The Intimate Companion คู่หูต่างขั้ว! - บทที่ 43 หนีออกจากวัง
บทที่ 9
หนีออกจากวัง
‘ไหนในหนังสือบอกว่าเป็นราชาที่แข็งแกร่งที่สุดยังไงล่ะ ทำไมถึงถูกลอบสังหารซะได้’
เจ้าเสือพูดในสิ่งที่ข้ากำลังสงสัยอยู่พอดี
“จับตัวคนร้ายได้รึเปล่า”
หากพ่อของข้าโดนลอบสังหารจริง ก็เท่ากับว่าคนคนนั้นต้องหวังอะไรบางอย่างจากท่าน อาจเป็นพวกศัตรูที่หวังขัดอำนาจ หรืออาจเป็นใครบางคนที่หวังบัลลังก์
‘ถ้าเป็นแบบนั้น รายต่อไปก็คือเจ้า’
ไม่ต้องย้ำหรอกน่า!
“คนร้ายฆ่าตัวตายทันทีที่สังหารองค์ราชาพ่ะย่ะค่ะ ทำให้ไม่สามารถสืบเบื้องหลังใดๆ ได้”
ข้าฟังแล้วขมวดคิ้ว ราชาตายทั้งคน จะสืบข่าวจากศพที่นอนแผ่ตรงนั้นไม่ได้เลยหรือ อย่างน้อยก็ต้องรู้บ้างสิว่าเป็นเผ่าอะไร มาจากที่ไหน และเข้ามาได้ยังไง
“รายละเอียดที่เหลือกระหม่อมก็ไม่ทราบหรอกพ่ะย่ะค่ะ เป็นความลับระดับราชวงศ์เท่านั้น”
“แล้วท่านแม่ข้าล่ะ”
การเปลี่ยนเรื่องครั้งนี้ทำให้องครักษ์ของข้าโล่งอกจนเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ
“องค์ราชินีสิ้นไปหลังจากท่านประสูติพ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวสั้นๆ ที่ข้าได้แต่พยักหน้ารับอย่างพอคาดการณ์ได้คร่าวๆ นึกแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ ข้าได้ทุกอย่าง ทรัพย์สิน เงินทอง พระราชวัง ตำแหน่งเจ้าชาย แต่กลับสายเกินไป
ท่านแม่สิ้นใจตั้งแต่คลอดข้า ท่านพ่อก็เพิ่งเสียเมื่อเดือนก่อน ถึงจะเหมือนครบสมบูรณ์ ข้ากลับสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดไป
‘แต่เจ้าก็อยู่คนเดียวแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่’
เจ้าเสือกล่าวขึ้นเสียงเบา นั่นสินะ ข้าอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เกิด การรู้ความจริงไม่ทำให้ข้ากลับเป็นเหมือนเก่า เพราะเหตุนี้เองข้าจึงทำใจได้รวดเร็วกว่าที่คาด ขนาดโคเองยังแอบหยิบผ้าเช็ดหน้าเตรียมซับน้ำตาไว้เลย
ฮึ่ม คิดว่าข้าเป็นเจ้าชายขี้แยรึยังไง
ข้าแอบมองค้อนองครักษ์ ส่งผลให้โครีบเก็บผ้าเช็ดหน้าลายลูกไม้เข้าที่อกเสื้อเช่นเดิม
‘เซอเซส ถามเรื่องซิโออะไรนั่นด้วยสิ’
เจ้าเสือเตือนเรื่องที่ข้าลืมสนิท
“โค เจ้าเคยได้ยินชื่อซิโอคาอาเทียไหม” คำถามของข้าทำให้โคที่กำลังจะกลับเป็นรูปปั้นอีกครั้งสะดุ้งเป็นรอบที่สาม เขาทำท่างุนงงครู่ใหญ่กับคำถามที่ต่างจากคำถามก่อนๆ
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน” คำตอบของโคที่ยืนยันหนักแน่นทำให้ข้านึกรำพึงพัน
ภารกิจที่สามของข้า หวังว่าจะสำเร็จในเร็ววัน
‘ถึงแม้ว่าจะยังมองไม่เห็นทางสว่างก็ตาม’
โฟรเซนต่อคำ ช่างเป็นประโยคที่ตอกย้ำจิตใจเหลือเกิน
หลังจากนั้นข้าก็กลิ้งเล่นอยู่ในห้องอย่างไม่รู้จะทำอะไร จนเผลอหลับไปพร้อมๆ กับเจ้าเสือ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเย็นแล้ว โคเคาะประตูเรียกข้าให้ไปรับประทานอาหาร แต่ข้าปฏิเสธเพราะยังรู้สึกง่วงนอนไม่หาย
“ไม่สบายพระวรกายหรือพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” เนื่องจากประตูห้องของเจ้าชายนั้นหนาพอสมควร โคเลยต้องตะโกนเสียงดังจากด้านนอกห้อง ไม่รู้หรอกว่าดังขนาดไหน แต่ก็ดังพอให้ข้าได้ยินแว่วๆ
ข้ายกมือปิดปากที่กำลังหาวก่อนจะตะโกนกลับ “ข้าไม่เป็นอะไร แค่อยากนอนพักอีกสักครู่ก็เท่านั้น”
“กระหม่อมไม่กวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โคยอมถอยโดยดี ตอนแรกข้านึกว่าเขาจะตื๊อมากกว่านี้เสียอีก เพราะโคเป็นคนที่มีนิสัยเถรตรงและปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ อืม…ในข้อนี้ข้าขอยอมรับเขาน่ะนะว่าเขามีความพยายามมากกว่าข้าหลายเท่าเลยทีเดียว
‘เพราะแทนที่เจ้าจะออกไปทำภารกิจ ดันนอนกลิ้งตีพุงอยู่ในห้อง’
เจ้าเสือกล่าวแกมระอา ได้ยินเสียงหาวปนกับคำกล่าวนั้น มันเองก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน
“เจ้าอย่าดูถูกข้าสิ” ข้ายันตัวขึ้นแล้วเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมสีดำที่พี่เพลให้มา พลางยกกระเป๋าขึ้นสะพาย เมื่อสำรวจดูด้านในจึงพบว่าของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน
“ข้ากำลังจะออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วไง ขี้บ่นจังนะโฟรเซน เจ้าคิดจะให้ข้าเดินโทงๆ ตอนกลางวันให้คนตกใจเล่นหรือ” ข้าตบซองหนังที่คาดตรงต้นขา พบปืนสีดำเหลือบเงินยังอยู่ที่ตำแหน่งเดิมแล้วอุ่นใจ
‘น่าแปลกที่เจ้าคิดเป็นนะ พอมาแดนปีศาจ เจ้าเมล็ดถั่วริอ่านเติบโตเป็นถั่วงอกแล้วรึยังไง’
“ถั่วงอกบ้านเจ้าสิ เจ้าเสือบ้า”
‘เจ้าจะออกไปทางไหนล่ะ’
“ก็ประตูน่ะสิ!!” ข้าตอบเสียงดังฟังชัด คล้ายได้ยินเสียงถอนหายใจจากโฟรเซนชอบกล
‘เป็นถั่วงอกไม่ทันไรก็กลับกลายเป็นเมล็ดถั่ว เซอเซสเอ๋ยเซอเซส เจ้าเพิ่งบอกข้าหยกๆ ว่าไม่อยากให้ใครเห็น แต่เจ้าจะออกไปทางประตูเนี่ยนะ ไม่น่าหลงดีใจกับการเจริญเติบโตของเจ้าจริงๆ’
“ข้าไม่ใช่พืชตระกูลถั่วนะ!” ข้าตะโกนอย่างอดกลั้น อ๊าก! เจ้าเสือ จะเตือนดีๆ ไม่ได้รึไง ทำไมต้องกล่าวอย่างสมเพชในตัวข้าขนาดนั้นด้วยเล่า ข้ายิ่งไม่ค่อยมีความมั่นใจอยู่ อีกอย่าง ไม่ให้ออกทางประตูจะให้ข้าไปปีนหน้าต่างรึไง
‘ห้องเจ้าอยู่ชั้นสาม ปีนออกไปเห็นทีจะกลายเป็นถั่วแบนแต๋น่ะสิ’
โฟรเซนยังไม่เลิกหาว่าข้าเป็นพืชตระกูลถั่วทั้งๆ ที่ข้าเป็นถึงเจ้าชายเชียวนะ และกำลังจะกลายเป็นเจ้าชายรัชทายาท และจากรัชทายาทก็จะกลายเป็นราชาด้วย!
‘มีราชาอย่างเจ้าแดนปีศาจล่มจมกันพอดี ช่างน่าสงสารๆ’
โฟรเซนปลงตก แต่พอนึกตามคำพูดของมัน ข้าที่สวมชุดราชานั่งบัลลังก์ก็ดูขัดกันแปลกๆ ชอบกล เห็นทีคงจะล่มจมอย่างที่มันว่า เพราะข้าปกครองเป็นที่ไหนกันล่ะ แบบนี้ก็ต้องโยนงานให้คนอื่น หลังจากนั้นข้าจะกลายเป็นราชาที่ถูกเชิดลับหลัง สุดท้ายเมื่อหมดประโยชน์…
ก็จะถูกฆ่าทิ้ง!
