War of Ancient Emperor - ตอนที่ 69 ความจริงในอดีต
“อืม…”
ซูหมิงเอ๋อพยักหน้าเล็กน้อย แม้ว่าจะรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆ หลงจินเหอเรียกชื่อของตัวเองตรงๆเช่นนี้
ภายใต้ความเงียบสงบที่เต็มไปด้วยความอึดอัดเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น จึงทำให้ทั้งสองคนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากจุดไหนก่อน
“ก่อนอื่นควรจะไปชำระล้างร่างกาย…”
ในที่สุดหลงจินเหอก็กล่าวออกมาพร้อมกับสวมเสื้อผ้าอย่างหน้าตาเฉย ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับสภาพเปลือยเปล่าของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูหมิงเอ๋อ ได้แต่หน้าแดง ก่อนจะสวมเสื้อผ้าและเดินตามหลงจินเหอไป
“หมิงเอ๋อ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”
“ก่อนที่จะสู้ต่อกับคนของพระราชมาร ข้ายังจำได้ว่าท่านยังอยู่แค่ระดับเซียนขั้นต้นเองนี่”
หลังจากที่ทั้งสองชำระล้างร่างกายกันเสร็จแล้ว หลงจินเหอก็เริ่มสังเกตุเห็นว่าระดับพลังลมปราณของซูหมิงเอ๋อ เปลื่ยนไป
“ขะ-ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หลังจากที่ตื่นขึ้นมาแม้แต่ข้าก็ยังงงเช่นกัน”
“เหตุใดระดับพลังลมปราณของข้าก็เลื่อนไปสู่ระดับเซียนขั้นกลาง”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย
“เพราะอะไรกัน?”
หลงจินเหอพึมพัมออกมา
“จินเหอ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
“เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่ดินแดนด้านบนได้?”
“อีกทั้งยังเรื่องความก้าวหน้าของระดับพลังลมปราณของเจ้า?”
ซูหมิงเอ๋อ อดที่จะถามด้วยความสงสัยไม่ได้ เพราะว่ามันรวดเร็วเกินไป
หลงจินเหออายุที่ยังไม่สิบแปดปีเลยด้วยซ้ำกลับมาถึงระดับเซียนขั้นกลางแล้ว ถ้าหากผู้ฝึกฝนพลังลมปราณรุ่นเก่ารุ่นแก่รู้เข้าละก็ มีหวังพวกเขาได้ตกใจจนลืมหายใจอย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลงจินเหอก็ไม่ได้บิดบังซูหมิงเอ๋อ อีกต่อไป เพราะอย่างน้อยนางก็เป็นคนรักของเขาแล้ว
ชายหนุ่มเล่าทุกอย่างออกไปจนหมดยกเว้นเรื่องตอนที่ไปอยู่ภายในดินแดนใต้โลก
“ถูกหักหลัง!? โดยผู้อาวุโสภายในนิกาย?”
เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดทำให้คิ้วของซูหมิงเอ๋อ พลันขมวดเข้าหากัน
“ใช่แล้ว หมิงเอ๋อ ท่านยังจำเรื่องเมื่อห้าปีก่อนได้หรือไม่!?”
“ในตอนนั้นตระกูลหลานตั้งค่าหัวของข้าเอาไว้”
“แม้แต่ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะถูกผู้อาวุโสหักหลัง”
หลงจินเหอกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเล็กน้อย ก่อนจะกำมือจนแน่น
“หมิงเอ๋อ ว่าแต่ท่านเถอะ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้แล้ว”
“ท่านไม่ได้ดูแลเมืองใหญ่ที่ดินแดนด้านล่างแล้วหรือ?”
