The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 44 เด็กโรงครัวปริศนา
บทที่ 10
เด็กโรงครัวปริศนา
“โฟรเซน”
‘รู้แล้วน่า ครั้งหน้าเจ้าหาอะไรตีหัวโคให้สลบก่อนออกมาข้างนอกหน่อยแล้วกัน สอดรู้มากไปแล้ว’
คำแนะนำของมันน่าลองไม่เลว และเมื่อข้ากลับมาที่ห้องอีกครั้งก็พอดีกับโคที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับทหารนับสิบในสภาพอาวุธครบมือ
“เจ้า…ชาย” โคเสียงอ่อนเมื่อเห็นข้ากำลังนั่งอ่านหนังสือในท่าหันหลังให้เขา อาศัยพนักเก้าอี้ที่สูงเลยไหล่ช่วยบดบังเสื้อผ้าที่เปลี่ยนไม่ทัน หากเขาไม่เข้ามาใกล้ๆ ก็คงไม่เห็นจุดน่าสงสัยนี้
“มีอะไรกันเหรอ” ข้าแสร้งทำสีหน้างุนงง ขนาดแดนทะเลทรายยังเคยโดนข้าปั่นหัวมาแล้ว นับประสาอะไรกับองครักษ์ที่แสนเถรตรง โคขยี้ตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ สีหน้าของเขาดูน่าสงสารเมื่อต้องหันไปขอโทษขอโพยเหล่าทหารด้านหลังที่ยกโขยงมากลุ่มใหญ่
“เมื่อครู่ข้าคงตาฝาด” โคกล่าวพึมพำกับตัวเองก่อนที่ประตูห้องจะปิดลง ข้าอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ชีวิตในพระราชวังนี้มีทั้งความสุขและความน่าเบื่อไม่น้อย ถูกจับตามองตลอดไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักนิด
‘อยากกลับสมาพันธ์รึยังล่ะ’
โฟรเซนแทรกความคิดข้า ทำให้อดนึกถึงพวกรุ่นพี่ไม่ได้ ป่านนี้พี่ซัฟเฟอร์คงกำลังกินขนมหวานและพี่เพลก็ตามใจอีกตามเคย จีเซลน่าจะกำลังเล่นสนุกกับการแปลงโฉมซีเอล หัวหน้าก็คงจมกองเอกสารโดยมีเฟนเซลคอยขุดหาทุกห้านาที เอรินเสือสาวขี้เซาต้องออดอ้อนซัทเซนอยู่แน่ คาร์ทเองก็นั่งแกว่งขาไปมาที่ห้องพยาบาลอย่างเหนื่อยหน่าย
ส่วนท่านราพิตต์หนีไม่พ้นการผจญไปทั่วทุกสารทิศตามประสาหัวหน้าแผนกนอกสถานที่เช่นเดียวกับชาเร็ตต้า
นึกแล้วก็อยากกลับไปอย่างที่โฟรเซนพูดจริงๆ แต่…
“ยังกลับไม่ได้หรอก ข้ายังมีภารกิจที่ต้องทำอยู่นี่นา” ข้าพึมพำเบาๆ กับตัวเองก่อนจะกระชับเสื้อคลุมสีดำเตรียมพร้อมปฏิบัติการอีกครั้ง
‘คราวนี้จะไปไหนก่อนล่ะ’
เจ้าเสือถามติดตลกทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วแท้ๆ
“ดักตีหัวโค”
ปึก!!
