The Second Coming of Gluttony - บทที่ 387: ภาพยนตร์สารคดีลวงโลก (3)
ตอนที่ 387: ภาพยนตร์สารคดีลวงโลก (3)
ในตอนนั้นเอง…
วูบ!
ม่านพลังงานเลือนลางพลันกางกั้นโอบล้อมทั่วทั้งห้องพร้อมกับเสียงดังก้องกังวานสั้น ๆ มันเป็นม่านพลังที่คล้ายคลึงกับตัวที่ซอลจีฮูเคยเห็นที่ศาสนสถานไม่มีผิด
“วีรบุรุษแห่งแดนสวรรค์ (Paradise) เรียกหาทั้งที ข้าจะไม่มาได้อย่างไรกัน?”
น้ำเสียงหนึ่งดังขึ้นภายในห้องที่มีเพียงซอลจีฮูยืนอยู่เพียงลำพัง
“ตอนแรกที่ข้าได้รับข้อความจากเดลฟีน ข้ายังไม่รู้เลยว่าควรจะคิดอย่างไรดี นางบอกว่าผู้แทนของวัลฮัลลาจะติดต่อมาในไม่ช้า และให้ข้าเลือกรับสายในสถานที่ที่ปิดมิดชิดและแยกตัวออกไปต่างหาก”
น้ำเสียงนั้นฟังดูห้วนและไร้อารมณ์อยู่บ้าง
ไม่นานนัก ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาจากโต๊ะบริเวณใจกลางห้อง
เขาอยู่ในชุดคลุมจอมเวทสีน้ำเงินเข้ม ในมือซ้ายถือหนังสือเล่มหนาเตอะที่ดูราวกับพจนานุกรม และนัยน์ตาคู่นั้นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นตากรอบทองก็ช่างดูราบเรียบไร้ความรู้สึก…
“และพอเจ้าขอให้ข้าแอบมาที่วัลฮัลลาเป็นการลับ ข้าก็คิดขึ้นมาในใจทันทีเลยว่า ‘อา… เจ้าหมอนี่กำลังจะเริ่มก่อเรื่องอะไรบางอย่างอีกแล้วสินะ’ “
ฟิลิป มุลเลอร์ (Philip Muller) ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าพลันเอ่ยปากพูดในขณะที่ใช้นิ้วพลิกหน้าหนังสืออย่างเงียบเชียบ
ซอลจีฮูยกยิ้มขึ้น
หากดาราแห่งความโลภ (Star of Avarice) เดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการ คิมฮันน่าย่อมต้องแจ้งเรื่องนี้ให้เขาทราบล่วงหน้าแล้ว
ทว่าเขากลับไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากนางเลย
นั่นก็เพราะนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าฟิลิป มุลเลอร์จะมาเยือนที่นี่
“ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านต้องลักลอบเข้ามาในนี้ได้โดยไม่มีใครจับได้”
“อันที่จริง ข้าเกือบจะโดนจับได้แล้วล่ะ”
ฟิลิป มุลเลอร์เอ่ยปากพูดโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือของตน
“เอ๊ะ? ท่านเกือบโดนจับได้งั้นรึ?”
นัยน์ตาของซอลจีฮูเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เนื่องจากข้าเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง การกำหนดพิกัดให้ถูกต้องจึงไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าในตอนที่ข้าพยายามจะเทเลพอร์ต พลังมานาจากตึกหลังนี้กลับพวยพุ่งเข้ามาหมายจะขัดขวางคาถาของข้า… หากข้าช้าไปกว่านี้เพียงไม่กี่วินาที ตัวตนของข้าคงถูกเปิดโปงไปแล้ว”
“จากในตึกหลังนี้…? นั่นหมายความว่า…”
“อึนยูริ ใช่ไหม? น่าจะเป็นนางนั่นแหละ หนึ่งในสามจอมเวทสาวที่พักหลังชอบไปคลุกคลีอยู่กับเดลฟีน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นางคงจะสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติแน่ ๆ ถึงได้แผ่ขยายมานาของตนเองไปตรวจสอบตามซอกมุมต่าง ๆ ของตึกอย่างละเอียดขนาดนี้”
ฟิลิป มุลเลอร์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ
“ช่างเป็นเด็กสาวที่อวดดีนัก จอมเวทที่ยังไม่ได้เป็นแม้แต่แรงก์เกอร์ระดับสูง (High Ranker) แต่กลับริอ่านมาประลองกำลังกับยอดฝีมือระดับยูนีค (Unique Ranker) ผู้เป็นตัวแทนแห่งทวยเทพ…”
“ที่แท้ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น… บางทีข้าควรจะแจ้งให้คุณอึนยูริทราบล่วงหน้าก่อน”
“ไม่หรอก มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของข้าเช่นกัน และพูดตามตรงนะ— มันสนุกดี ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกเจ้านักรบ (Warriors) คิดอย่างไร แต่พวกเราเหล่าจอมเวท (Magicians) มีวิถีการต่อสู้ในแบบของตัวเอง ต้องขอบคุณนางเลยล่ะที่ทำให้เลือดในกายของข้ากลับมาเดือดพล่านอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน”