“อีกทั้งพวกคนของพระราชวังมารเป็นใครกัน เหตุใดพวกมันถึงตามล่าตัวท่าน
กัน”เมื่อมีโอกาสถามกลับหลงจินเหอจึงไม่รอช้าที่จะกล่าวออกไป
“จินเหอ เจ้าคงจะยังไม่รับรู้เรื่องที่เกิดความวุ่นวายขึ้นที่ดินแดนด้านล่างสินะ?”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
“ข้าไม่รู้? มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
หลงจินเหอส่ายหน้า
“ในเมื่อเจ้าไม่รู้ข้าก็จะเล่าให้ฟังเอง”
“เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่สามปีก่อน จู่ๆก็ปรากฏกลุ่มคนลึกลับขึ้นที่ดินแดนด้านล่าง”
“จุดแรกที่พวกมันปรากฏขึ้นคือดินแดนกลาง ในกลุ่มของพวกมันทั้งหมดระดับที่ต่ำสุดคือขั้นเซียนและระดับสูงสุดน่าจะเป็นระดับเทพสวรรค์”
“ราวกับพวกมันกำลังตามหาบางสิ่งอยู่จึงได้กระจายคนกันแยกออกไปหาตามเหล่าตระกูลต่างๆ นิกายทั้งหลายและพระราชวังก็ไม่เว้น”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าว
“พวกมันกำลังหาสิ่งใด?อย่าบอกนะว่านิกายมังกรฟ้าของข้าก็โดนหมายหัวไว้เหมือนกัน?”
หลงจินเหอเริ่มเผยสีหน้าวิตกกังวลออกมา
“เป็นอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้นั้นแหละ ไม่ได้มีเพียงนิกายของเจ้าที่เป็นเป้าหมาย เกือบทุกนิกายภายในดินแดนกลางโดนกลุ่มคนลึกลับเล่นงาน”
“โดยส่วนมากคนเหล่านั้นเลือกที่จะยอมแพ้และเชื่อฟังกลุ่มคนลึกลับ”
“เพื่อที่จะรักษาชีวิตของตนเองและคนรอบข้างเอาไว้และมีอีกหนึ่งกลุ่มที่ต่อต้านและเริ่มเกิดการต่อสู้ขึ้น…”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวต่อ
“แล้วตอนนี้นิกายของข้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
หลงจินเหอเริ่มรู้สึกร้อนรน
“นิกายมังกรฟ้าของเจ้าล่มสลายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า
“อะไรนะ! ล่มสลายไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลงจินเหอสีหน้าพลันเปลื่ยนเป็นขาวซีดทันที
ถ้าหากเป็นจริงอย่างที่ซูหมิงเอ๋อ กล่าวมา งั้นก็หมายความว่าทุกคนภายในนิกายล้วนถูกฆ่าตายหมดแล้ว? แม้แต่ศิษย์พี่ทั้งสองก็ด้วย?
“ใจเย็นก่อนจินเหอ ข้ายังพูดไม่จบ”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะยื่นมือไปจับมือของหลงจินเหอ นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของชายหนุ่มเต้นเร็วมาก
“เมื่อสามปีก่อน มีสงครามเกิดขึ้นหลายแห่งมากในดินแดนกลาง”
“เจ้านิกายชุนจื้อโหยวและกลุ่มคนลึกลับได้ต่อสู้กัน จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็บาดเจ็บสาหัส”
“ส่วนกลุ่มคนลึกลับเลือกที่จะถอยกลับ ส่วนทางด้านของเจ้านิกายชุนจื้อโหยวรู้ว่าอีกไม่นานพวกมันก็จะต้องกลับมาอีกครั้งแน่และต้องนำคนมาเยอะกว่าเดิม”
“เขาจึงเลือกที่จะขับไล่ศิษย์และเหล่าผู้อาวุโสออกจากนิกายไปจนหมด”
“ไม่อย่างงั้นเกรงว่า เมื่อพวกมันกลับมาอีกครั้งทุกคนภายในนิกายจะต้องถูกฆ่าจนหมดแน่และตัวของเจ้านิกายชุนจื้อโหยวก็ไม่อาจรับมือกับพวกมันได้ไหวอีก”
เมื่อเห็นว่าหลงจินเหอเริ่มสงบลงแล้วซูหมิงเอ๋อ จึงกล่าวต่อ
“ดูเหมือนพวกนางจะยังปลอดภัยดีสินะ”
หลงจินเหอถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“หลังจากที่ขับไล่ศิษย์และผู้อาวุโสออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่บางส่วนเลือกที่จะติดตามเจ้านิกายชุนจื้อโหยวไป”
“ข้าคิดว่าคนที่เจ้ากำลังกังวลอาจจะต้องไปกับเจ้านิกายชุนจื้อโหยวแน่”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวอย่างแผ่วเบา
“แน่นอน! พวกเขาจะต้องปลอดภัยแน่”
หลงจินเหอจับมืออันบอบบางของซูหมิงเอ๋อ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“หมิงเอ๋อ แล้วเจ้าไปเกี่ยวข้องกับคนของพระราชวังมารได้อย่างไร?”
