The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 42 ตำแหน่งรัชทายาท
บทที่ 8
ตำแหน่งรัชทายาท
‘ไม่ดีใจรึไง’
“ดีใจสิ ดีใจมาก แต่ปรับตัวไม่ถูกนี่นา” ข้าพึมพำเสียงเบาพร้อมกับเหล่าสาวใช้ที่ยกอาหารจำนวนมากวางเรียงรายเต็มโต๊ะ มีแต่อาหารที่ไม่คุ้นตาทั้งนั้น เห็นแล้วก็อดน้ำลายสอไม่ได้
สมน้ำหน้าเจ้าเสือจังที่ได้แต่มอง
‘หึ เคี้ยวๆ กลืนๆ เข้าไปก็ย่อยออกมาเหมือนกันหมดนั่นแหละ’
ฟังดีๆ จะรู้ว่ามันกัดฟันพูด
บรรยากาศการรับประทานอาหารครั้งนี้เงียบกริบกว่าที่คาด ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงช้อนกระทบจาน เล่นเอาข้านั่งกินตัวเกร็ง ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา แล้วก็ไม่กล้ากินมูมมามอย่างที่เคยด้วย
“เจ้าชาย” โคกระซิบเสียงเบา ทำให้ข้าที่พยายามเคี้ยวแบบไร้เสียงหันไปส่งสายตาถาม แต่ไม่ต้องรอคำตอบจากโคก็รู้ตัว เพราะตอนนี้ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่ข้าทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าแต่ละคนกินอิ่มกันตั้งแต่เมื่อไร จึงนั่งสงบเสงี่ยมแล้วเพ่งเล็งมาที่ข้าราวรอให้วางช้อนสักที
แม้อาหารยังไม่ถึงครึ่งกระเพาะก็จำต้องวางช้อนและส้อมคว่ำลงอย่างช่วยไม่ได้
ทำไมไม่เตือนข้าล่ะโฟรเซน
‘แล้วทำไมเจ้าต้องใส่ใจสายตาคนอื่น หิวก็กินให้อิ่มสิ!’
แต่นี่เป็นการพบกันครั้งแรก ข้าต้องทำให้พวกเขาประทับใจด้วยสิ
“เอาล่ะ…” เมื่อข้าเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารโดยไม่เต็มใจ ท่านอาฟานีสก็เริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง “ตอนนี้ทุกคนคงอยากรู้จักกับเจ้าชายน้อยแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นอาคงต้องขอให้เจ้าชายน้อยแนะนำตัวเองก่อนแล้วละ”
ข้าทำหน้าเหลอหลาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อะ…เอ่อ ข้าชื่อเซอเซเรซิสเซทัล ยินดีที่ได้รู้จักนะขอรับ” ว่าพลางลุกขึ้นยืนแล้วโค้งตัวเคารพอย่างสุภาพจนศีรษะเกือบกระแทกกับโต๊ะ ท่าทางนั้นทำให้ทุกคนเด้งตัวขึ้นแล้วโค้งกลับราวติดสปริง พลางส่งสายตาไม่พอใจให้ข้าหลังทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้
เอ๊ะ ข้าทำอะไรผิดหรือ
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก” ท่านอาฟานีสเหมือนเป็นกระบอกเสียงแทนทุกคนอย่างไรอย่างนั้น “ได้ข่าวว่าไม่รู้เรื่องราวของแดนปีศาจเลยสินะ ระหว่างรอพิธีแต่งตั้งรัชทายาทอีกไม่กี่วันข้างหน้า คงต้องขอให้โคทาเรนช่วยแนะนำแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ” โคที่อยู่ข้างๆ ข้ากล่าวตอบรับ
เดี๋ยวก่อน รัชทายาทอะไร!?
เหมือนจะจับสีหน้างุนงงของข้าได้ ท่านอาจึงยิ้มเอ็นดูพลางอธิบาย “เจ้าคือบุตรชายเพียงคนเดียวของพี่ข้าซึ่งเป็นราชาปีศาจ และในเมื่อท่านพี่เพิ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อเดือนก่อน แดนปีศาจของเราจึงไร้ทายาทสืบบัลลังก์ แต่พอเจ้ากลับมาก็เท่ากับว่าต้องทำพิธีแต่งตั้งเจ้าเป็นรัชทายาท เพื่อให้บุตรชายของข้าลงจากตำแหน่งตัวแทนรัชทายาท”
หา!!
