War of Ancient Emperor - ตอนที่ 39 เจ้าเมืองหญิง
ปัง!
หลังจากที่จัดการเสร็จไปอีกหนึ่ง หลงจินเหอก็กระโดดถอยหลังไปหลายสิบก้าว
เนื่องจากมีคนกว้างหอกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ แต่หลงจินเหอคิดว่าน่าจะมาจากทางตึกโอสถของตระกูลหนาน
“ไม่เลวนี้จะเด็กน้อย!”
เสียงของชายวัยกลางคนที่ดังมาจากตึกโอสถของตระกูลหนาน
“พวกเราไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ทำไมเจ้าต้องมาทำลายตึกโอสถ ตระกูลของข้าด้วยเล่า?”
ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากตึกโอสถพร้อมกับกล่าวอย่างใจเย็น
“แน่นอน! ข้าไม่ได้มีความแค้นต่อตึกโอสถตระกูลหนานเจ้า แต่สำหรับตึกโอสถของท่านปู่หน่ะมี!”
หลงจินเหอกล่าวโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวชายวัยคนตรงหน้าแม้แต่น้อย
“ท่านปู่?หรือว่าจะเป็นตึกของเจ้าแก่นั่น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ น้ำเสียงของชายวัยกลางคนก็เปลื่ยนแปลงไปสิ้นเชิง
“ถูกแล้ว ข้ามาสำหรับคิดบัญชีที่ตึกโอสถตระกูลหนานของเจ้าได้ทำเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้”
หลงจินเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“คิดบัญชี? ต้องดูว่าเด็กน้อยเช่นเจ้า จะสามารถทำได้อย่างที่พูดไว้หรือไม่”
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก
“เดี๋ยวจะจัดให้ตามคำขอ”
เมื่อกล่าวจบ หลงจินเหอจึงเร่งโคจรพลังลมปราณภายในร่างกายทันที
สายฟ้าสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้นบริเวณข้อเท้าของหลงจินเหอ ก่อนร่างกายจะวาบแวบหายไปเหลือเพียงแต่ภาพติดตา
ฟุบ!
หลงจินเหอวิ่งมาปรากฏด้านข้างของชายวัยกลางคน ก่อนจะยกขาและเตะเข้าไปซี่โครงอย่างเต็มแรง
‘รวดเร็วมาก!’
เมื่อเห็นหลงจินเหอเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนชายวัยกลางคนรู้สึกตะลึงอย่างมาก
ปัง!
ร่างกายของชายวัยกลางคนกระเด็นถอยไปไกลหลายก้าว แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บหนักอะไร เนื่องจากใช้แขนรับเอาไว้ได้ทันพอดี
‘เหตุถึงมีพละกำลังมากมายขนาดนี้ แขนข้ากำลังสั่น?’
แม้ว่าชายวัยกลางคนจะรู้สึกทึ่งกับความเร็วอันน่าตกใจของหลงจินเหอแล้ว เมื่อได้รับรู้ถึงพละกำลังก็ยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่
“เมื่อกี้ แค่ยืดเส้นยืดสายเท่านั้น ต่อจากนี้แหละของจริง”
ตั้งแต่ที่ได้กินโอสถที่กลั่นมาจากหญ้าโลหิตเพลิงเข้าไป ทำให้การควบคุมพลังลมปราณภายในร่างกายของหลงจินเหอต่างกับเมื่อก่อนราวฟ้ากับเหว
“ทั้งสองคนพอแค่นั้นแหละ…”
ทว่าขณะนั้นก็มีเสียงอ่อนโยนของผู้หญิงมาจากท้องนภาอันห่างไกล
เมื่อหลงจินเหอหันหลังกลับไป ร่างกายของเขาแทบจะทื่อเป็นหิน เพราะรู้สึกตะลึงกับความของหญิงสาวผู้มาใหม่อย่างมาก
แม้ว่าดูจากภายนอกอายุของนางอาจจะเกินสามสิบปีไปแล้ว แต่ก็งดงามไม่น้อยไปกว่าหญิงสาวเยาว์วัยเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่ามันคือเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่
นางสวมชุดยาวสีม่วงอ่อน ไม่ว่าจะเป็น ผมสีดำขลับยาวที่ถูกมัดรวบเอาไว้อย่างสวยงาม ตาจมูกปากคิ้ว ล้วนเข้ากันได้กับใบหน้ารูปไข่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน และผิวที่ขาวเนียนราวกับหยกหิมะอันบริสุทธิ์
หลงจินเหอกล้าพูดได้เลยว่า ความงดงามของนาง แตกต่างกับสตรีทั้งหมดที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด
“เจ้าเด็กน้อย! พอได้แล้ว”
เสียงของชายชราพลันดังมาจากข้างหลังของหญิงสาวชุดม่วง ก่อนที่จะปรากฏร่างกายของเขาที่กำลังรีบเร่งทะยานมาด้วยความเหนื่อยล้า
“ท่านปู่ เป็นไงบ้างฝีมือข้า?”
หลงจินเหอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยักไหล่ไปทางชายชรา
“เจ้าเด็กบ้า! เล่นอาละวาดซะเละเทะเลย”
ชายชราจึงเดินมาแจกมะเหงกใส่หลงจินเหออีกที
“ท่านเจ้าเมือง”
ชายวัยกลางคนประสานมือคารวะไปทางหญิงสาวชุดม่วงโดยไม่คาดคิด
“นางเป็นเจ้าเมืองงั้นหรอ?”
ดวงตาของหลงจินเหอเบิกกว้างขึ้นมาพร้อมกับบ่นพึมพัม
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้น? ลืมไปแล้วหรอว่ามีกฏห้ามต่อสู้กันภายในเมือง”
เจ้าเมืองหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนที่ตาหงส์ของนางจะกวาดมองสลับไปยังคนทั้งสองเบื้องหน้า
“เป็นเจ้าเด็กนั่น! จู่ๆก็มาอาละวาดที่ตึกโอสถตระกูลหนานของข้า”
ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วมาที่หลงจินเหอ
“หนุ่มน้อย เจ้ามีอะไรที่จะพูด?”
เจ้าเมืองหญิงหันมาจ้องมองที่หลงจินเหอพร้อมกับหรี่สายตาต่ำลง
“พี่สาว เป็นอย่างที่คนของตระกูลหนานพูดมาจริง ข้าเป็นคนอาละวาดที่ตึกโอสถตระกูลหนานเอง”
หลงจินเหอกล่าวอย่างไม่รู้สึกเกรงกลัว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็เผยรอยยิ้มทันที เพราะคิดว่าหลงจินเหอจะต้องโดนเจ้าเมืองหญิงกำจัดอย่างแน่นอน
“แต่ ฝ่ายที่เริ่มก่อนเป็นทางตึกโอถสของตระกูลหนานต่างหาก ที่มาลอบโจมตีที่ตึกโอสถของท่านปู่ก่อน ข้าก็แค่มาคิดบัญชีแทนท่านปู่เท่านั้น”
หลงจินเหอกล่าวต่อ เมื่อได้ยินเช่นนี้รอยยิ้มของชายวัยกลางคนก็หุบทันที
“เป็นเรื่องโกหก ท่านเจ้าเมืองอย่าได้เชื่อคำพูดของเด็กน้อยเช่นนี้”
ชายวัยกลางคนก็รีบกล่าว
“ผู้อาวุโสตระกูลหนาน รีบขอโทษเจ้าของตึกโอสถ”
เจ้าเมืองหญิงกล่าวก่อนจะหันมาหน้ามาทางชายชรา
“ตะ-แต่นี่มัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็รุ้สึกกระอักกระอ่วมขึ้นมาทันที
“ขอโทษเจ้าของตึกโอสถ เจ้าต้องว่าจะให้ข้าลงมือเอง?”
“เจ้าคิดว่าจะหลอกข้าได้? ข้ามีคนอยู่ทั่วทุกที่ภานในเมือง เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเลยงั้นหรือ?”
เจ้าเมืองหญิงยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม แต่กลิ่นอายที่นางได้ปลดปล่อยออกมา ช่างเป็นอะไรที่ทรงพลังอย่างมาก กระทั่งหลงจินเหอยังรู้สึกตกตะลึงเช่นกัน
ทันทีที่นางปลดปล่อยพลังลมปราณออกมา หลงจินเหอก็ขมวดคิ้วทันที เพราะระดับพลังลมปราณของนางอยู่สูงมาก
แม้ว่าจะไม่สามารถเทียบได้กับผู้อาวุโสใหญ่หลี่หยิงกับท่านเจ้านิกายชุนจื้อโหยวก็ตาม
แต่หลงจินเหอรู้สึกว่าระดับของนางต้องอยู่ระหว่างระดับปราณนภาและระดับเซียนอย่างแน่นอน
ลึกลับ ลึกลับเกินไป หลงจินเหอไม่อาจหยั่งถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของนางได้!
