปิดตา ตอนแรกคิดว่าอาหารที่สมาพันธ์อร่อยมากแล้ว เพราะข้าไม่ค่อยได้กินของดีๆ สักเท่าไร แต่ตอนนี้น่ะหรือ…รู้ซึ้งเลยว่าวัตถุดิบชั้นเลิศกับฝีมือเข้าครัวแสนยอดเยี่ยมนั้นต่างชั้นขนาดไหน!
‘เลิกกินแล้วถามสิ่งที่อยากรู้ได้แล้ว’
ใครอยากรู้กันแน่ ข้าหรือเจ้า
ข้าประชดเจ้าเสือก่อนจะวางขนมอย่างเสียดาย
“ขอโทษนะขอรับ ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหม
“เชิญถามกระหม่อมได้ทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” ชายชุดดำเอ่ยอย่างสุภาพแถมโค้งตัวเล็กน้อย
“ก่อนอื่นช่วยนั่งคุยกับข้าดีๆ เถอะ” ข้ายิ้มพลางผายมือเชื้อเชิญไปยังเก้าอี้ด้านหน้า
“กระหม่อมไม่กล้านั่งเสมอเจ้าชายหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
‘เจ้าเลิกอ้อมค้อมแล้วถามตรงๆ สักทีสิ’
ข้าไม่ใช่เสือไร้มารยาทอย่างเจ้านี่!
“ถ้าอย่างนั้น…” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีความเคร่งครัดทางวินัยสูง ข้าก็ไม่คิดจะฝืนน้ำใจเขาอีกต่อไป อยากยืนโน้มตัวจนเมื่อยหลังอยู่ตรงนั้นก็เชิญตามสบาย “ทำไมพวกท่านจึงเรียกข้าว่าเจ้าชายหรือ”
ชายชุดดำชะงัก เหลือบมองข้าอย่างคลางแคลงสงสัย
“พระองค์ตรัสราวไม่รู้ตัวเองว่าเป็นเจ้าชายแดนปีศาจอย่างไรอย่างนั้น”
ก็ไม่รู้น่ะสิ! และข้าก็ไม่ใช่เจ้าชายด้วย!
ข้าคิดในใจอย่างไม่รู้จะปรับตัวกับสถานการณ์นี้อย่างไร ถ้าบอกปัดตรงๆ จะโดนโยนออกจากพระราชวังเลยไหม แล้วจะฉวยโอกาสถามถึงซิโอคาอาเทียอย่างไร หรือต้องสวมบทบาทไปก่อน แล้วค่อยสืบหาผู้รับของตามใบภารกิจในแดนปีศาจด้วยสถานะเจ้าชาย
“ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้นว่าพวกท่านตามตัวข้าเจอได้อย่างไร” ข้าเลือกถามเลี่ยงๆ อย่างเป็นกลาง เพราะการคุกเข่าขอร้องแถมประโยคที่บอกว่าในที่สุดก็หาพบ แสดงว่าพวกเขาลำบากน่าดูกว่าจะเจอเจ้าชาย
ประเด็นคือดันเป็นเจ้าชายตัวปลอมนี่สิ!
“เรื่องนั้น…พวกกระหม่อมตามหาตัวท่านจากกลิ่นพ่ะย่ะค่ะ”
‘นี่เจ้าไม่อาบน้ำหรือเซอเซส’
ข้าอาบน้ำแล้วนะ! อยู่ห้องเดียวกันเจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือไงว่าข้าเข้าห้องน้ำแต่เช้าตรู่
‘เจ้าอาจจะขัดตัวไม่สะอาดก็ได้’
ข้าขัดสะอาดทุกซอกทุกมุมเหอะ!!
