The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 39 เจ้าชายปีศาจ
เจ้าชายปีศาจ
ความซวยพาเข้าคุกของแท้
กับแค่มาส่งจดหมาย ดันเจอฉากปล้นและโดนจับซะงั้น โชคดีนะที่เจ้าเมือง(ตัวจริง)ได้สติแล้วจำหน้าคนร้ายได้ จึงเป็นพยานสำคัญช่วยให้ข้าไม่ต้องนอนหนาวในคุกแดนมนุษย์
แต่กว่าเจ้าเมืองตัวจริงจะตื่น พระอาทิตย์ก็ตกดินเรียบร้อย และข้าก็โดนรุมประณามไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ทำให้ตอนโดนปล่อยตัว ข้าซึ่งซึมซับการต่อว่าเพียงฝ่ายเดียวแบบไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ของเหล่าเจ้าหน้าที่แอบทำท่าปาดคอขู่ก่อนไป
สิ่งที่ได้รับคือเสียงหัวเราะและท่าทางที่ลอกเลียนมาจากข้า เอาเถอะ หน้าตาข้าน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ ยากจะมีคนกลัว ข้าปลงเรื่องนี้พอๆ กับความซวยที่ติดตัว
ข้าปัดเรื่องไร้สาระทิ้งก่อนจะจดจ่อกับภารกิจอีกครั้ง เพราะภารกิจไม่ธรรมดาซะแล้ว
‘นั่นสินะ ในเมื่อเจ้าปีศาจนั่นดูเหมือนจะรู้จักลูกค้ารายนี้ซะด้วย’
โฟรเซนเห็นด้วยกับความคิดของข้า ฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อย่างน้อยปีศาจตนนั้นก็ไม่ได้โกหกข้าไปทั้งหมด เพราะที่แดนมนุษย์ตอนกลางคืนช่างหนาวจับใจผิดกับช่วงกลางวันลิบลับ เวลาถอนหายใจออกมาจะเห็นเป็นควันขาวทีเดียว
และเมืองนี้ไม่มีคนชื่อซิโอคาอาเทียจริงๆ
ข้าจำสีหน้างุนงงของเจ้าเมืองตัวจริงได้ดีตอนถามถึงนามนี้ รวมถึงท่าทางหวาดระแวงราวกับข้าจะโยนความผิดให้ผู้อื่นของเหล่าเจ้าหน้าที่ในสถานี คำตอบของพวกเขาไม่ต่างจากปีศาจในคราบโจรสักนิด นั่นคือเมืองนี้ไม่มีคนชื่อยาวจนฟังน่ารำคาญสักคน
ฟังแล้วน่าพ่นชื่อเต็มของข้าใส่ชะมัด ยาวน่ารำคาญที่ไหน ชื่อที่ติดกันเป็นพืดฟังดูดีจะตายไป
‘จริงด้วยๆ’
เจ้าเสือรีบสนับสนุน แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือลูกค้ารายนี้ที่ราวกับไม่มีตัวตน ซิโอคาอาเทีย…สรุปแล้วคนคนนี้เป็นใครกันแน่ ยิ่งลึกลับก็ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นว่าเป็นคนแบบไหน ทำไมต้องทำให้ผู้ส่งสารที่น่าสงสารอย่างข้าลำบากด้วย
ขณะที่ข้ากำลังเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย เงาดำๆ พลันวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
‘ระวัง!’