น้ำเสียงของฟิลิป มุลเลอร์แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอยู่ลึก ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะถือว่า ‘การประลอง’ ในครั้งนี้ตนเองเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เนื่องจากสามารถเทเลพอร์ตเข้ามาได้สำเร็จโดยไม่ถูกตรวจพบ
“อย่างไรเสีย จอมเวทระดับนางย่อมต้องมีวิธีคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป จากที่เดลฟีนเล่าให้ข้าฟัง นางกำลังแสวงหาจุดสูงสุดของวิถีแห่งมานา หากมีโอกาส ข้าก็อยากจะพบเจอและร่วมอภิปรายทฤษฎีเวทมนตร์กับนางดูสักครั้ง”
เมื่อพิจารณาจากนิสัยของฟิลิป มุลเลอร์แล้ว มันเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งที่เขาจะแสดงความสนใจในตัวใครสักคนมากขนาดนี้
สีหน้าของซอลจีฮูพลันแปรเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
“ให้ข้าช่วยจัดแจงนัดแนะให้พวกท่านสองคนมาพบกันไหมล่ะ? ข้าช่วยเป็นพ่อสื่อให้ได้นะถ้าท่านต้องการ”
“ข้าต้องการจะอภิปรายทฤษฎีเวทมนตร์ ไม่ใช่เรื่องชู้สาว”
เขาเอ่ยปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน
“ข้ายินดีที่จะได้พบตัวนางในฐานะจอมเวทด้วยกัน ทว่าในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง นางดูเป็นผู้หญิงที่อันตรายเกินกว่าจะเข้าไปพัวพันด้วย เจ้าเองก็ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ”
“คุณอึนยูริมีอะไรผิดแปลกงั้นรึ?”
“นางคงจะหงุดหงิดที่ข้าไม่ติดกับดักของนาง ยามนี้นางเลยเริ่มกระจายกำลังค้นหาไปทั่วทั้งเมืองราวกับคนบ้า มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายขนาดที่ต้องแสดงปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนั้นเลยสักนิด… ท่าทางของนางราวกับกำลังถือมีดวิ่งไล่ตามหลังข้ามาอย่างนั้นแหละ”
ฟิลิปพึมพำประโยคสุดท้ายในคอ
“อีกอย่าง ข้ามีภรรยาแล้ว หากข้ายังอยากจะมีอายุขัยที่ยืนยาว ข้าก็ต้องระมัดระวังตัวให้มาก”
“เอ๊ะ? ท่านแต่งงานแล้วงั้นรึ?”
“เจ้าไม่รู้รึ? ข้ารับใช้ (Servant) ของข้าก็คือภรรยาของข้านั่นแหละ พวกเราไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือทำอะไรทำนองนั้นหรอก แต่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในแดนสวรรค์มานานถึงห้าปีแล้ว ดังนั้นในทางปฏิบัติก็ถือเป็นสามีภรรยากันแล้ว”
ฟิลิป มุลเลอร์แค่นเสียงประชดพลางใช้นิ้วดันกรอบแว่นตาขึ้น ท่าทางของเขาดูราวกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองถึงต้องมานั่งอธิบายเรื่องส่วนตัวพวกนี้ให้ฟังด้วย
“เอาเถอะ เลิกพูดเรื่องสัพเพเหระแล้วเข้าประเด็นหลักกันเลยดีกว่า”
“รับทราบ”
ซอลจีฮูก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน ด้วยความที่รู้ซึ้งถึงนิสัยของฟิลิป มุลเลอร์เป็นอย่างดี ทันทีที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาก็เปิดฉากพูดทันที
“มีทั้งชาวแดนสวรรค์ (Paradisians) และชาวโลก (Earthlings) ภายในค่ายกลของมนุษยชาติ ที่กำลังลักลอบติดต่อประสานงานกับพวกปรสิต (Parasites)”
ฟิลิป มุลเลอร์ถึงกับชะงักสะดุ้งไปเล็กน้อย
ซอลจีฮูนั่งไขว่ห้างพลางประสานมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่า
“ข้าอยากจะขอรับฟังความคิดเห็นของคณมุลเลอร์เกี่ยวกับเรื่องนี้หน่อย”
ยามนี้เองที่ฟิลิป มุลเลอร์ยอมละสายตาออกจากหนังสือของตน เขาจ้องมองตรงมายังซอลจีฮูด้วยแววตาที่สงบนิ่ง
“ข้าไม่แน่ใจว่าเหตุใดเจ้าถึงมาถามข้าเอาปุบปับเช่นนี้ แต่ว่า…”
เขาจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยปากโต้แย้งกลับมา
“ข้าจะขอให้คำตอบก่อนเลยแล้วกัน ข้าไม่คิดว่ามีคนทรยศซ่อนตัวอยู่ภายในค่ายกลของมนุษยชาติหรอก”
ซอลจีฮูเบิกตากว้างขึ้นกับคำตอบที่เหนือความคาดหมาย
“ข้าคิดว่าท่านจะเห็นด้วยกับข้าเสียอีก… ข้าขอถามได้ไหมว่าเหตุใดท่านถึงคิดเช่นนั้น?”