“ช่างหัวเรื่องนั้นเถอะ!” ข้าทนความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองไม่ไหว และกลับมาตั้งหลักที่เรื่องเดิมก่อนจะจินตนาการไกล “ไปทางประตูก็หาว่าข้าเป็นเมล็ดถั่ว ไปทางหน้าต่างก็ด่าว่าเป็นถั่วแบน สรุปเจ้าจะเอายังไง”
‘หึๆๆ’ โฟรเซนหัวเราะอย่างพอใจ ‘เจ้าลืมข้ารึไง ความสามารถของข้าน่ะ กับแค่พาเจ้าไปนั่งเล่นนอนเล่นที่สวนหลังพระราชวังน่ะง่ายยิ่งกว่าการกระดิกนิ้วเสียอีก’
“แล้วก็ทำเป็นท่ามากตั้งนานสองนาน พาข้าข้ามมิติไปแต่แรกก็สิ้นเรื่อง” ข้ากล่าวอย่างเพิ่งนึกได้ จะว่าไปช่วงนี้ไม่ค่อยได้ใช้งานเจ้าเสือเท่าไร ทำเอาข้าลืมไปเลยว่ามันมีประโยชน์แค่เรื่องการเดินทางอย่างเดียว
‘แน่ใจนะว่าจะเถียงเรื่องคุณประโยชน์กับข้า’
“แล้วจะทำไม เจ้าทำอย่างอื่นนอกจากใช้เวทข้ามมิติรึไง”
‘แรกเจอข้าช่วยชีวิตเจ้า ต่อมาข้าก็ช่วยให้เจ้ามีงานทำ ตอนเจ้าทะเล่อทะล่าสลบข้าก็แบกเจ้าไปนอนที่เตียง พาเจ้าไปกินข้าว ดูแลอย่างดี ร้องเพลงกล่อมสามเวลา…’
“โกหกทั้งนั้น!” ข้าลูบขนแขนที่ลุกซู่ อ้างความดีความชอบอะไรของมัน แรกๆ ฟังเข้าที หลังๆ ฟังแล้วสยองขวัญ
แต่ไม่รู้ทำไม ข้าถึงรู้สึกสบายใจชอบกล คงเพราะก่อนหน้านี้มันค่อนข้างสงบปากสงบคำ
“เจ้า…”
ไม่ทันจะชวนตีอีกรอบ ภาพรอบด้านพลันกลายเป็นสีดำสนิท พร้อมมวลอากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก โชคดีครั้งนี้ข้ามมิติในระยะทางที่สั้น ข้าจึงเผชิญกับสิ่งเลวร้ายนั้นเพียงพริบตา
ตุบ
ร่างของข้าตกอยู่ด้านนอกกำแพงของพระราชวังพอดิบพอดี พิกัดนี้เจ้าเสือคงคาดการณ์เอาเองสินะถึงได้ชวนหวาดเสียวแบบนี้ หากมันคาดการณ์ผิดไปเพียงนิดเดียว ตัวข้าอาจเข้าไปแทรกอยู่ในเนื้อของกำแพงแล้วแข็งตายอยู่ในนั้น
นึกแล้วก็ขนลุก ไม่น่าคิดพิเรนทร์เลย
‘ติงต๊องจริง’
เจ้าเสือเดาะลิ้น
‘ข้าไม่พลาดง่ายๆ หรอก ไม่ใช่ไก่อ่อนแบบเจ้านี่นา’
เดี๋ยวหาว่าเป็นหนูบื้อ เมล็ดถั่ว แล้วข้ามขั้นเป็นไก่ ข้าสงสัยในคำด่าของโฟรเซนชะมัดว่าจะวิวัฒนาการไปถึงขั้นไหน แต่คิดอีกที ไม่เอาดีกว่า
ข้าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินก่อนจะมองสำรวจโดยรอบอย่างระมัดระวัง ได้ยินเสียงทหารผลัดเวรยามดึกจากด้านในของกำแพง เมื่อมองออกมาก็พบกับผู้คนที่เดินขวักไขว่เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ที่ข้าเคยไปเยือน อากาศตอนกลางคืนไม่ค่อยหนาว เสื้อคลุมตัวเดียวก็เอาอยู่
เส้นทางเบื้องหน้าแยกเป็นหลายสายน่าสำรวจ เมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้คนที่พูดคุยอย่างสนุกสนานก็อดยิ้มตามไม่ได้ ข้างทางมีร้านแปลกตามากมาย เช่นเดียวกับกลิ่นหอมหวานน่ารับประทานจากร้านใกล้ๆ กัน
ได้กลิ่นแล้วน้ำลายหก
ข้าหันมองกำแพงพระราชวังอีกครั้ง อาจเพราะตรงจุดนี้เป็นที่มืดมีต้นไม้บังเลยไม่มีใครนึกสงสัยว่าข้าเป็นผู้ร้าย ช่างโชคดีจริงๆ
ในที่สุดก็ถึงเวลาผจญภัยในแดนปีศาจ!!
แต่…
“เจ้าชายหายตัวไปแล้ว!” เสียงตะโกนจากด้านในกำแพงทำให้ข้าที่กำลังจะก้าวขาเดินออกไปด้วยใบหน้ายิ้มร่าชะงักทันที ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นโค องครักษ์ประจำกายข้าสินะ
ซวยชะมัด!