“อึก…” ข้าหลุดเสียงครางออกมาเมื่อโดนกระแทกอย่างแรงช่วงลำตัว ความเจ็บปลาบแล่นรวดเร็วเสียจนหงายหลังกองกับพื้นขาชี้ฟ้า ข้าอ้าปากพึมพำไม่เป็นภาษา อะไรจะซวยติดต่อกันได้ขนาดนี้
เมื่อความเจ็บเริ่มทุเลา ข้าก็เงยหน้ามองหาต้นเหตุ พบว่าเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่เสื้อคลุมมิดชิดปิดบังใบหน้าจนมองเห็นเพียงแค่ริมฝีปากเท่านั้น เขาเองก็ล้มหน้าคะมำเช่นกัน แต่สภาพดีกว่าข้าเยอะ
เสื้อผ้าที่สวมใส่ดูมีราคา คงเป็นคุณชายจากที่ไหนสักแห่ง เพราะเหตุนี้เองข้าที่ไม่อยากมีหนี้สินติดตัวเพิ่มจึงรีบลืมความเจ็บแล้วยันตัวขึ้นเดินเข้าหาชายหนุ่มทันที
“ไม่เป็นอะไรนะขอรับ” ข้าถามด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าฟังเป็นมิตรที่สุด แต่ชายหนุ่มกลับลุกพรวดพราดแล้ววิ่งผ่านหน้าข้าที่ยังคงยิ้มหวานปานสายฟ้าแลบ
‘เห็นรอยยิ้มเอ๋อๆ ของเจ้าแล้วใครจะอยากผูกมิตรด้วยล่ะ ฮ่าๆๆ’
ข้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะทำท่าปัดฝุ่นราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอยยิ้มหายลับแทนที่ด้วยคำหยาบสบถพึมพำ
ข้าไม่ได้ด่าคนคนนั้นหรอกนะ ด่าเจ้าเสือต่างหาก!!
“เจ้าจะหัวเราะอีกนานไหม แทนที่จะห่วงใยเจ้านาย กลับตอกย้ำซ้ำเติมข้าอยู่ได้”
‘เจ้าจะเล่นบทสำออยอะไรอีกล่ะ หนึ่งวันล้มนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าข้าต้องห่วงเจ้าทุกรอบคงไม่ต้องทำมาหากินแล้ว’
“คนที่ทำมาหากินคือข้าต่างหาก!”
ข้าแย้งเจ้าเสือซึ่งผ่อนคลายสบายใจอยู่ในตราพันธสัญญา ส่วนคนที่ทนหนาว โดนจับเข้าคุก แถมถูกชนล้มคือข้าทั้งนั้น
พลันรอบด้านโอบล้อมด้วยพลพรรคคนชุดดำตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ ดูเหมือนเจ้าเสือเองก็เมามันกับการโต้เถียงจนลืมสังเกตเช่นกัน เสียงโต้แย้งที่ดังในใจจึงเงียบกริบด้วยความตกตะลึง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดใช่ไหม” ข้าถามความเห็นเจ้าเสือเมื่อเห็นว่าชายในชุดดำนับสิบคนกำลังเดินเข้าใกล้อย่างคุกคาม พร้อมบรรยากาศกดดันแปลกๆ แสนคุ้นเคย
นี่มัน…
‘พวกปีศาจ!’
โฟรเซนคำรามพร้อมกับแสงสีทองที่เรืองรองเบื้องหน้า รวมตัวกันจนกลายเป็นเสือเขี้ยวดาบ ขนของมันทอแสงท่ามกลางความมืดทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เมื่อบวกกับดวงตาสีเลือดแล้วยิ่งทำให้ดูน่ากลัวเป็นเท่าตัว
ข้าถลาไปทึ้งขนนุ่มๆ ทันที
แทนที่จะพาหนีกลับออกมาเพื่อดูดพลังเวทข้าเนี่ยนะ!
‘เจ้าสมองน้อยเอ๊ย พวกมันค่อยๆ ล้อมเจ้าแบบนี้ย่อมมีจุดประสงค์ จะหายตัวไปโดยไม่ฟังเหตุผลเลยรึยังไง หากเกี่ยวกับคนที่ชื่อซิโออะไรนั่นเจ้าจะเสียใจภายหลังนะ’
ข้าพยักหน้าก่อนจะขยับตัวหลบหลังเจ้าเสือที่ยืนแยกเขี้ยวน่าเกรงขาม อย่างน้อยก็เบาใจได้ว่าพวกชายชุดดำต้องผ่านคมเขี้ยวของเสือสีทองก่อนจะถึงตัวข้า
กลัวก็แต่…พลังเวทจะไม่พอให้ยืนจ้องหน้ากันนานๆ เนี่ยแหละ
‘ถามพวกมันสิว่าต้องการอะไร’
เสียงของมันยามกล่าวคำรามขู่ราวสัตว์ป่าดุร้ายหนีออกจากกรงอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งข้าสามารถแปลความหมายของมันได้เพียงคนเดียว
“ขอโทษที ข้าเผลอไปเหยียบเท้าพวกท่านตอนไหนรึเปล่าขอรับ” ข้าถามอย่างสุภาพพลางยิ้มแห้งใสซื่ออย่างไร้พิษภัย หลังครุ่นคิดครู่ใหญ่เพื่อหาคำถามที่ดูเข้ากับสถานการณ์ที่สุด
‘ข้าอุตส่าห์ออกมาเพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบให้เจ้าขู่พวกมัน แต่เจ้าดันสวมบทสำออยตอนนี้เนี่ยนะ เซอเซส เจ้านี่มันสมองถั่วจริงๆ!’
