The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 41 ญาติทางสายเลือด
บทที่ 7
ญาติทางสายเลือด
หลังจากข้าประทับใจจนเผลอหลั่งน้ำตาออกมา ชายชุดดำก็พาข้าไปห้องพักส่วนตัวที่ทำความสะอาดและตกแต่งใหม่สมกับตำแหน่งเจ้าชายปีศาจ ระหว่างทางมีทหารยืนเข้าแถวต้อนรับ ไล่โค้งตัวเคารพตั้งแต่ประตูแรกยันประตูสุดท้าย จนเมื่อถึงจุดหมายซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของพระราชวัง คนเหล่านั้นก็เริ่มแยกย้ายไปตามหน้าที่
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเข้ามายุ่งวุ่นวาย ข้าก็ไม่รีรอจะสำรวจห้องพักของตัวเอง
ขนาดของห้องกว้างและใหญ่โตมากกว่าห้องพักเด็กใหม่ที่สมาพันธ์ส่งสารแห่งสามภพหลายสิบเท่า ชนิดที่ต่อให้นอนรวมกว่าสิบคนก็ไม่เบียดกันเลยสักนิด เตียงก็ใหญ่พอจะกลิ้งไปมาหลายสิบรอบ ด้านข้างของเตียงเป็นหน้าต่างที่ถูกปิดด้วยม่านปักเลื่อมทอง พอเปิดม่านออกจะพบกับระเบียงที่สามารถมองเมืองทั้งเมืองในแดนปีศาจได้จากมุมนี้
ช่างงดงามนัก ยิ่งยามดึกสงัด ไฟจากบ้านเรือนจำนวนมากสาดส่องทั่วบริเวณ น่าประทับใจเกินบรรยาย
“โฟรเซน…เหมือนข้ากำลังฝันเลยเนอะ”
‘ถ้าอย่างนั้นก็รีบตื่นสิ เจ้าชายปีศาจเซอเซส’
โฟรเซนกล่าวทีเล่นทีจริง
“ไม่ตื่นหรอก ต่อให้เป็นฝันข้าก็จะไม่ยอมตื่น ในเมื่อข้าได้ทุกอย่างที่ใฝ่ฝันมาตลอดแล้วนี่นา” ข้ากระโดดไปรอบห้องอย่างดีใจ เจ้าเสือพลันเงียบไปอย่างผิดวิสัย
ค่ำคืนนั้นข้าคึกจัดจนกว่าจะหลับก็ล่อเอาเกือบฟ้าสาง เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบกับชายชุดดำสวมเครื่องแบบดูภูมิฐาน เขาคุกเข่าข้างเตียงตอนข้ายังขยี้ตาแบบมึนๆ พลางแนะนำตัวเป็นครั้งแรก
“กระหม่อมมีนามว่าโคทาเรน เป็นองครักษ์ประจำตัวเจ้าชายนับตั้งแต่วันนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“องครักษ์?” ข้าทวนคำงุนงง
“องครักษ์มีหน้าที่ปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”
โอ๊ะ มีคนแย่งตำแหน่งเจ้าแล้วแน่ะ
‘ฮึ ใครจะอยากปกป้องเจ้าด้วยชีวิตกัน หน้าที่ทั้งนั้น จำใจทั้งสิ้น’
เจ้าเสือปากร้ายไม่เปลี่ยน แต่ตอนนี้ข้าอารมณ์ดีมาก เลยไม่หาเรื่องชวนตีเหมือนเคยแล้วเดินลงจากเตียงเพื่ออาบน้ำ อาจเพราะยังติดใจเรื่องการตามตัวจากกลิ่น ข้าเลยตั้งใจขัดตัวเป็นพิเศษเพราะวันนี้คาดว่าจะได้เจอบุคคลสำคัญในแดนปีศาจหลายท่าน
แม้จะเคยเข้าห้องน้ำเมื่อคืนแล้ว แต่เห็นกี่ครั้งก็ประทับใจทุกครั้ง เพราะพื้นปูด้วยกระเบื้องใสอย่างดีราวกับคริสตัล ตรงกึ่งกลางห้องเป็นสระน้ำร้อนที่ใหญ่พอๆ กับสระว่ายน้ำของคฤหาสน์เศรษฐี น้ำอุ่นถูกปล่อยลงมาจากปากของราชสีห์ขนาดยักษ์ตรงผนังด้านใน ดูเท่ดีหรอกนะ แต่ว่า…
‘เหมือนเจ้ากำลังอาบน้ำลายข้าเลย’
เฮ้ยๆ เจ้าเป็นเสือนะ ไม่ใช่สิงโต!