ขณะที่ข้ากำลังงุนงง ชายหนุ่มข้างๆ ท่านอาก็ลุกขึ้นพลางโค้งตัวเคารพข้า เครื่องประดับของเขาดูหรูหราเกินกว่าใครในห้องนี้ ที่เตะตาเป็นพิเศษคือเข็มกลัดสีเงินรูปปีกค้างคาวงดงามตรงหน้าอก
“ข้าคือ ‘ฟาเทน’ บุตรชายของท่านพ่อฟานีส ผู้ดำรงตำแหน่งตัวแทนรัชทายาท ยินยอมคืนตำแหน่งนี้ให้แก่ท่าน” ชายหนุ่มกล่าว แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วไม่ได้ยินยอมพร้อมใจเลยสักนิด ดวงตาสีเลือดของฟาเทนจ้องเขม็งมาที่ข้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากพูดออกมาได้เขาคงตะโกนใส่หน้าข้าว่า ‘เจ้าจะกลับมาทำไม!’
“ฟาเทนมีศักดิ์เป็นพี่ชายเจ้านะเซอเซส” ท่านอากล่าวด้วยรอยยิ้มละมุนขณะหันไปทางบุตรชายที่เปลี่ยนสายตาดุร้ายเป็นความกตัญญูได้รวดเร็วยิ่งกว่ากะพริบตา
ท่าทางนี้ทำให้ข้านึกถึงซีเอลขึ้นจับใจ หากซีเอลถูกเรียกขานว่าเสือสองหน้า ฟาเทนผู้เป็นพี่ชายข้าก็ต้องถูกเรียกว่าปีศาจสองหน้าแน่นอน!
‘ท่าทางอนาคตการเป็นรัชทายาทของเจ้าคงไม่ราบรื่นเท่าไหร่นะ’
โฟรเซนกล่าวพร้อมกับข้ายื่นมือไปด้านหน้าของฟาเทน พร้อมแย้มยิ้มใสซื่อที่คิดว่าเป็นมิตรที่สุด
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ท่านพี่”
แม้ใบหน้าจะดูใสซื่อราวเจ้าชายน้อยอย่างที่ท่านอาว่าไว้ แต่ข้ากลับออกแรงบีบมือที่จับตอบอย่างเป็นมิตรนั่นอย่างไม่ปรานี แล้วรีบปล่อยมือก่อนที่จะโดนสวนกลับ เพราะแรงของครึ่งเทพอย่างข้าไม่เยอะพอสู้รบตบมือกับใคร แต่ข้าถือคติว่าลงมือก่อนได้เปรียบ
‘ใช้ได้นี่ ข้านึกว่าเจ้าจะยอมอ่อนให้มันซะอีก’
กับเจ้าข้ายังไม่ยอมเลย แล้วเรื่องอะไรต้องยอมให้หมอนี่ด้วย
ข้ายิ้มรับคำเจ้าเสือ แต่เกรงว่าจะกลายเป็นยิ้มเย้ยในสายตาของญาติผู้พี่ไปเสียแล้ว
หลังจากนั้นข้าก็โดนซักประวัติซะอ่วม
เพียงบอกว่าทำงานเป็นผู้ส่งสารแห่งสามภพ ทุกคนในห้องไม่เว้นกระทั่งโคก็อ้าปากกว้างจนกินแมลงวันไปหลายตัว และพอข้าเรียกให้โฟรเซนออกมาแนะนำตัว ทุกคนก็ตกใจจนเกือบปัดแก้วตกพื้น
เจ้าเสือเห็นแบบนั้นยิ่งดีใจ จึงโค้งตัวงามๆ หนึ่งทีแล้วเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มแสยะ เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ตรงมุมปากที่สะท้อนแสงวาววับไม่แพ้เครื่องประดับของหลายๆ คนในห้อง
“ข้า…โฟรเซนโฟเรซิน พยัคฆ์เมฆาแห่งคมเขี้ยว หากต้องการลอบกัดใครเรียกใช้ข้าได้เสมอนะ…ทุกท่าน” พูดจบเจ้าเสือตัวแสบก็กลับมาอยู่ในตราพันธสัญญาเช่นเดิมเพื่อไม่ให้เปลืองพลังเวทข้า คำกล่าวนั้นฟังคล้ายคำขู่ในที บ่งบอกว่ามันถนัดงานลอบกัดมากกว่าโจมตีซึ่งหน้า เห็นแบบนั้นทุกคนก็หน้าซีดเผือดกันเป็นทิวแถว ดูน่าขบขันไม่น้อย
‘เจ้าเองก็หัดระวังตัวซะบ้าง หากมีโอกาสเจ้าฟาเทนอะไรนั่นคงไม่อยู่เฉยแน่’
คงเพราะสิ่งที่ข้าทำเมื่อครู่เลยทำให้ฟาเทนมองอย่างไม่เป็นมิตรกว่าเดิมสิบเท่า หากสายตานั้นเป็นคมดาบ คงจะแทงข้าพรุนตายตั้งแต่วินาทีแรก
ห่วงข้าล่ะสิ เจ้าเสือปากแข็ง
‘ใครห่วงเจ้ากัน!’