ด่าว่าไร้สมองยังไม่เจ็บเท่าสมองถั่ว ข้าดึงขนฟูๆ ของมันอย่างเจ็บแค้นเคืองโกรธโทษกันทำไม เวลาถูกคนท่าทางน่ากลัวโอบล้อมก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อนไหม ถ้าพลาดพลั้งขึ้นมาก็ยังขอความเมตตาได้
อีกอย่าง…พวกเขาก็หลงกลหน้าซื่อๆ ของข้าจนเผลอประมาท
ใช่แล้ว ระหว่างที่พวกชายชุดดำผงะอย่างคาดไม่ถึงกับท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของข้า ข้าก็เอื้อมมือขวาไปจับด้ามปืนตรงสายรัดขาใต้ผ้าคลุมอย่างไร้พิรุธ คาดคะเนว่าควรใช้พลังเวทเท่าไรจึงจะรอดพ้นสถานการณ์นี้
‘เจ้าเก็บพลังเวทไว้ใช้กับข้าก็พอ’
เจ้าเสือขู่คำรามโฮกใหญ่ ทำเอาชายชุดดำผวาถอยหลังเล็กน้อย ไม่สิ พวกเขาไม่ได้ถอยหลัง แต่กลับ…นั่งคุกเข่า!?
ข้าหน้าเอ๋อ เจ้าเสือเหวอ แต่พวกชายชุดดำกลับโน้มตัวลงจนหน้าผากจรดกับพื้น
ท่าทางแบบนี้เหมือนกับกำลังเคารพใครสักคน และคนคนนั้น…คงไม่ใช่ข้าหรอกมั้ง!?
“ในที่สุดก็ตามหาท่านจนพบ ได้โปรดกลับไปกับพวกกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย”
ข้าอ้าปากกว้าง!
‘เจ้าติงต๊องเรื่องปกติ แต่พวกมันสมองกลับด้วยนี่สิแปลกเกินไปแล้ว เจ้าทำอะไรลงไปเนี่ยเซอเซส’
อย่าใส่ความกันสิ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย!!
‘งั้นก็มีเหตุผลข้อเดียวแล้วละ นั่นคือเจ้าเป็น…เจ้าชายจริงๆ’
น้ำเสียงโฟรเซนแฝงความตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด เจ้าชายในความหมายของชายชุดดำที่เป็นปีศาจก็คงเป็นเจ้าชายปีศาจ แต่โทษทีเถอะ ข้าเป็นครึ่งเทพ ครึ่งเทพวัยสดใสแสนซวยที่ถึงแม้สายเลือดอีกครึ่งจะไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่มั่นใจว่าไม่ใช่ระดับราชวงศ์แน่นอน!
ข้าอ้าปากพะงาบๆ อย่างต้องการพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่ทันกล่าวเสียงโขกหัวกับพื้นแรงๆ หลายครั้งจากเหล่าชายชุดดำก็ดังขึ้นบ่งบอกการเคารพพ่วงกดดัน
“ได้โปรดกลับไปกับกระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย!!”
“ข้าไม่ใช่!” ข้ารีบตะโกนออกมาก่อนเรื่องจะบานปลาย แต่เสียงนั้นโดนกลบด้วยเสียงตะโกนอย่างพร้อมเพรียงของชายชุดดำนับสิบคน
“กลับไปกับพวกกระหม่อมเถิด!”