“ตอนแรกข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน มั่นใจถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ ทว่าข้ากลับเปลี่ยนใจหลังจากสิ้นสุดสงครามแห่งหุบเขาอาร์เดน (Arden Valley War)”
“?”
“ลองนึกถึงเงื่อนไขที่ขุนพลปรสิต ‘ความเพียรพยายามอันเป็นนิรันดร์’ (Undying Diligence) ยื่นข้อเสนอมาหลังจากที่มันและกองทัพปรสิตเดินทางมาถึงหุบเขาสิ”
ซอลจีฮูค่อย ๆ ย้อนนึกทบทวนความทรงจำของตนเอง
แม้ว่ามันจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานเกือบสิบปีแล้ว ทว่าความทรงจำนั้นกลับยังคงแจ่มชัดเด่นชัดเนื่องจากความตกตะลึงในตอนนั้น
[ในหมู่พวกเจ้าควรจะมีมนุษย์คนหนึ่งที่เพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก]
[หากพวกเจ้ายอมส่งมอบตัวคนผู้นั้นมา… พวกเราจะยอมถอนกำลังกลับไปแต่โดยดี ข้าขอให้คำมั่นสัญญาด้วยนามของข้า]
เมื่อซอลจีฮูปิดปากเงียบลง ฟิลิป มุลเลอร์จึงเริ่มเอ่ยปากพูดต่อ
” ‘ความเพียรพยายามอันเป็นนิรันดร์’ กำลังพูดถึงตัวเจ้า ในศึกสงครามแห่งหุบเขา, เหตุการณ์ในห้องทดลองเดลฟิเนียน, งานเลี้ยงสังสรรค์… ในตอนนั้นมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่เพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อเสียงจนโด่งดังขึ้นมา”
ซอลจีฮูพยักหน้ารับคำ และฟิลิป มุลเลอร์ก็เอ่ยต่อ
“จุดที่น่าสังเกตก็คือ ‘ความเพียรพยายามอันเป็นนิรันดร์’ กลับไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเจ้า มันเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าพวกปรสิตจะไม่ใส่ใจในเมื่อพวกมันยอมลงทุนเกณฑ์กองทัพถึงสามกองทัพมาร่วมศึก และมันก็ไม่มีเหตุผลเลยที่พวกมันจะพูดจาทำนองนั้นหากพวกมันรู้ชื่อของเจ้าอยู่แล้ว การระบุตัวตนของเจ้าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แล้วเหตุใดพวกมันถึงไม่รู้ล่ะ?”