ข้าชี้แจงสายพันธุ์ที่ถูกต้องให้โฟรเซน ก่อนจะแก้ผ้าแล้วกระโดดลงอ่างกว้างอย่างมีความสุข นับแต่นี้เป็นต้นไปพระราชวังนี้คือบ้านของข้า ห้องนอนสุดหรูหราก็เป็นของข้า ห้องน้ำที่ว่ายน้ำเล่นได้ทั้งวันก็เป็นของข้า
‘เจ้าสมองถั่วหน้ามืดตามัว อย่าหลงกับทรัพย์สินจนลืมภารกิจสิ’
นั่นสินะ ยอมมาแดนปีศาจเพื่อทำภารกิจ ต่อให้ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าชายแล้วก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อนั้นปล่อยเป็นเรื่องของอนาคต
เพราะจดหมายยังนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าสีดำที่ข้าวางไว้บนหัวเตียง เช่นเดียวกับปืนสีดำเหลือบเงินคู่ใจซึ่งเก็บอยู่ในซองหนังเรียบร้อย หวังว่าคงไม่มีใครนึกพิเรนทร์ขโมยของเจ้าชายหรอกนะ
จะว่าไป หากพูดถึงภารกิจแล้วก็ต้องนึกถึงบุคคลปริศนานามซิโอคาอาเทีย
“ถ้าซิโอคาอาเทียเกี่ยวข้องกับแดนปีศาจจริงๆ ข้าลองถามโคก็ได้” ข้าย่อชื่อองครักษ์ประจำตัวพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะจัดการชำระร่างกาย แล้วหยิบผ้าขนหนูมาพันเอวหนึ่งผืน
ใบหน้าของข้าแดงก่ำเพราะเพิ่งขึ้นจากน้ำอุ่น เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็พบกับเสื้อผ้าซึ่งถูกพับเรียบร้อยพร้อมกับเครื่องประดับที่แยกไว้ในกล่องเล็กๆ ไม่มีร่างของสาวใช้ที่เป็นธุระจัดการเสื้อผ้าของข้า อาจจะถูกโคทาเรนไล่ออกไปเพราะเมื่อวานข้าก็ยื่นคำขาดว่าไม่ต้องการให้ใครรับใช้ในเรื่องส่วนตัวอย่างการแต่งตัว
แต่…
“โฟรเซน ข้าใส่ชุดนี้เองไม่ได้” ข้ากล่าวเสียงเครียดเมื่อลองสวมแล้วพบว่าไม่อาจเอื้อมเกี่ยวสายเชือกที่ด้านหลังได้ แม้ว่าจะพยายามอยู่นานหน้ากระจกบานใหญ่ก็ตาม
เสื้อแบบนี้ข้าเคยพบเห็นตามหนังสือเวลากล่าวถึงพวกเชื้อพระวงศ์ เสื้อตัวในสีดำสนิทขอบเงิน ทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาว ชายยาวจรดเข่าประดับลวดลายตวัดอ่อนช้อยงดงามแต่ดูน่าเกรงขามในที สายโซ่ร้อยพันรอบเอวชวนน่าปวดหัว กับเครื่องประดับสารพัดที่เกี่ยวโยงไปมา
‘เจ้าจะอายอะไร เรียกองครักษ์ที่ยอมถวายชีวิตให้มาช่วยสวมสิ’
เจ้าเสือขี้งอน ถ้าไม่ยอมช่วยข้า เดี๋ยวก็เรียกจริงๆ เลยนี่
‘หึ’
เจ้าเสือยอมปรากฏตัวหลังปล่อยให้ข้าทึ้งเสื้อผ้าจนเกือบเสียหาย มันจับมือข้าให้กางออกแล้วสั่งให้อยู่นิ่งๆ ก่อนจะช่วยจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วก็ยกมือขึ้นอย่างลืมตัว