ร่างขององครักษ์ที่มักเดินนำข้าไปไหนต่อไหนยามนี้สลบเหมือดคามือ ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ข้าจึงเรียกเลือดจากเผ่าปีศาจไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลังศีรษะของเขาปูดเป็นลูกมะนาวได้
“เอาร่างโคไปซ่อนที่ไหนดี มีคนเจอขึ้นมาคงแย่” ข้าถามกับโฟรเซนเบาๆ พลางเก็บปืนสีดำเหลือบเงินคู่ใจเข้าซองหนังเหมือนเดิม ไม่บอกก็คงรู้ใช่ไหมว่าโคสลบเพราะโดนอะไรกระแทกหัว
‘ซ่อนไว้หลังถังขยะตรงนั้นคงไม่มีใครไปรื้อหรอกมั้ง’
ข้ามองหาถังขยะที่ว่าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าตรงด้านซ้ายมือห่างออกไปเกือบสิบเมตรมีถังขยะใบโตตั้งอยู่พร้อมกับกลิ่นโชย เห็นแล้วขอโทษขอโพยโคในใจยิ่งกว่าเดิม แล้วจับขาทั้งสองขององครักษ์ลากไปทางทิศนั้นอย่างรวดเร็ว
สงสารก็สงสารอยู่หรอก แต่ไม่มีที่ซ่อนอื่นแล้วนี่นา
ข้าลากขาโคอย่างลำบาก หมอนี่ตัวหนักใช่เล่นแฮะ เห็นป้ายติดอยู่ไม่ไกลอ่านได้ใจความว่า ‘โรงครัว’ แสดงว่าข้ากำลังลากศพ เอ๊ย ร่างของโคไปหลบอยู่หลังถังขยะที่เต็มไปด้วยเศษอาหารจำนวนมากสินะ
น่าสงสารจัง
แต่ก็ช่างมันเถอะ!
‘เจ้าซนชะมัด แต่แบบนี้ข้าชอบ’
เจ้าเสือหัวเราะลั่นพอดีกับข้าลากขาของโคมาถึงที่หมายสำเร็จ กลิ่นที่โชยออกมาอย่างรุนแรงนั้นทำให้ต้องกลั้นหายใจ ยังดีที่โรงครัวตอนกลางคืนปิดไฟเรียบร้อยบ่งบอกเวลาเลิกงาน ทำให้ไม่มีใครเห็นฉากไม่สมฐานะของข้าสักคนเดียว
“เจ้ากำลังทำอะไร”
ซะที่ไหน
ข้ารีบปล่อยขาทั้งสองของโคทันทีเมื่อได้ยินเสียงคนเอ่ยทักอย่างราบเรียบไร้อารมณ์ ทำให้ขาขององครักษ์แสนดีกระแทกกับพื้นดังตึง!
“เสียงอะไรน่ะ!!” ได้ยินเสียงตะโกนจากทหารที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่รอบนอก
โฟรเซน รีบหนีกันเถอะ
ข้ารีบกล่าวในใจกับเจ้าเสือทันที แต่ไม่ทันเงาดำเล็กๆ คล้ายกับเด็กเดินผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วหยุดยืนหน้าทหารที่กำลังสาวเท้าเข้าใกล้สถานที่เกิดเหตุ
“ข้าทำของตกนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก” เสียงราบเรียบราวไร้อารมณ์ฟังคุ้นเคย ที่แท้ร่างเล็กๆ ของเด็กคนนั้นก็เป็นคนที่เอ่ยทักข้าตอนแรกนั่นเอง เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าตกใจจนเผลอปล่อยมือ แต่ทำไมกันล่ะ ทั้งๆ ที่เอ่ยทักข้าอย่างสงสัยแต่กลับให้ความช่วยเหลือ น่าสับสนจริงๆ
“เจ้า…เด็กที่เพิ่งเข้ามาใหม่สินะ ทีหลังก็ระวังหน่อยล่ะ” ทหารลาดตระเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเพราะเห็นคู่กรณีอายุยังน้อย แม้ว่าเด็กคนนี้จะสวมฮู้ดคลุมทั้งตัวจนปิดใบหน้าไปกว่าครึ่งก็ตาม
เมื่อทหารคนนั้นเดินหายลับไป ร่างเล็กเท่าจีเซลก็เดินวกกลับมาหาข้าที่ยังนั่งขดซ่อนตัวอยู่หลังถังขยะ เขาเหลือบมองร่างไร้สติของโคเพียงครู่ก่อนจะหันมาเค้นถามกับข้า
“เจ้ากำลังจะหนีหรือ” คำถามนั้นฟังราวไม่ใช่เด็ก
“ข้าไม่ได้หนีนะ” ข้ารีบแก้ตัว “ข้าแค่อยากไปข้างนอกสักครู่เท่านั้น”
ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมข้าต้องนึกเกรงเด็กตัวเท่านี้ด้วย
‘เพราะสมองเจ้าเด็กกว่าอายุน่ะสิ’
สมองเจ้าน่ะสิไอ้เสือบ้า!