ซอลจีฮูเข้าใจในสิ่งที่ฟิลิป มุลเลอร์กำลังจะสื่อทันที หากมีคนทรยศอยู่ในค่ายกลของมนุษยชาติจริง ๆ มันไม่มีทางเลยที่พวกปรสิตจะไม่ล่วงรู้ข้อมูลนี้ เพราะด้วยลักษณะเด่นของเขาที่ระบุได้ง่ายดายขนาดนั้น พวกคนทรยศย่อมต้องคาบข่าวไปบอกชื่อของเขาแก่พวกมันนานแล้ว
“ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ในตอนนั้นจะยังไม่มีคนทรยศคนใดที่สามารถติดต่อสื่อสารกับพวกปรสิตได้โดยตรง ทว่า—”
ในตอนนั้นเอง ฟิลิป มุลเลอร์ก็หักมุมด้วยคำว่า ‘ทว่า’ คำโต
“ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบัน ข้าเชื่อมั่นอย่างสนิทใจเลยว่ามีชาวโลกหรือชาวแดนสวรรค์ที่กำลังพยายามจะแปรพักตร์ไปเข้าพวกกับพวกปรสิต เรื่องนี้ข้ามั่นใจแน่นอน”
นั่นหมายความว่า มีผู้คนมากมายที่พร้อมจะหักหลังมนุษยชาติทันทีหากได้รับโอกาส
หากเป็นซอลจีฮูในยามที่ยังเยาว์วัยและอ่อนต่อโลก เขาคงไม่มีวันเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้แน่นอน
เขาคงจะตะโกนด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยวว่าชาวโลกริอ่านทำเรื่องที่เหยียบย่ำต่อหน้าที่ของตนเองได้อย่างไร
ทว่าในยามนี้เขาแปรเปลี่ยนไปแล้ว
ซอลจีฮูยอมรับในสิ่งที่ฟิลิป มุลเลอร์พูดออกมาได้อย่างง่ายดายพลางเผยรอยยิ้ม
“ดูท่าไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักจะมีพวกคนที่คอยจ้องจะประจบสอพลอฝ่ายที่กำลังชนะอยู่เสมอเลยสินะครับ”
“พวกคนที่คอยจ้องจะประจบสอพลอฝ่ายที่กำลังชนะ… เป็นคำเปรียบเปรยที่ดีทีเดียว”
ฟิลิป มุลเลอร์หัวเราะขื่น ๆ ก่อนจะกลับมาทำสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
“ปัญหาก็คือ แดนสวรรค์ไม่ใช่การแข่งขันกีฬาที่เจ้าจะยอมจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าชมการแข่งขันหรอกนะ”
“ครับ มันคือศึกตายนพรัตน์ (Deathmatch) ที่ไม่มีวันสิ้นสุดจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะย่อยยับดับสูญไปจนหมดสิ้น”
“ถูกต้อง พูดตามตรงนะ ชาวโลกส่วนใหญ่คงจะเฝ้าหวังให้สถานการณ์มันคงตัวอยู่แบบนี้ต่อไป พวกปรสิตปล่อยให้มนุษยชาติอยู่อย่างสงบและมุ่งเป้าไปต่อสู้กับพวกสมาพันธ์ (Federation) เท่านั้น ส่วนพวกสมาพันธ์ก็ทำได้เพียงยื้อชีวิตเอาไว้ไปวัน ๆ”
เพราะมีเพียงหนทางนี้เท่านั้น แดนสวรรค์จึงจะยังคงมีความต้องการในตัวของชาวโลกต่อไป
“ทว่ามันไม่มีทางเลยที่สถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ตลอดกาล อันที่จริง หากไม่ใช่เพราะตัวเจ้า มันคงแปรเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว หุบเขาอาร์เดนคงถูกยึดครองไปแล้ว, ฮารามาค (Haramark) ซึ่งทำหน้าที่เป็นป้อมปราการหน้าด่านของมนุษยชาติ คงถูกพวกออร์คกลายพันธุ์ที่ถูกผลิตซ้ำจำนวนมากบดขยี้จนย่อยยับ และเอวา (Eva) ก็คงทำได้เพียงยื้อชีวิตไว้ด้วยเส้นด้ายบาง ๆ… มนุษยชาติต่างคงต้องมานั่งนับถอยหลังสู่ความตายของตนเองไปนานแล้ว”
ฟิลิป มุลเลอร์เอ่ยปากพูดหลังจากหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง
“ยังดีที่สถานการณ์ในยามนี้ไม่ได้ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น ทว่า… ในท้ายที่สุดแล้ว ชาวโลกก็ต้องเลือกที่จะตัดสินใจในวันใดวันหนึ่งอยู่ดี ว่าจะเลือกต่อสู้, เลือกที่จะหนีกลับโลก หรือว่า…”
“กระโดดข้ามฝั่งไปเข้าพวกกับพวกปรสิต เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมของตนเองในแดนสวรรค์ต่อไป”
เมื่อซอลจีฮูเอ่ยต่อประโยคจนจบ ฟิลิป มุลเลอร์ก็พยักหน้ารับคำ จากนั้นเขาก็กอดอกราวกับได้เอ่ยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะพูดออกไปหมดสิ้นแล้ว
ยามนี้ ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยเหตุผลที่เขาเชิญอีกฝ่ายมาพบแล้ว ซอลจีฮูจัดแจงเรียบเรียงความคิดในหัวก่อนจะเริ่มเปิดฉากพูด
“ในตอนที่ข้าย้ายจากฮารามาคมาที่เอวา… ข้าได้ให้สัตย์ปฏิญาณไว้สามข้อ”
น้ำเสียงของซอลจีฮูดูทุ้มต่ำและสงบนิ่ง
“ข้อแรกคือการกวาดล้างสิ่งโสโครกและคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ภายในเอวา ข้อที่สองคือการปรับปรุงความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับพวกสมาพันธ์ และข้อที่สาม… คือการแปรเปลี่ยนมนุษยชาติ”
ฟิลิป มุลเลอร์รับฟังคำพูดของซอลจีฮูอย่างเงียบเชียบ
“ในปัจจุบัน ข้าสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเป้าหมายข้อแรกและข้อที่สองได้บรรลุผลสำเร็จล่วงสมบูรณ์แล้ว ทว่าข้ายังทำเป้าหมายข้อที่สามไม่สำเร็จ”
“….”