การรับประทานอาหารเสร็จสิ้นด้วยดีในสายตาของข้า แต่ในสายตาคนอื่นเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ทันทีที่จบบทสนทนาแนะนำตัว ข้าก็รีบลุกพรวดพราดออกจากห้องทันทีอย่างไม่อาจทนนั่งต่อไปได้อีก แม้ว่าจะหน้าด้านหน้าทนขนาดไหน แต่ข้าก็เริ่มเมื่อยปากที่ต้องยิ้มสู้กลับเหมือนกัน
เพราะทุกคนนอกจากท่านอาต่างมองมาราวกำลังตั้งคำถามว่าข้าจะกลับมาทำไม เห็นแล้วกำลังใจที่มีก็เริ่มฝ่อ ถึงอย่างนั้นก็ไล่ข้าไม่ได้หรอกน่า
ยิ่งทำให้อยากอยู่ต่อมากกว่าน่ะสิ!
สถานที่ต่อไปคือห้องสมุด ได้ความเมตตาจากองครักษ์นามว่าโคช่วยนำทางที่ซับซ้อนวกวนกว่าทางไปห้องอาหารหลายเท่า ข้าว่าไม่ควรเรียกที่นี่ว่าพระราชวังหรอก น่าจะเรียกว่าเขาวงกตต่างหาก!
“เจ้าชาย?” เสียงเรียกของโคทำให้ข้าเพิ่งนึกได้ว่าคงเผลอทำสีหน้าประหลาด จึงรีบสาวเท้าเข้าไปในห้องสมุดทันที เห็นแล้วก็ลายตายิ่งกว่าเก่า ใครกันหนอช่างก่อสร้างออกมาได้ ชั้นหนังสือที่เรียงขึ้นไปจรดเพดาน ล้อมเป็นวงกลมรอบห้อง ทำให้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่หนังสือทั้งสิ้น
ข้าเดินไปตรงแถบประวัติศาสตร์แดนปีศาจแล้วเลือกหยิบออกมากว่าสิบเล่ม โคช่วยถือบางส่วนก่อนจะเดินมานั่งบนโต๊ะกลางห้อง อาจเพราะข้านั้นประกอบอาชีพมากว่าสามร้อยเก้าสิบแปดอาชีพ ภาษาปีศาจที่มีลักษณะตวัดวกวนราวกับก้อนขดกลมๆ จึงเคยผ่านตาข้ามากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง ด้วยเหตุนี้เองข้าจึงสามารถอ่านภาษาเกิดของตัวเองได้ ไม่ติดขัดอย่างที่ควรเป็นแม้แต่น้อย
‘บางครั้งเจ้าก็ทำให้ข้าทึ่งนะ’
แน่อยู่แล้ว จงภูมิใจในตัวเจ้านายซะเถอะ ฮ่าๆๆ
ข้าไม่หลงตัวเองแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะหันมองโคที่กำลังยืนนิ่งอยู่ด้านข้างราวรูปปั้นไร้ชีวิต ใบหน้านิ่งเกร็ง ดวงตามองตรง เห็นแล้วรู้สึกเมื่อยแทนขึ้นมาทันที
สงสัยนี่คงเป็นข้อบังคับในการเป็นองครักษ์ละมั้ง
ที่ข้าคิดแบบนี้เพราะทุกที่ที่ข้าเดินผ่านล้วนเจอแต่รูปปั้นมีชีวิตที่ทำตัวไร้ชีวิตแบบนี้ทั้งสิ้น ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าใครเป็นคนคิดกนี้ อ้อ เรื่องเอาหัวโขกพื้นเวลาทำอะไรผิดด้วย เห็นแล้วหัวใจจะวายทุกที