ข้าด่าโฟรเซนอย่างอดไม่ได้ สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดอยู่ยังจะมาเล่นลิ้นอีก
“ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นเจ้าชายปีศาจเนี่ยนะ”
ข้าสะดุ้งเมื่อเขารู้ฐานะแท้จริงทั้งๆ ที่ไม่ได้สวมชุดหรูหรา
แต่ถ้าเด็กตรงหน้ารู้ว่าข้าเป็นเจ้าชาย แล้วทำไมช่วยข้าจากทหารล่ะ
‘เจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดา’
ขนาดโฟรเซนยังเอ่ยแบบนี้ เห็นทีข้าคงต้องระวังตัวสักหน่อยแล้ว
“ไม่ต้องกังวล” ราวอ่านใจข้าได้ เด็กน้อยจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม “ข้าอยากช่วยเจ้า”
“ช่วย? ทั้งๆ ที่ข้าเป็นเจ้าชายหนีออกจากวังเนี่ยนะ”
“เจ้าชายแล้วอย่างไร” น้ำเสียงของเด็กน้อยไร้อารมณ์ราวไม่สนใจยศถาบรรดาศักดิ์ “ข้าเองก็เป็นคนครัว นึกอยากช่วยใครสักคนก็ผิดหรือ ท่าทางเจ้าดูเร่งรีบข้าเลยช่วย ไม่สนหรอกว่าตัวตนจริงๆ คือใคร เพราะข้าเห็นทุกคนเท่าเทียมกัน”
ยิ่งฟังก็ยิ่งตงิดใจว่าร่างเล็กตรงหน้าความคิดความอ่านไม่เหมือนเด็กแม้แต่นิดเดียว
“ข้าอยากเป็นมิตรกับเจ้า”
‘ไอ้คนที่พูดแบบนี้ตรงๆ กับเจ้าชาย เจ้าเชื่อไหมล่ะว่าไม่มีเจตนาแอบแฝง’
“ข้ารู้ทางลับหนีไปนอกพระราชวัง ถ้าเจ้าต้องการ ข้ายินดีช่วยเหลือและปกปิด”
“ข้าชื่อเซอเซส ยินดีที่ได้รู้จักนะสหายใหม่ของข้า” ข้าแย้มยิ้มทันทีเมื่อมีเส้นทางที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งพาเวทข้ามมิติ เพราะเสี่ยงกับการพลังเวทเหือดหาย และที่สำคัญ ข้าอยากรู้จุดประสงค์ของคนคนนี้
เด็กน้อยที่ไม่เหมือนเด็กน้อย
เขาต้องการอะไรถึงอยากผูกมิตรกับข้า
‘รู้จักล่อเหยื่อด้วยหรือ เจ้าถั่วงอก’
ข้าเมินโฟรเซนที่แสร้งสะอึกสะอื้นเหมือนภาคภูมิใจในสมองอันน้อยนิดของเจ้านาย เด็กน้อยจึงเปิดฮู้ดให้ข้าได้เห็นใบหน้าอีกครึ่งที่เหลือ สิ่งแรกที่โดดเด่นท่ามกลางความมืดมิดคือดวงตาสีแดงสดราวโลหิต ใบหน้าได้รูปสวยที่แม้ยังเด็กแต่นับว่าน่ารักไม่แพ้จีเซล
“ยินดีที่ได้รู้จัก เซอเซส” ใบหน้านิ่งเรียบราวรูปปั้นมีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก หากเป็นจีเซลคงดูน่ารักราวเทวดาตัวน้อย แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามให้ดูน่ากลัวขนาดไหนก็ตาม แต่เมื่อรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเด็กชายคนนี้กลับดูน่าเกรงขามชวนใจสะท้าน
แต่นั่นก็ปรากฏเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
“นามของข้าคือ” เด็กน้อยเว้นช่วงครู่หนึ่ง “ซินอาร์”