War of Ancient Emperor - ตอนที่ 40 แท่นเสาสวรรค์
ช่วงเวลาเช้ามืดของวันถัดมา
หลงจินเหอต้องรีบตื่นขึ้นมาตั้งแต่ที่ดวงตะวันยังไม่ปรากฏขึ้น และไม่ลืมที่จะฝึกฝนร่างกายยามเช้าเหมือนเดิมทุกวัน
“จินเหอ? เจ้าตื่นขึ้นมาฝึกแต่เช้าแบบนี้ ทุกครั้ง ไม่เบื่อบ้างหรือไงกัน?”
มู่หลิงเดินเข้ามาหา ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดตัวให้หลงจินเหอ
“มันเป็นสิ่งที่ข้าจะต้องทำทุกวัน เพื่อขัดเกลาร่างกายให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา ต่อให้ข้าแข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้าก็ยังคงต้องฝึกทุกวัน”
หลงจินเหอใช้ผ้าซับเหงื่อตามร่างกายก่อนจะกล่าว
หลังจากชำระล้างร่างกายเรียบร้อยแล้ว
หลงจินเหอยังไม่ได้คิดที่จะออกไปที่ใด แต่เลือกที่จะเก็บตัวอยู่ภายในห้องของตัวเอง
“ร่างกายของข้ามาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่หนึ่งของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งแล้ว”
หลงจินเหอรู้สึกว่าร่างกายได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว
ถ้าหากร่างกายมีพละกำลังมากมายเกินไป จนร่างกายไม่สามารถรับไหวก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้
เพราะว่าหลงจินเหอได้ดูดซับพลังลมปราณจากบรรยากาศรอบข้าง เพื่อมาปรับเปลื่ยนให้กลายเป็นพละกำลังของตนเองอยู่ตลอด
ตราบใดที่หลงจินเหอไม่สามรถบรรลุขั้นที่สองของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกาย
เพื่อขยายขอบเขตพละกำลังของร่างกายได้ กลัวว่าเขาจะไม่สามารถเพิ่มพละกำลังให้กับตนเองได้อีก
หลงจินเหอกระโดดขึ้นมานั่งบนเตียงนอน ก่อนจะหลับตาลงและเริ่มโคจรพลังลมปราณภายในร่างกายทันที
เขาดำเนินการทำทุกอย่างตามข้อมูลทุกอย่าง อย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
เพียงเวลาไม่นานพลังลมปราณที่หมุนอยู่รอบตัวของหลงจินเหออย่างสงบนิ่งก็กลายเป็นสับสนวุ่นวายขึ้นมาทันที
อะ-อั่ก!
ทว่าขณะนั้นเอง หลงจินเหอก็กระอักเลือดออกมาคำโต เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่พยายามจะบรรลุขั้นที่สอง อวัยวะภายในร่างกายของตนเองราวกำลังถูกบดขยี้ให้เป็นผุยผง
อ๊าก!
หลงจินเหอครางออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก ไม่ได้มีเพียงอาวัยวะภายในเท่านั้นที่กำลังถูกบดขยี้
แม้แต่กระดูกทุกส่วนของร่ายกาย ราวกับกำลังถูกป่นให้กลายเป็นผง
ความเจ็บปวดมากมายก็ยิ่งถาโถมเข้ามามากยิ่งขึ้น หลงจินเหอไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากนอนทนรับความเจ็บปวด
เม็ดเหงื่อมากมายก็ยิ่งผุดขึ้นมาตามร่างกาย ใบหน้าขาวซีดราวกับไร้ชีวิต
เนื้อหนังตามร่างกายเริ่มปริแตกเป็นรอยเล็กรอยน้อย เลือดก็ค่อยไหลออกมาตามร่างกาย
เนื่องจากห้องของหลงจินเหอพักอยู่เป็นห้องแบบเก็บเสียง
ทำให้ผู้คนภายนอกไม่สามารถได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้นภายในห้อง
อ๊าก!
“นี่มันคือ? วิธีการบรรลุขั้นที่สองจริงงั้นหรือ?”
หลงจินเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงมาก เนื่องจากโดนความเจ็บปวดยังคงจู่โจมใส่เข้ามาไม่มีหยุด
หลงจินเหอรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นเร็ว และเริ่มไม่เป็นจังหวะอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะความกลัวที่เขากำลังได้รับ
เขาไม่ทราบว่าเวลาได้เดินผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่ความเจ็บปวดก็ยังคงไม่หายไป
จนในที่สุดหลงจินเหอก็ไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้ สติเริ่มที่จะลืมเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หลงจินเหอจึงเริ่มได้สติกลับมาอีกครั้ง
เสียงครางภายในลำคอของหลงจินเหอ ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน! ความรู้สึกนี่มัน ข้าบรรลุขั้นที่สองแล้ว!”
แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกแรงแต่อย่างใด แต่หลงจินเหอก็สามารถรู้สึกได้ทันทีถึงการเปลื่ยนแปลงของร่างกาย
“ทำไมข้าถึงยังสามารถขยับตัวได้? ไม่ใช่ว่ากระดูกภายในร่างกายหักไปหมดแล้ว?”
เมื่อลองขยับตัวดู ซึ่งเขาก็พบว่าร่างกายเป็นปกติดีราวกับเรื่องเมื่อวานไม่ได้เกิดขึ้น
“เหม็นชะมัด! มาจากพวกนี้งั้นหรือ?”
หลงจินเหอมองลงไปที่พื้นห้องที่เต็มไปด้วยคราบเลือดผสมกับของเหลวสีดำ ก่อนจะสูดดมที่ชุดของตวเอง
เนื่องจากเขาเพิ่งจะลุกมาจาก กองคราบเลือดตรงนั้น
“หรือว่าที่มันทำลายกระดูกและอวัยวะภายในร่างกาย เพื่อที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ ให้เหมาะกับขั้นที่สองอย่างงั้นหรือ?”
หลงจินเหอบ่นพึมพัมออกมาด้วนท่าทางไม่อยากจะเชื่อ
“อย่าบอกนะว่า! ถ้าหากข้าต้องก้าวไปขั้นที่สามของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกาย คงต้องโดนแบบนี้อีกครั้ง?”
หลงจินเหอมีความคิดมากมายที่สงสัยอยู่ภายในหัว
หลงจินเหอลองหยิบผลไม้เพิ่มพละกำลังออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะกินมันเข้าไป
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือพละกำลังของเขายังคงเพิ่มพูนขึ้นเหมือนเช่นเดิม
จากตอนแรกเมื่อมาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่หนึ่งแล้ว หลังจากที่เขาได้ลองกินผลไม้เพิ่มพละกำลังเข้าไป
ปรากฏว่าพละกำลังที่เขาได้รับมาคือในส่วนของร่างกายตอนปกติ แต่ส่วนของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่างกายกลับไม่เพิ่มขึ้น
เมื่อได้ทดลองหลายอย่างจนกระจางแล้ว
หลงจินเหอจึงต้องชำระล้างร่างกายพร้อมกับทำความสะอาดห้อง ก่อนจะกลับออกไปด้านนอก
“จินเหอ! ในที่สุดเจ้าก็ออก”
เมื่อมู่หลิงเห็นหลงจินเหอเดินออกมาจากห้อง นางก็รีบเดินเข้ามาหาเขาทันที
“มู่หลิง เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
หลงจินเหอกล่าวถามด้วยความสงสัย เพราะท่าทางของนางกำลังลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นข้าที่จะต้องถาม เจ้าเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องมาตั้งสามวันเต็ม”
“ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นอะไรไปแล้ว”
มู่หลิงกล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“อะไรนะ! สามวัน!”
หลงจินเหอรู้สึกตกใจอย่างมาก เนื่องจากเขาคิดว่าตนเพียงแค่หลับไปแค่ครึ่งวันหรือหนึ่งวันเท่านั้น
“เจ้าตกใจเรื่องอะไรกัน?”
มู่หลิงถามด้วยความสงสัย
“เอาไว้เดี๋ยวจะกลับมาเล่าที่หลัง เจ้ารออยู่ที่นี่ไปก่อนเดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา”
เมื่อกล่าวจบ หลงจินเหอจึงรีบออกจากห้องพักไปอย่างรวดเร็ว
“ดะ-เดี๋ยวก่อน!”