“บอกตามตรงเลยนะ ตอนแรกข้าคิดว่าสิ่งต่าง ๆ มันจะแปรเปลี่ยนไปเองหากข้าทุ่มเททำงานหนักเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น ทว่านั่นเป็นความคาดหวังที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ มนุษยชาติไม่เคยได้ปะทะต่อสู้กับพวกปรสิตอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ทว่าพวกเขากลับมีความหวาดกลัวต่อพวกมันเกินกว่าที่ควรจะเป็น มุมมองความคิดนี้ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเลยแม้ว่าพวกเราจะได้รับชัยชนะในศึกสงครามครั้งล่าสุดก็ตาม”
“มันช่วยไม่ได้หรอก มันเป็นความจริงที่พวกปรสิตคือศัตรูที่ทรงพลังและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง”
ฟิลิป มุลเลอร์ลอบถอนหายใจยาว
“มันเป็นความจริงที่พวกเราชนะในศึกครั้งล่าสุดตามที่เจ้าพูด ทว่าใครก็ตามที่มีสมองขบคิดอยู่บ้างย่อมรู้ดีว่าไม่ควรจะมองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับแนวโน้มของสงครามในอนาคต อันที่จริง พวกเขาต่างพากันมองโลกในแง่ร้ายเสียด้วยซ้ำ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน พวกเราทำได้เพียงขับไล่พวกมันกลับไปที่ป้อมปราการทิกอล (Tigol Fortress) ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเรามีความได้เปรียบอย่างท่วมท้น และเหตุการณ์ทำนองนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง”
“พวกคนที่กำลังมองหาโอกาสในการแปรพักตร์คงจะไม่ชอบขี้หน้าเจ้าเท่าใดนัก เพราะการที่เจ้าไปถล่มพวกมันจนย่อยยับขนาดนั้น จะยิ่งทำให้พวกปรสิตหันมาให้ความสนใจในตัวมนุษยชาติมากยิ่งขึ้น”
“นั่นแหละคือประเด็นสำคัญเลยครับ”
น้ำเสียงของซอลจีฮูดังขึ้นเล็กน้อย
“ตามที่ท่านพูด ชาวโลกจะต้องเลือกที่จะตัดสินใจในวันใดวันหนึ่ง วันนั้นอาจจะยังมาไม่ถึง ทว่าข้าเชื่อมั่นว่าทุกคนต่างสัมผัสได้ว่ามันกำลังใกล้เข้ามามากกว่าแต่ก่อน”
“แล้วอย่างไรต่อ?”
“เช่นนั้นแล้ว มันจะไม่ยิ่งทำให้พวกคนทรยศที่กำลังอยู่ไม่สุขเริ่มแสดงอาการกระวนกระวายใจออกมามากกว่าเดิมรึครับ?”
ฟิลิป มุลเลอร์ขมวดคิ้วมุ่นราวกับไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะสื่อ
“เจ้ากำลังพยายามจะทำอะไรกันแน่?”