ข้าหลับตาปี๋ เตรียมโดนยีหัว
แต่เจ้าเสือกลับลดมือลงพลางถอนหายใจอย่างอัดอั้น มันดีดหน้าผากข้าเบาๆ ระบายความงุ่นง่านก่อนจะหายกลับเข้าไปในตราพันธสัญญา
ข้าลูบตำแหน่งที่โดนทำร้ายด้วยความสับสน หรือเจ้าเสือจะเห็นแก่ข้าที่สวมชุดเจ้าชาย เลยไม่อยากให้ภาพลักษณ์เสียหายในสภาพเส้นผมยุ่งกระเซิง
‘รีบๆ ออกไปได้แล้ว’
มันเร่ง ข้าเลยเปิดประตูออกไปด้านนอก พบกับโคทาเรนซึ่งยืนรออยู่แล้ว
“สง่างามมากพ่ะย่ะค่ะ”
ข้าเกาแก้มยิ้มแห้งอย่างไม่ชินกับคำชมเกินจริง ด่าแบบโฟรเซนได้ไหม ข้าสบายใจกว่า
‘เจ้านี่ท่าจะประสาทนะ’
เจ้าสิประสาท!
ข้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะเดินออกจากห้องพักไปห้องอาหารตามการนำทางขององครักษ์ประจำตัว พระราชวังนี้กว้างขวางจนตาลาย มีหลายชั้นแถมยังซับซ้อนมาก หากไม่มีโคทาเรนเชื่อสิว่าต้องหลงอย่างแน่นอน
ข้าหยุดเดินเมื่อพบว่าเบื้องหน้าถูกขวางด้วยประตูบานใหญ่แสนหรูหรา ด้านข้างเป็นทหารสองนายในชุดเครื่องแบบยืนนิ่ง ที่เอวเหน็บดาบไว้ ใบหน้าตายด้าน
ข้าแอบเอามือโบกผ่านหน้าของทั้งสองระหว่างที่โคยังหันหลังให้ ก่อนจะพบว่าดวงตาของทั้งคู่ไม่ได้ตายด้านเหมือนใบหน้า เพราะทันทีที่ข้ายกมือขึ้นโบกอย่างลัลล้า ดวงตาสีเลือดก็ถลึงมองข้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
แต่กระนั้น…ทั้งคู่ก็ไม่อาจตำหนิอะไรข้าได้
การได้แกล้งคนไม่มีทางสู้สะใจแบบนี้นี่เอง ฮ่าๆ
‘อย่าซน’
ข้าแสร้งไม่สนใจเจ้าเสือ เพราะข้าจะซน
‘เจ้านี่นะ…’
เสียงถอนหายใจของมันมาพร้อมเสียงกล่าวของโคทาเรน
“เชิญพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย”
ประตูเปิดออกเผยให้เห็นห้องอาหารใหญ่โต ข้าเริ่มเบื่อที่จะบรรยายซ้ำๆ ถึงความหรูหรา ฉะนั้นขอสรุปว่าอลังการไม่แพ้ห้องนอนแล้วกัน
ตรงกึ่งกลางเป็นโต๊ะยาวขนาดใหญ่ ที่นั่งด้านข้างถูกจับจองด้วยบุคคลในชุดสูงศักดิ์กว่าสิบชีวิต ซึ่งมีทั้งชายและหญิง อายุน้อยที่สุดในห้องนี้คงราวๆ สิบเจ็ดปี และเป้าสายตาของทั้งสิบคนก็คือ…ข้า
สายตาเหล่านั้นไม่ค่อยเป็นมิตร สงสัยข้าใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัวนานไปสักนิด แต่ข้าเคยชินกับการโดนมองด้วยสายตาไม่ต้อนรับ จึงยิ้มหวานๆ ให้พลางกล่าวทักทาย
“อรุณสวัสดิ์”