ถึงจะเถียงกับเจ้าเสืออย่างมั่นใจแต่ข้าก็ยกแขนเสื้อตัวเองดมอย่างอดสงสัยไม่ได้ กลิ่นเจ้าชายแดนปีศาจจะแรงขนาดไหนเชียว
“กระหม่อมหมายถึงกลิ่นอายของสายเลือดปีศาจที่ผสมกับความบริสุทธิ์ของสายเลือดเทพน่ะพ่ะย่ะค่ะ” ชายชุดดำหน้าเจื่อน คงนึกไม่ถึงว่าข้าจะทำท่าทีไร้ยางอาย
“กลิ่นอายของสายเลือดปีศาจที่ผสมกับความบริสุทธิ์ของสายเลือดเทพ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ชายชุดดำตอบรับเสียงหนักแน่น “เพราะเจ้าชายปีศาจที่หายตัวไปตอนเพิ่งประสูติ…เป็นเจ้าชายที่เกิดจากราชาปีศาจและเทพธิดานางหนึ่ง กลายเป็นเจ้าชายสองสายเลือด ผสมระหว่างเลือดเทพและเลือดปีศาจเข้าด้วยกัน”
ข้าขนลุกซู่ทันควัน
“ซึ่งก็คือท่าน…เจ้าชาย”
ชายชุดดำลงไปนั่งคุกเข่าอีกครั้งอย่างซาบซึ้งยินดีเหลือเกินที่ได้พบผู้สืบทอดบัลลังก์ ส่วนข้านั้นพูดไม่ออก ไม่แม้แต่จะกล้าปฏิเสธเต็มคำอย่างเคย เพราะตัวข้านั้น…โดนทิ้งตั้งแต่เป็นทารก
เทียบคำบอกเล่าว่าเจ้าชายหายตัวไปตอนประสูติ นับว่าเค้าเข้า
แล้วยังไม่นับว่าข้าเป็นครึ่งเทพเพียงผู้เดียวในแดนเทพ ถูกประณามหยามเหยียดและรังเกียจสายเลือดผสมเพราะมีเส้นผมสีดำที่ตัดกับสีเงินบริสุทธิ์ของชาวเทพโดยสิ้นเชิง และเผ่าพันธุ์ที่มีเส้นผมสีดำสนิทดุจปีกกานั้นก็มีน้อยแสนน้อย เผ่ามนุษย์หนึ่ง และเผ่าปีศาจเอง…ก็เป็นอีกหนึ่ง
หรือว่าข้าจะเป็นเจ้าชายปีศาจจริงๆ
‘เจ้าลองถามสิว่าทำไมเจ้าชายถึงหายตัวไป’
“ข้าขอถามอะไรอีกสักอย่าง” ข้ากล่าวเสียงแหบพร่า รู้สึกว่าน้ำลายช่างหนืดคอเหลือเกิน ราวคำพูดทั้งมวลจุกอยู่ที่อกอย่างไรอย่างนั้น “ทำไมพวกท่านต้องตามหาเจ้าชายด้วยล่ะ เขาหายไปได้อย่างไร แล้วทำไมถึงเพิ่งหาพบตอนนี้”
“นั่นเป็นเพราะ…” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบราวอัปยศเหลือเกินกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต “เจ้าชายถูกลักพาตัวพ่ะย่ะค่ะ! ทำให้ไม่มีใครเห็นหน้าท่านแม้แต่คนเดียวยกเว้นราชาปีศาจ พวกเราจึงเฝ้าตามหาท่านโดยอาศัยกลิ่นอายปีศาจเจือความบริสุทธิ์ของเทพเท่านั้น หน้าตาท่านเป็นอย่างไรกระหม่อมก็เพิ่งได้ทราบในวันนี้”
ราวมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงกลางศีรษะ
ข้าเอนหลังพิงโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรงทรงตัว รู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม นึกถึงความฝันที่เคยระลึกถึงอดีตว่าตัวเองตอนเป็นทารกนั้นถูกวางไว้ใต้ต้นไม้ขดเป็นตัวอักษรที่อ่านได้ว่า ‘ซวย’ และข้างๆ ต้นไม้นั้นมีร่างของชายชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
หรือว่านั่นจะเป็น…
ข้ากลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าสันนิษฐานว่าคนคนนั้นอาจเป็นโจรลักพาตัว
ถ้าเช่นนั้น…การที่ข้าถูกทิ้ง ไม่มีใครแสดงตัวเป็นครอบครัว ไม่ใช่เพราะไม่ยอมรับในตัวข้า ไม่ต้องการข้า แต่เพราะตามหาข้าไม่พบหรอกหรือ
‘ข้าว่าเจ้าคงจะเป็นเจ้าชายจริงๆ แล้วละ’
ขนาดโฟรเซนยังต้องยอมรับเมื่อหลักฐานทุกอย่างชี้ตรงมาที่ข้า ดีใจก็ใช่ สับสนหรือก็ใช่ หากข้าเป็นเจ้าชายปีศาจขึ้นมาจริงๆ แล้วสมาพันธ์แห่งสามภพล่ะจะทำอย่างไร ข้าไม่สามารถควบสองหน้าที่ได้หรอกนะ โดยเฉพาะผู้ส่งสารที่ต้องเดินทางทั่วทั้งโลก
‘คงต้องถามจากกลาเซียสว่ามีข้อยกเว้นหรือไม่’
น้ำเสียงของเจ้าเสือตึงเครียดทันควัน มันเอาแต่อยากจะช่วยข้าสืบ โดยไม่ทันตระหนักว่าถ้าผลลัพธ์ออกมาใช่จริงๆ จะส่งผลกระทบอย่างไร อยากสมน้ำหน้าชะมัด แต่ตอนนี้ข้าก็หัวเราะไม่ออก
พยัคฆ์เมฆาคือสัญลักษณ์ของสมาพันธ์แห่งสามภพ
ผู้ผูกพันธสัญญาจะต้องเป็นผู้ส่งสารเท่านั้น
หากข้าต้องการดำรงตำแหน่งเจ้าชายปีศาจ…เท่ากับว่าเจ้าเสือต้องเปลี่ยนเจ้านายหรือไม่
ไม่ดีใจหรือ เจ้าจะได้ไปผูกพันธะกับเว็กซ์เลอร์ไง
‘หุบปาก!’