“อืม ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อยนะ”
ซอลจีฮูกระแอมไอในคอเบา ๆ พลางขบคิดว่าจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้
“ราชินีปรสิต (Parasite Queen) ปล่อยให้มนุษยชาติอยู่อย่างสงบมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับวิธีที่พวกมันปฏิบัติต่อพวกสมาพันธ์แล้ว พวกมันแทบจะเมินเฉยต่อมนุษยชาติเลยด้วยซ้ำ ทว่าหากลองพิจารณาดูให้ดี ๆ แล้ว มันอาจจะไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป”
ซอลจีฮูยื่นแขนออกไปข้างหน้า
ฟึ่บ! กองเอกสารบันทึกจำนวนหนึ่งพลันพุ่งทะยานเข้ามาอยู่ในมือของเขา
“อาจารย์เอียน (Ian) เป็นผู้รวบรวมบันทึกเหล่านี้ขึ้นมาด้วยตนเอง ลองเปิดอ่านดูสิครับ”
ซอลจีฮูส่งมอบกองเอกสารนั้นให้อีกฝ่าย
ไม่นานนัก นัยน์ตาของฟิลิป มุลเลอร์ก็ค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นในขณะที่เขาใช้นิ้วพลิกอ่านหน้ากระดาษทีละหน้า
เขาพบเห็นชื่อเสียงเรียงนามที่คุ้นตามากมาย
อัล ซาห์รา (Al Zahra), อัลวาโร สโครก (Alvaro Skroke), เอเลนอร์ ลูนา (Eleanor Luna), โจชัว แคลฟลิน (Joshua Claflin)… พวกเขาล้วนเป็นชาวโลกที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างยิ่งในแดนสวรรค์ จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ยามนี้พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในแดนสวรรค์อีกต่อไปแล้ว
“แน่นอนว่า ข้ามั่นใจว่าเหตุการณ์บางอย่างมันเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างชาวโลกด้วยกันเอง ทว่า—”
“มีบางเหตุการณ์ที่พวกปรสิตยื่นมือเข้ามาแทรกแซงด้วยสินะ”
“ใช่ครับ และหากท่านมุ่งเป้าไปที่จุดนั้น ท่านจะได้พบเห็นจุดร่วมบางอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง”
ซอลจีฮูเอ่ยปากพูด
“ราชินีปรสิตไม่ได้เมนเฉยต่อมนุษยชาติเลยสักนิด นางมีความเข้าใจในตัวของชาวโลกดียิ่งกว่าใคร ๆ และนางก็ลงมือปฏิบัติการตามนั้น คอยโยนคำใบ้เพื่อยุยงให้เกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น”
“อธิบายมาให้ชัดเจนซิ”
“มันจะเป็นไปได้รึครับที่จะไม่มีใครที่โดดเด่นเหนือล้ำยิ่งกว่าข้าในหมู่ชาวโลกจำนวนนับไม่ถ้วนที่เดินทางมายังแดนสวรรค์แห่งนี้? ไม่หรอก ข้าไม่คิดเช่นนั้น ปัญหาก็คือ เมื่อใดก็ตามที่มีวีรบุรุษปรากฏกายขึ้นและพยายามจะลงมือก่อการบางอย่าง ราชินีปรสิตก็มักจะปรากฏตัวขึ้นเสมอ”
“….”
“และนางก็จัดการกำจัดวีรบุรุษผู้นั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะลงมือสังหารทิ้งเหมือนอย่างกรณีของโจชัว แคลฟลิน, ครอบงำจิตใจจนทำให้ต้องแปรพักตร์เหมือนอย่างกรณีของมาริกา ลาริซา (Marika Larisa) หรือเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนและเข้าร่วมพวกเหมือนอย่างกรณีของซองชีฮยอน (Sung Shihyun)”
ถูกต้องแล้ว พวกปรสิตไม่ได้ละเลยมนุษยชาติเลยสักนิด
“มันไม่ใช่ว่าอันดับที่หนึ่งจะไม่ใส่ใจในอันดับที่สาม ทว่าพวกมันเพียงแค่จัดแจงสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งใส่ใจต่างหาก”
พวกปรสิตคอยควบคุมสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพื่อที่พวกมันจะได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงเฉพาะในยามที่จำเป็นอย่างที่สุดเท่านั้น
“…ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้าพูดแล้ว”
ฟิลิป มุลเลอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ทว่าเจ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าราชินีปรสิตคอยโยนคำใบ้มาให้?”
“อย่างที่ข้าพูดไป ราชินีปรสิตมีความเข้าใจในตัวของชาวโลกเป็นอย่างดี”
ซอลจีฮูเอ่ยปากพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ลองจินตนาการว่าพวกเราไปยืนอยู่ในจุดของพวกเขาสิครับ”
“จุดของใคร?”
“พวกคนที่ยินดีที่จะแปรพักตร์ไปเข้าพวกกับพวกปรสิตทันทีหากได้รับโอกาส ทว่ายามนี้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในสายตาของราชินีปรสิตอย่างไรเล่าครับ”
ซอลจีฮูเอ่ยต่อ
“ราชินีปรสิตช่างดูสูงส่งและหยิ่งยโสเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่พวกแรงก์เกอร์ระดับสูงก็อาจจะไม่ดึงดูดความสนใจของนางเลยด้วยซ้ำ”
วันเวลาที่จะต้องเลือกตัดสินใจกำลังใกล้เข้ามาทุกนาที มนุษยชาติไม่สามารถวาดฝันให้สิ่งต่าง ๆ คงอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้ที่มนุษยชาติอาจตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปของพวกปรสิต…
“พวกคนที่คิดจะทรยศจึงถูกบีบคั้นให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องรีบพิสูจน์คุณค่าของตนเองให้ราชินีปรสิตได้เห็นโดยเร็วที่สุด”
นัยน์ตาของฟิลิป มุลเลอร์หดแคบลงทันที
“แล้วหนทางที่ดีที่สุดในการพิสูจน์คุณค่าของพวกมันคืออะไรล่ะครับ?”