“ขะ-เข้าใจแล้วท่านเจ้าเมือง”
ชายวัยกลางคนหน้าซีดลงทันที แม้ว่าเจ้าเมืองหญิงจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็รู้สึกได้เลยว่านางกำลังโกรธเกรี้ยว
“ข้าขอโทษ ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดพลาดของทางฝั่งตระกูลหนานของข้า”
“ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทางตระกูลหนานของข้าจะชดใช้ทั้งหมด”
ชายวัยกลางคนจึงประสานมือพร้อมกับก้มหัวมาทางชายชราด้วยใบหน้าที่ดำทะมึน
“เช่นนั้นก็ดี ข้าหวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้ายใจดำก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนขอโทษแล้ว เจ้าเมืองหญิงก็หันไปกล่าวกับชายวัยกลางคนกับชายชราอีกรอบ
หลังจากทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ตึกโอสถของตระกูลหนานก็ต้องแบกลูกศิษย์มากมายกลับไปรักษาและยังต้องซ่อมแซมตึกอีก
“ขอบคุณมากพี่สาวสำหรับการช่วยเหลือ”
หลงจินเหอหันไปมองทางเจ้าเมืองหญิง
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความยุติธรรมเป็นกลาง เพื่อช่วยเหลือคนบริสุทธิ์
หลงจินเหอได้แต่ลอบถอยหายใจและรู้สึกชื่นชมเจ้าเมืองหญิงจากใจจริง
“เพียงเรื่องเล็กน้อย มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
เจ้าเมืองหญิงกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
หลงจินเหอกระพิบตาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น เขาพบเจอกับสตรีงดงามมามาก
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใจของเขาสั่น ทุกครั้งที่มองเจ้าเมืองหญิง แม้ว่านางจะเป็นคนที่มีท่าทางสง่างามสูงส่งและมีนิสัยที่อ่อนโยน
แต่ในสายของหลงจินเหอ นั่นคือนางมารเสน่ห์ที่พร้อมกระฉุดกระชากวิญญาณของเขา
ซึ่งอายุของหลงจินเหอกำลังอยู่ในช่วงเติบโต จึงเป็นเรื่องยากที่จะต้านทานจากเสน่ห์ของเพศตรงข้าม
“ท่านปู่เรากลับกันดีกว่า ข้าอุตสาห์ซื้อเหล้ามาให้ท่านหวังเพื่อจะขอบคุณ แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นซะก่อน”หลงจินเหอกล่าวด้วยท่าทางประหม่า
“เฮ้อ! เจ้านี่มัน โชคดีที่ท่านเจ้าเมืองมีคนอยู่ทั่วทุกที่ของเมือง ไม่เช่นนั้น บางทีเราอาจจะเป็นฝ่ายผิดด้วยซ้ำ ดูที่เจ้าอาละวาดสิ มันหนักหนายิ่งกว่าที่ตึกโอสถตระกูลหนานทำกับตึกโอสถของข้าเอาไว้หลายสิบเท่าเลย”
ชายชราถอยหายใจ ก่อนจะชี้ไปที่สิ่งที่เรียกว่าตึกโอสถของตระกูลหนานที่ไม่ต่างอะไรกับซากปรักหักพัง
“จะเป็นคนเดียวกันกับที่ตระกูลหลานตามตัวอยู่? ได้ยินมาว่ายังเป็นเด็กอยู่เหมือนกัน”
หลังจากที่หลงจินเหอเดินกับไปพร้อมกับชายชรา เจ้าเมืองหญิงจึงยืนบ่นพึมพัมอยู่เพียงคนเดียว
‘เด็กคนนี้ มีร่างกายแปลกประหลาดอย่างมาก เพียงแค่ระดับปราณก่อตั้งขั้นที่เก้ากับสามารถต่อสู้กับผู้อาวุโสตระกูลหนานที่อยู่ระดับปราณปฐพีขั้นสี่ได้’
‘ในอนาคตข้างหน้า เขาจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนด้านล่างอย่างแน่นอน’
เจ้าเมืองหญิงคิดในใจ ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่ไม่เคยมีใครเคยพบเห็นมาก่อน และเหาะกลับที่พักของเจ้าเมืองทันที
ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าเมืองหญิงกำลังคิดสิ่งใดอยู่
หลังจากที่หลงจินเหอกลับมาตึกโอสถพร้อมกับชายชรา ชายชรายังไม่ได้คิดที่จะซ่อมแซมตึกโอสถในทันที
เพราะต้องรอคนของตึกโอสถกลับมาเสียก่อน แต่ให้หลงจินเหอนั่งดื่มเป็นเพื่อน โดยที่หลงจินเหอทำได้เพียงนั่งจิบน้ำชา
“ท่านปู่ เช่นนั้น ข้าขอตัวกลับก่อนนะ”
หลังจากนั่งดื่มกันมาหลายชั่วยาม หลงจินเหอจึงต้องกลับไปพักต่อ
“เจ้าจะไปแล้วหรอ? โชคดี! เด็กน้อย!”
ชายชรากำลังเมาได้ที่จึงโบกมือลาเล็กน้อย
การสลายความเมาเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งสำหรับผู้ฝึกตน แต่เขาต้องการที่จะรับรู้ถึงความมึนเมา
‘วันนี้ก็เสียเวลาเปล่าอีกแล้ว ทั้งที่คิดเอาไว้ว่าจะไปหาสถานที่สำหรับฝึกฝนขั้นที่สองของทักษะลับเสริมสร้างความแข็งแกร่ง’
หลงจินเหอคิดในใจก่อนจะเดินทางกลับที่พัก
________________________________________________________________________________________________________