“ข้าบอกว่าข้าไม่ใช่เจ้าชายอะไรนั่น!” ข้าพยายามตะโกนสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไร้ความหมายเมื่อมีข้าตัวคนเดียวเท่านั้น จะเถียงสู้ชายชุดดำที่ขนพรรคพวกมาเยอะแยะได้ยังไง
โฟรเซน พาข้ากลับสมาพันธ์ทีเถอะ ได้โปรด
ข้าอ้อนวอนแบบน้ำตาตกใน สถานการณ์เบื้องหน้าโคตรเหมือนโยนก้อนหินเล็กๆ ไปถมทะเล พวกชายชุดดำไม่สะดุ้งสะเทือนเลย
‘ไม่’ เจ้าเสือปฏิเสธ ‘ข้าอยากรู้ว่าทำไมพวกมันถึงเรียกเจ้าว่าเจ้าชาย เจ้าไม่รู้ว่าสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งคือเผ่าอะไรไม่ใช่หรือ ต่อให้ไม่ใช่เผ่าปีศาจ แต่ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเผ่านี้แน่’
ต่อมอยากรู้อยากเห็นเรื่องเจ้านายของโฟรเซนกำเริบ ขนาดข้ายังไม่อยากสืบ แล้วมันจะอยากรู้เพื่ออะไร
‘ก็เพื่อเจ้าไม่ใช่รึไง’
จะว่ายังไงดี…ถูกทอดทิ้งนานขนาดนั้น ต้องกัดฟันสู้ตายอยู่ในแดนเทพแบบโดนเหยียดหยามไร้คนช่วยเหลือเนิ่นนาน ข้าย่อมไม่เหลือความผูกพันใดๆ กับครอบครัว ต่อให้เจอหน้าก็ไม่รู้จะพูดอะไร ต่อให้รู้ว่าสายเลือดอีกครึ่งหนึ่งคือเผ่าอะไรก็ไม่ช่วยเปลี่ยนชีวิตตอนนี้ตรงไหน แล้วจะหาเรื่องพาตัวเองไปแดนปีศาจทำไม
ข้าเป็นผู้ส่งสารแห่งสามภพนะ ข้าภูมิใจกับหน้าที่นี้มากและอยากกลับสมาพันธ์เร็วๆ มากกว่า!
‘ตั้งแต่ตามหาซิโอคาอาเทีย พวกปีศาจก็ปรากฏตัวไม่หยุด ถ้าไม่อยากสืบเรื่องสายเลือดอีกครึ่งหนึ่ง ถือซะว่าตามหาผู้รับของตามภารกิจแล้วกัน ยังไงซะเจ้าก็ไม่มีทางไปไม่ใช่หรือไง’
เจ้าเสือแทงใจดำดังจึก ใช่สิ ตอนนี้ข้าก็ไม่ต่างกับคนหลงทาง ไม่รู้จะเริ่มต้นหาคนอย่างไร
แต่เจ้าบอกว่าพิกัดไม่มีทางผิด ซิโอคาอาเทียต้องอยู่เมืองนี้แน่
‘เขาอาจเคยอยู่เมื่อตอนเจ้ามา แต่หลังเจ้าโดนขังจนพระอาทิตย์ตกก็อาจออกจากเมืองหรือกลับแดนปีศาจไปแล้ว’
หน็อยแน่ เจ้าเสือจะกล่อมให้ตามชายชุดดำให้ได้เลยใช่ไหม
‘ใช่’
ไม่นึกว่าเลยเจ้าจะอยากรู้จักข้าในมุมที่ข้ายังไม่รู้จักตัวเองมากขนาดนี้
‘หึ สำคัญตัวผิดไปแล้ว ข้ากล่อมเจ้าเพราะเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนุกต่างหาก’
เชื่อก็บ้าแล้ว มาทำปากแข็งอะไรตอนนี้ ข้าอยากจะยีขนนุ่มฟูของมันให้เละเหมือนกับที่มันชอบยีหัวของข้า แต่ไม่ทันได้ทำมันก็ชิ่งหายไปในตราพันธสัญญา ปล่อยให้ข้าเผชิญหน้ากับเหล่าชายชุดดำด้วยตัวเอง
แล้วข้าจะทำอย่างไรได้…นอกจากตอบตกลง!