‘เจ้าจะหาอะไร ข้าเห็นเจ้าจมอยู่กับกองหนังสือมาตั้งนาน ไม่เห็นได้เรื่องอะไรสักนิด’
“ข้ากำลังหาประวัติของราชาปีศาจอยู่น่ะสิ” ข้าตอบอย่างลืมตัว เพราะโคนิ่งจนแทบไร้ชีวิตจริงๆ เลยลืมสนิท ดวงตาที่เคยจ้องตรงบัดนี้กลับมองข้าด้วยความสับสนงุนงง แน่ละ เขารู้ว่าข้ามีพยัคฆ์เมฆานามโฟรเซน แต่ไม่รู้ว่าข้าสามารถสื่อสารกับมันผ่านทางความคิดได้นี่นา
“ไม่มีอะไรหรอก” ข้าหันไปยิ้มแห้งให้โคก่อนจะพลิกหนังสือในมือไปมา ในนั้นมีรายละเอียดคร่าวๆ เกี่ยวกับท่านพ่อของข้าว่าเป็นราชาปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น และขึ้นครองบัลลังก์ตอนอายุยี่สิบสองปี นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก
‘จะหาไปทำไม’
เจ้าเสือถามอย่างสงสัย แต่พออ่านความคิดของข้ามันก็ร้องอ๋อ
‘เจ้านึกสงสัยสินะว่าราชาปีศาจที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดเป็นอะไรตาย คิดหรือว่าหนังสือพวกนี้จะลงรายละเอียดน่ะเจ้าเซ่อ มีปากไว้ทำไม โคเองก็อยู่ข้างๆ หัดถามสิถาม!’
ข้าหรี่ตาเมื่อเจ้าเสือตะโกนดัง เผลอยกมืออุดหูทั้งๆ ที่ไม่มีประโยชน์ในเมื่อเสียงของมันมาจากในตราพันธสัญญาตรงเข้าสู่สมอง ถึงอย่างนั้นปฏิกิริยาก็ไปเร็วก่อนสติเสมอ
“เจ้าชาย?” เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองอีกที โคก็จับจ้องข้าด้วยความประหลาดใจอย่างปกปิดไม่มิด เห็นทีความเคารพที่เขามีให้ในตอนแรกคงต่ำเรี่ยติดดิน
“โค” ข้าแสร้งทำเสียงขรึมแสดงความจริงจังเพื่อที่เขาจะลืมภาพหลุดเมื่อครู่ของข้าไปซะ “ข้ามีเรื่องอยากจะถามสักหน่อย”
“อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะเจ้าชาย หากสามารถให้คำตอบแก่ท่านได้ กระหม่อมก็ยินดี”
“งั้นคำถามแรก” ข้าวางหนังสือในมือลง “ท่านพ่อของข้า…สิ้นเพราะเหตุใด”
สิ้นคำ โคก็สะดุ้งไปหนึ่งทีราวกุ้งที่โดนน้ำร้อนลวก ท่าทางนิ่งเฉยราวรูปปั้นเลือนหาย แถมยังหลบตาข้าที่จ้องเขม็งอีกด้วย
“ราชาองค์ก่อนสิ้นเพราะอุบัติเหตุพ่ะย่ะค่ะ” ในที่สุดโคก็ตัดสินใจตอบอย่างกำกวม แต่ข้ารู้อยู่แล้ว ชาวปีศาจอายุยืนจะตายไป ไม่มีทางตายเพราะหมดอายุขัยหรอกน่า
“อุบัติเหตุอะไร” ข้าถามอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ส่งผลให้โคสะดุ้งเป็นครั้งที่สอง
“ถูกลอบสังหารพ่ะย่ะค่ะ”
ว่าอะไรนะ ถูกลอบสังหาร!!