ทุกย่างก้าวล้วนถูกจับจ้องจากทุกสารทิศ ความรู้สึกตอนนี้ราวกับสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ข้าจะโดนกดขี่เหมือนในละครภาคค่ำที่แดนเทพรึเปล่านะ
โคเดินนำไปเลื่อนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะ ข้ามองที่ตรงนั้นแล้วได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ เพราะตำแหน่งหัวโต๊ะนั้นบ่งบอกความสูงศักดิ์
แล้วข้าจะกล้านั่งหัวโต๊ะหยามคนอื่นได้อย่างไร
“ดูท่าหลานชายข้าคงลำบากใจสินะ”
เหมือนจับสังเกตสีหน้าของข้าได้ ชายชราซึ่งนั่งอยู่ด้านขวามือของข้าจึงลุกขึ้นด้วยท่วงท่าแสนสง่างามอย่างที่ข้าไม่อาจทำได้ ชุดที่สวมใส่นั้นดูหรูหรา บ่งบอกตำแหน่งซึ่งไม่ด้อยไปกว่าข้าเลยสักนิด
“ข้าคืออาของเจ้า ฟานีส เรียกข้าว่าท่านอาก็ได้นะเจ้าชายน้อย” น้ำเสียงของท่านอาฟังอ่อนโยน ราวกับพร้อมอ้าแขนรับฟังทุกสิ่งทุกอย่างโดยไร้ข้อแม้ก็ไม่ปาน ท่าทางของท่านดูแข็งแรงแม้อายุจะปาเข้าไปกว่าหกสิบปี ดวงตาสีแดงเลือดฉายแววเอ็นดูข้า ใบหน้าใจดีน่าเชื่อถือ ผมสีดำยาวรวบมัดด้านหลังด้วยเครื่องประดับสีทองอร่าม
ข้าเชื่อว่าสมัยยังหนุ่มท่านอาจะต้องเป็นที่ชื่นชอบของทั้งสาวเล็กสาวใหญ่แน่ กระทั่งตอนนี้ก็ต้องยังมีคนติดพัน เพราะท่าทางน่าพึ่งพาตรงตามแบบชายหนุ่มที่หญิงสาวใฝ่ฝันอยากเป็นภรรยา
“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอา” ข้าหันไปทักทายอย่างสุภาพ ความอึดอัดหายลับเมื่อท่านอาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
รอยยิ้มดูบริสุทธิ์ไม่แพ้พี่เพลเลย เห็นแล้วชวนสงบใจสุดๆ
‘พวกที่ยิ้มแบบนี้แหละที่ต้องระวังให้ดี เขาเรียกว่าพวกเจ้าเล่ห์ซ่อนคม’
เจ้าห้ามว่าร้ายพี่เพลนะ!
‘ช่างเถอะ ถือว่าข้าไม่ได้พูดแล้วกัน’
เจ้าเสือบอกปัดซะงั้น อ้าว ทำไมล่ะ ตั้งแต่ข้ามาเยือนแดนปีศาจมันก็สงบปากแบบแปลกๆ
ไม่ชินเลย เถียงข้ากว่านี้หน่อยสิ ขยันแกล้งกันหน่อย!
“นั่งก่อนเถอะเจ้าชายน้อย จะได้เริ่มบทสนทนาในเครือญาติเสียที ทุกคนอยากทำความรู้จักกับท่านมากนะ” ท่านอากล่าวอย่างหวังดี ทำให้ข้ารีบร้อนจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้หากโคไม่เข้ามาจับไว้ทัน เรียกเสียงขบขันเบาๆ จากรอบทิศ
ข้ากวาดตามองโดยรอบแก้เขิน สบสายตาสีเลือดกว่าสิบคู่ที่จับจ้องสำรวจข้าเช่นเดียวกัน มองแล้วก็รู้สึกร้อนวูบวาบแปลกๆ เพราะมากกว่าครึ่งจ้องอย่างรังเกียจเดียดฉันท์
กว่าสิบชีวิตนี้คือญาติของข้าทั้งหมดเลยเหรอ
เห็นแล้วก็อดตกใจไม่ได้จริงๆ!