สีหน้าของเขาดูคลุมเครือราวกับกำลังจะจับใจความภาพรวมทั้งหมดได้ลาง ๆ แล้ว
ซอลจีฮูโยนคำใบ้อีกข้อหนึ่งลงไป
“ยกตัวอย่างเช่น หากมีมนุษย์คนหนึ่งที่กลายมาเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงใจของพวกปรสิต ทว่าพวกสมาพันธ์และมนุษยชาติต่างพากันยกย่องเชิดชูเขาไว้บนแท่นบูชาสูงส่งและปฏิบัติกับเขาประดุจวีรบุรุษ? ทว่าหากลองพิจารณาดูสิ่งที่เขาทำลงไปอย่างละเอียดแล้ว เขาเป็นเพียงแค่แรงก์เกอร์ระดับสูงที่ดวงดีโชคช่วย คอยพึ่งพาปาฏิหาริย์เพื่อเอาชีวิตรอดผ่านพ้นสถานการณ์อันตรายมาได้ล่ะครับ?”
“…ตัวเจ้าเองงั้นรึ”
ยามนี้นัยน์ตาของฟิลิป มุลเลอร์เบิกกว้างขึ้นราวกับระฆังใบยักษ์ในที่สุด
“อย่าบอกนะว่า…”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถจับใจความสถานการณ์ทั้งหมดได้ในที่สุด ซอลจีฮูจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ของตน
“นี่คือเหตุผลที่ข้าเชิญท่านมาพบครับ คุณมุลเลอร์ ข้าอยากจะอาศัยโอกาสนี้ในการยื่นข้อเสนอข้อหนึ่ง”
เขาก้าวเดินวนรอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย พลัน…
“ไม่ทราบว่า—”
ในที่สุดเขาก็เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงที่เชิญอีกฝ่ายมาพบในวันนี้
“ท่านสนใจที่จะมาร่วมสร้างภาพยนตร์กับข้าสักเรื่องไหมครับ?”
“…ภาพยนตร์งั้นรึ เจ้าพูดอะไรของเจ้า”
ฟิลิป มุลเลอร์พึมพำออกมาด้วยความงุนงงสับสน
แม้ว่ามันจะฟังดูไร้สาระและไม่มีปี่มีขลุ่ย ทว่าเขาก็ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาถึงขนาดที่จะไม่เข้าใจความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น
“เจ้าอยากจะให้ข้าไปร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนั้นงั้นรึ?”
“เปล่าครับ พี่ล่ายูฮี (Yuhui Noona) กับตัวข้าจะเป็นนักแสดงนำ และข้าเองก็มีรายชื่อของนักแสดงหลักคนอื่น ๆ อยู่ในใจแล้ว อันที่จริง มีหมอนั่นคนหนึ่งก้าวเท้ามาหาข้าด้วยตนเองเพื่ออ้อนวอนขอมีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ”
ซอลจีฮูหยุดก้าวเดินพลางยกมือขึ้นมาปิดปากของตนเอง
เมื่อเห็นท่าทางหัวเราะคิกคักของซอลจีฮู ฟิลิป มุลเลอร์ก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกไม่คุ้นเคยกับตัวตนในมุมนี้ของอีกฝ่ายเลยสักนิด
“เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องการให้ข้าช่วยทำอะไรล่ะ?”
“ข้าอยากจะให้ท่านมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ หรือพูดให้เจาะจงก็คือ ผู้กำกับภาพ (Cinematographer) ครับ”
“…อืม ข้าขอขอบคุณที่เจ้าให้เกียรติและประเมินค่าในตัวข้าไว้สูงส่งถึงเพียงนี้ ทว่าตัวข้าเป็นคนที่ค่าตัวแพงมากเลยนะ”
ฟิลิป มุลเลอร์สูดหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำกำไรให้พวกเราได้อย่างมหาศาลแน่นอน มันจะเป็นผลงานการสร้างร่วมกันของพวกเราสองคน”
“เจ้าคาดหวังผลกำไรไว้มากน้อยเพียงใดกันล่ะ?”