มู่หลิงที่กล่าวยังไม่ทันจบ หลงจินเหอก็หายไปจากสายตาเสียแล้ว
“แย่แน่ ข้าแย่แน่ ป่านนี้แท่นเสาสวรรค์คงจะเปิดแล้วอย่างแน่นอน”
หลงจินเหอพึมพัมออกมาพร้อมพุ่งทะยานไปอย่างเร่งรีบ
หลังจากที่ออกมาจากที่พักแล้ว
หลงจินเหอจึงรีบขึ้นไปทิศเหนือของเมืองใหญ่ทันที
แท่นเสาสวรรค์ตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ ไม่มากจึงทำให้ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเดินทางมาถึง
เบื้องหน้าของหลงจินเหอ คือทะเลทรายอันกว้างไกล แต่ตอนนี้กลับมีผู้คนมากมายอย่างมากมารวมตัวกันอยู่ด้านหน้าของแท่นเสาประหลาดห้าอันที่ปรากฏขึ้นมา
ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงเด็กรุ่นใหม่เท่านั้นที่มาร่วมด้วย แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พาลูกศิษย์ของตนเองมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งคาดหวังว่าจะมีโอกาสได้ติดหนึ่งในห้าที่จะได้รับน้ำทิพย์สวรรค์
แต่ที่หลงจินเหอประหลาดใจไม่ใช่เหล่าคนพวกนั้น แต่เป็นเหล่าคนที่เหาะอยู่บนท้องนภาต่างหาก
แม้กระทั้งเจ้าเมืองหญิงก็มาดูด้วยเช่นกัน
หลงจินเหอคิดไม่ถึงว่าคนของเมืองใหญ่จะให้ความสนใจกับแท่นเสาสวรรค์มากมายขนาดนี้
“หลีกไป หลีกไป หลีกไปซะ!”
หลงจินเหอแหวกว่ายอยู่ภายในกลุ่มของผู้คนที่มาดู
“โอ้! น้องชาย พวกเราได้มาพบกันอีกแล้ว”
หลังจากที่หลงจินเหอออกมาจากฝูงคนดูได้ จนมาปรากฏอยู่ด้านหน้าของแท่นเสาสวรรค์
เขาก็ได้ยินเสียงเรียก เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็พบว่าแท่นเสาสวรรค์ที่หนึ่งได้ถูกชายหนุ่มชุดเหลือง ซานอวิ้นยึดครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อมองไปแท่นเสาสวรรค์ที่สองก็มีคนมายึดครองไปแล้วเช่นกัน เป็นหญิงสาวชุดสีฟ้า อายุประมาณยี่สิบปี
เพียงแค่ได้เห็นนางครั้งแรก หลงจินเหอก็ทราบได้ทันทีว่านางคือใคร
นางต้องเป็นมู่ชิงเหลียน พี่สาวของมู่หลิงแน่นอน แม้ว่าความงามของนางจะด้อยกว่ามู่หลิงเล็กน้อยก็ตาม
ส่วนแท่นเสาสวรรค์ที่สามก็มีคนมายึดครองไปแล้วเช่นกัน เป็นชายหัวโล้นที่มีร่างกำยำและดูบึกบึนอย่างมาก อายุน่าจะใกล้สามสิบปีแล้ว
หลงจินเหอไม่เคยเห็นเขามาก่อน จึงไม่ทราบว่าคนนี้เป็นใคร
ส่วนแท่นเสาสวรรค์ที่สี่ก็คนมายึดครองไปอีกแล้ว เป็นชายหนุ่มชุดแดงหน้าตาดี ดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ด้านข้างเอวมีกระบี่เหน็บเอาไว้อย่างดี หลงจินเหอคิดว่าอายุคนนี้น่าจะไล่เลี่ยกับซานอวิ้น
และเป้าหมายของหลงจินเหอนั้นก็คือแท่นเสาสวรรค์ที่ห้า
ซึ่งตอนนี้กำลังว่างอยู่ เมื่อสังเกตุจากสภาพด้านหน้าของแท่นเสาสวรรค์อันอื่น ดูเหมือนว่าจะจบการต่อสู้แย่งชิงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหลือเพียงแค่แท่นเสาสวรรค์ที่ห้าเท่านั้นที่การต่อสู้ยังไม่เริ่มต้นขึ้น
_______________________________________________________________________