หลงจินเหอกล่าว
“มันเป็นเรื่องต่อจากสมครามในดินแดนกลางจบไป”
“ข้าก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังสงสัยว่าแท้จริงแล้วกลุ่มคนลึกลับมันต้องการอะไรกันแน่”
“ข้าจึงสะกดรอยตามชายสามคนที่เจ้าเพิ่งจะฆ่าไป ข้าติดตามพวกมันมาจนถึงดินแดนด้านบนแห่งนี้”
“ข้าก็เพิ่งว่าจะรู้ว่าพวกมันแท้จริงแล้วเป็นคนที่มาจากพระราชวังมาร”
“ในระหว่างที่ข้ากำลังจะถอนตัวกลับก็สายไปแล้ว เพราะถูกพวกมันจับได้”
“ข้าหนีพวกมันอยู่หลายวันและคิดว่าจะหนีพ้นแล้ว ข้าจึงเลือกที่จะไปพักโรงเตี้ยมบริเวณแถวนั้นและก็คิดไม่ถึงว่าพวกมันจับตาดูข้าอยู่ตลอด”
“อีกทั้งพวกมันยังใช้ให้คนภายในโรงเตี้ยมมาวางยาใส่ข้า เรื่องหลังจากนั้นก็อย่างที่เจ้ามาเห็นนั้นแหละ”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนสีหน้าจะพลันเปลื่ยนเป็นสีแดง
“จินเหอ เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวนะ เจ้าได้ฆ่าคนของพระราชวังมารไปแล้ว”
“พวกมันต้องไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวน้ำเสียงวิตกกังวลเพราะเรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะตัวนางที่เป็นเหตุให้ชายหนุ่มต้องลงมือฆ่าคนของพระราชวังมาร
“พระราชวังมารพวกมันเป็นแบบไหนกัน? แข็งแกร่งหรือเปล่า?”
หลงจินเหอถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
“แม้ว่าข้าจะมาอยู่ดินแดนด้านบนได้ไม่กี่วัน แต่ข้าก็พอได้ยินมาบ้าง”
“พระราชวังมารถือเป็นหนึ่งในขุมกำลังใหญ่ภายในดินแดนด้านบนแห่งนี้”
“สิ่งที่เจ้าต้องระมัดระวังก็คือคนจากพระราชวังมาร”
“ส่วนเรื่องประมุขของพระราชวังมารเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะว่าประมุขของพระราชวังมารไม่ได้สามารถก้าวเท้าออกมานอกพระราชวังได้”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าว
“ไม่สามารถออกมาได้ เพราะอะไร?”
หลงจินเหอกล่าว
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้…”
ซูหมิงเอ๋อ ส่ายหน้าเล็กน้อย
“หมิงเอ๋อ ท่านจะกลับดินแดนด้านล่างพร้อมกับข้าหรือไม่?”
หลงจินเหอกล่าวขณะที่ยังกุมมือบอบบางเอาไว้อยู่
“แน่นอน ขะ-ข้าจะไปพร้อมกลับเจ้า”
ซูหมิงเอ๋อ กล่าวออกมาด้วยท่าทีเขินอาย
“เช่นนั้นก็ดี แต่ก่อนอื่นข้าต้องแวะไปตระกูลโม่ก่อน”
หลงจินเหอกล่าว
“ตระกูลโม่?”
ซูหมิงเอ๋อ ทำสีหน้างงงวย
“จริงสิข้าลืมบอกไป ตอนมาที่นี่ข้าถูกตระกูลโม่ช่วยชีวิตเอาไว้”
“ก่อนจะกลับดินแดนด้านล่าง ต้องไปตอบแทนเสียหน่อย”
หลงจินเหอปล่อยมือของซูหมิงเอ๋อ ก่อนจะเปลื่ยนไปใช้แขนรวบเอวคอดของนางเข้ามาด้านข้างอย่างแนบชิด จากนั้นก็เหาะตรงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
______________________________________________________________________________________________________