เจ้าเสือไม่ล้อเล่นกับข้าด้วย เสียงตวาดดุดันจนข้าห่อไหล่ไม่รู้ตัว
“หรือว่าพระองค์ไม่ทราบจริงๆ ว่ามีสถานะที่สำคัญอย่างไรในดินแดนนี้ ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงพยายามหลบเลี่ยง ไม่ยอมกลับแดนปีศาจเสียทีจนพวกกระหม่อมเป็นฝ่ายตามเจอ” ชายชุดดำเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ “ไม่ต้องห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ ถึงพระองค์จะเพิ่งเข้าใจถึงตำแหน่งแสนสำคัญนี้ แต่ประชาชนทุกคนในดินแดนนี้ล้วนยินดีกับการปรากฏตัวของเจ้าชาย”
“จริงหรือ” ข้าถามอย่างไม่มั่นใจ ภาพที่ถูกแดนเทพเหยียดหยามไม่ยอมรับเป็นพวกเดียวกันยังประทับตรึงในความทรงจำ
“จริงสิพ่ะย่ะค่ะ มากับกระหม่อมเถิด กระหม่อมเพิ่งแจ้งข่าวดีทั่วดินแดน ป่านนี้หน้าพระราชวังคงมีประชาชนมารอเข้าเฝ้ามากมายทีเดียว”
ชายชุดดำโน้มตัวพลางยื่นมือมาตรงหน้าอย่างขออนุญาต ข้าซึ่งตัวเบาๆ คล้ายยังไม่อยากเชื่อลุกขึ้นและเดินตามการจับจูงโดยไร้เสียงก่อกวนของโฟรเซนอย่างเคย ทำให้ยามนี้ข้ามีสติแจ่มชัดที่สุด โดยเฉพาะเมื่อประตูระเบียงถูกเปิดออกแล้วเผยให้เห็นประชาชนแดนปีศาจซึ่งต่างมีเส้นผมสีดำยืนออเต็มหน้าลานพระราชวัง
“เจ้าชาย!”
“เจ้าชายจริงๆ ด้วย!!”
“ยินดีต้อนรับสู่แดนปีศาจนะ เจ้าชายของพวกเรา!!”
หางตาคลอน้ำใสโดยไม่รู้ตัว ข้าไม่ใช่คนขี้แย เพราะประสบการณ์ในอดีตบังคับให้ข้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้ แต่ตอนนี้ในใจข้ากลับอ่อนไหวเหลือเกิน สีหน้าปลาบปลื้มดีใจที่ได้พบหน้าของประชาชน คำพูดต้อนรับที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับฟัง ช่างเป็นภาพแสนสวยงามจนข้าอยากจดจำไปตลอดชีวิต
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” ชายชุดดำกล่าวก่อนจะคุกเข่าลงพร้อมๆ กับข้ารับใช้คนอื่นๆ ซึ่งไม่รู้ว่ารวมตัวกันในห้องรับรองนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่สีหน้าภูมิใจและดีใจนั้นบ่งบอกทุกอย่างว่าข้าสำคัญกับดินแดนมากขนาดไหน
ข้าไม่ได้ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ค่า
มีชาวปีศาจที่พยายามตามหา พยายามพาข้ากลับบ้าน
ข้า…
ข้าหันไปทางระเบียงเพื่อโบกมือตอบประชาชนด้วยรอยยิ้มกว้างและดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า ความหนักอึ้งที่พยายามเก็บซ่อนในใจเลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่นแล่นวาบอย่างตื้นตันเกินจะกล่าว
แต่ข้าจำเป็นต้องเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
“ข้ากลับมาแล้ว”