“ก็…”
ซอลจีฮูขยิบตาให้แวบหนึ่ง
“หากการกวาดล้างพวกคนทรยศภายในมนุษยชาติผ่านพ้นไปด้วยดี ข้าก็วางแผนที่จะสร้างภาคต่อในทันทีเลยล่ะครับ ผลกำไรที่คาดหวังไว้สำหรับเรื่องนั้น ข้าคิดว่ามันคือการแปรเปลี่ยนภายในตัวของมนุษยชาติเองครับ”
ฟิลิป มุลเลอร์หลับตาลง
“…เจ้าไม่คิดว่าตนเองกำลังทะเยอทะยานเกินไปหน่อยรึกับผลกำไรที่คาดเดาไว้เช่นนั้น?”
“งั้นรึครับ?”
“มันสูงส่งเสียจนดูราวกับเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเป็นจริงได้เลยสักนิด”
แม้จะเอ่ยปากพูดเช่นนั้น ทว่าสีหน้าของฟิลิป มุลเลอร์ในยามนี้กลับเป็นภาพที่น่ามองยิ่งนัก
หางตาของเขากำลังสั่นไหวระริก และริมฝีปากของเขาก็กำลังสั่นเทา แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาขบคิดและตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากเพียงใด
ซอลจีฮูคาดเดาปฏิกิริยานี้ไว้แล้ว
เพราะว่า…
[ข้าควรจะทำอย่างไรดีในยามที่พวกเราถูกโจมตีจากทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน?]
[ข้าไม่ได้ตักเตือนเจ้าล่วงหน้าแล้วรึอย่างไร?]
[ข้าคิดว่าพวกมันถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นไปแล้ว ใครจะไปรู้ล่ะว่าผู้คนจำนวนมหาศาลขนาดนั้นจะเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น?]
[เจ้าไม่แม้แต่จะสละเวลาเปิดหูรับฟังในยามที่ดาราแห่งความโลภคนก่อนตะโกนบอกเจ้าทีละคำด้วยซ้ำ สมน้ำหน้าแล้ว]
ในยามที่เขาพบเห็นยุนซอฮี (Yun Seohui) ด้วยเนตรทั้งเก้า (Nine Eyes) บทสนทนาที่นางเคยพูดคุยกับตัวเขาในอดีตแสดงให้เห็นชัดเจนว่าฟิลิป มุลเลอร์เองก็ให้ความสนใจและเป็นกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้เช่นกัน
“เกี่ยวกับเรื่องที่ว่ามันจะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด เหตุใดท่านไม่ลองตัดสินใจหลังจากได้อ่านบทภาพยนตร์ดูก่อนล่ะครับ?”
ซอลจีฮูยักไหล่
“แน่นอนอยู่แล้ว ผู้กำกับภาพงั้นรึ? หากภาพยนตร์เรื่องนี้มีค่าคู่ควรแก่การลงทุน ข้าก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปฏิเสธ”
ฟิลิป มุลเลอร์เองก็รู้ดีเช่นกัน
ซอลจีฮูบอกว่านักแสดงหลักคนอื่น ๆ เดินเท้ามาหาเขาด้วยตนเอง นี่หมายความว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่การคาดเดาไปเองล่ะ ทว่าฝ่ายตรงข้ามได้เริ่มเคลื่อนไหวลงมือแล้วจริง ๆ
หากเป็นเช่นนั้น มันย่อมไม่มีโอกาสใดที่จะดีไปกว่าการเปิดฉากโจมตีสวนกลับอีกแล้ว
แน่นอนว่า ฟิลิป มุลเลอร์ย่อมต้องมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง ทว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาในยามนี้คือ นักแสดงนำชื่อดังที่เคยสร้างผลงานภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง
ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้เรียกได้ว่าถูกการันตีไว้แล้วล่ะ
“…อา”
ฟิลิป มุลเลอร์ลืมตาขึ้นหลังจากจัดแจงรวบรวมลมหายใจของตนเองให้คงที่
“ก่อนที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากจะรู้ในฐานะผู้กำกับภาพที่อาจจะได้ร่วมงานกัน”
เขาเอ่ยถามราวกับเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้
“ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นแนว (Genre) อะไรกันล่ะ? แอ็กชัน? ระทึกขวัญ? หรือหักมุมดราม่า?”
“อืม…”
ซอลจีฮูหยุดก้าวเดินพลางกระพริบตาปริบ ๆ สองสามครั้ง
“ในเมื่อพวกเราจะผสมผสานเหยื่อล่อและการหลอกลวงเข้าไปมากมายขนาดนั้น…”
หลังจากขบคิดอยู่ครู่สั้น ๆ เขาซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงพลางเผยรอยยิ้มกว้าง
“สารคดีลวงโลก (Mockumentary) ครับ… พวกเรามาลองทำภาพยนตร์แนวสารคดีลวงโลกกันดูเถอะ”