Warlock of The Magus World - บทที่ 712: ความรู้สึกดี ๆ และการร่ำลา
ตอนที่ 712: ความรู้สึกดี ๆ และการร่ำลา
“เจ้ากับข้าต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกัน และข้าเองก็มีกำลังพอที่จะช่วยเจ้าได้ แล้วข้าจะตัดใจทิ้งเจ้าลงได้อย่างไร?” เลย์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
“คนซื่อบื้อ” แม่สาวงูแค่นเสียงห้วนเย็นชา ทว่ามันกลับทำให้เลย์ลินลอบยินดีในใจเมื่อสังเกตเห็นว่าแววตาของนางอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “สายเลือดผสมแบบพวกเรา… อันที่จริงแล้วหาได้ยากยิ่งนัก”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเลย์ลิน แม่สาวงูก็พลันเงียบขรึมไปในทันที สีหน้าของนางดูอมทุกข์เสียจนราวกับจะมีหยาดน้ำตาหยดออกมา เลย์ลินลอบพยักหน้ากับตัวเองเมื่อเห็นภาพนี้ ‘ข้าเดาไม่ผิดจริง ๆ พวกสายเลือดผสมมักจะถูกเหยียดหยามเสมอ ไม่ว่าเจ้าจะอาศัยอยู่ในโลกใบไหนก็ตาม’
เลย์ลินรับรู้ได้จากสีหน้าอันขมขื่นของแม่สาวงูว่านางคงต้องเผชิญกับความยากลำบากมาไม่น้อย ทว่านางก็ยังคงแสดงความห่วงใยอย่างที่สุดต่อผู้ที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกัน เขาจึงอาศัยจังหวะ ‘คนทุกข์ยากเห็นใจกัน’ นี้เพื่อซื้อใจและสร้างความไว้วางใจจากนางอย่างสมบูรณ์
“โอ้ จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย” เลย์ลินส่งยิ้มอันอบอุ่นดุจแสงตะวันไปให้นาง
“เบลินดา แล้วเจ้าล่ะ?” เบลินดาจ้องมองเลย์ลิน โดยเฉพาะเกล็ดบนใบหน้าของเขา แววตาของนางดูเลื่อนลอยไปชั่วครู่
“ข้าชื่อนิก แม่นางผู้เลอโฉมของข้า!” เพียงคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็ทำให้เบลินดาถึงกับหน้าแดงก่ำ แสดงให้เห็นว่านางยังอ่อนต่อโลกและขาดประสบการณ์ในการเข้าสังคมยิ่งนัก
“แล้วเบลินดา เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป? แล้วเรื่องที่ท่าเรือมันคืออะไรกันแน่? เหตุใดเจ้าถึงถูกโจมตีล่ะ?” เลย์ลินเอ่ยถามราวกับว่าเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำตัวราวกับว่าตนเองไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าวความลับของนางอย่างนั้นแหละ
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพวกเนตรแห่งการทดสอบกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ สีหน้าของเบลินดาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง
เลย์ลินเข้าใจความรู้สึกของนางดี เพราะองค์กรของนางไม่ได้มีแผนการที่จะลงมือกับท่าเรือเอเลียสตั้งแต่แรก อย่างมากที่สุดแผนของพวกนางก็แค่ใช้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการลักลอบขนส่งสินค้าเท่านั้น ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกเคียดแค้นเมื่อแผนการทั้งหมดต้องพังทลายลง
“นิก ข้ามีคำถามข้อหนึ่ง” เบลินดาจ้องมองเลย์ลินด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้าเป็นสาวกของราชินีอสรพิษ หรือเป็นส่วนหนึ่งของพวกเนตรแห่งการทดสอบ? หรือว่าเจ้าศรัทธาในผู้ทรงอิทธิพล (Exemplary) ตนอื่น?”
การระบุตัวตนว่าศรัทธาในผู้ทรงอิทธิพลตนใดถือเป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายอย่างยิ่งในโลกแดนชำระบาป ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มก้อนที่อยู่ตรงข้ามกันมักจะนำไปสู่การต่อสู้เสี่ยงตายอยู่เสมอ
“ข้าเป็นเพียงคนพเนจร ยามนี้ยังไม่ได้เลือกผู้ทรงอิทธิพลเลย” เลย์ลินจับนัยยะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำถามเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และเอ่ยตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ทว่าข้าค่อนข้างเอนเอียงไปทางท่านมารดา (Matriarch) มากกว่า อย่างไรเสีย นางก็คือพระผู้ให้กำเนิดของพวกเรา”
ท่านมารดา! นี่คือคำเรียกขานที่เหล่าทายาทอสรพิษในโลกแดนชำระบาปนิยมใช้เรียกราชินีอสรพิษ (Snake Dowager)
“ในเมื่อความศรัทธาของเจ้าเอนเอียงไปทางท่านมารดา เช่นนั้นก็ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างความศรัทธาของเจ้ากับตัวข้าในกลุ่มเนตรแห่งการทดสอบ!”
เลย์ลินแสดงท่าทีรับรู้ ดูเหมือนว่าราชินีอสรพิษและเนตรแห่งการทดสอบจะจับมือเป็นพันธมิตรกันจริง ๆ
“ข้าอยู่ภายใต้บัญชาของเนตรแห่งการทดสอบ ที่มายังท่าเรือเอเลียสก็เพื่อมารับทรัพยากรบางส่วนไปใช้ในการก่อกบฏต่อต้านขุมพลังแห่งความโกลาหลและชั่วร้าย” เบลินดาบอกเล่าถึงที่มาของตนเอง นางอธิบายถึงความขัดแย้งระหว่างเนตรแห่งการทดสอบกับวิหคโสโครก (Filthbird) และเล่าถึงประวัติศาสตร์การพัฒนาของอารยธรรมในโลกใบนี้
และในโลกแดนชำระบาป สถานที่ที่ร่างจริงของผู้ทรงอิทธิพลทั้งสองสถิตอยู่นั้นยังคงเป็นปริศนาอันไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่มีความสงบสุขใด ๆ ระหว่างผู้ทำพิธีเซ่นสรวงของทั้งสองฝ่าย ทุกครั้งที่พวกเขาเผชิญหน้ากัน มันจะต้องจบลงด้วยการต่อสู้เสี่ยงตายเสมอ
“มิน่าเล่าเจ้าถึงถูกโจมตี ท่าเรือเอเลียสคืออาณาเขตของวิหคโสโครกนี่เอง” เลย์ลินแสร้งทำสีหน้าตกตะลึง
“ท่าเรือแห่งนั้นเป็นอาณาเขตของพลังแห่งความโกลาหล พวกมันไม่มีหวังหรอก!” เบลินดาเห็นสีหน้าของเลย์ลินก็แค่นเสียงห้วนเย็นชา
“โอ้? เจ้าหมายความว่าอย่างไรงั้นรึ?” เลย์ลินเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ข้ารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้เบื้องบนทราบแล้ว องค์กรจะต้องส่งกำลังหนุนมาแน่นอน ผู้นำขององค์กรอย่างน้อยที่สุดก็เป็นถึงผู้ทำพิธีเซ่นสรวงขั้นที่ 5!” แววตาของเบลินดาสาดประกายวาบ “ท่าเรือเอเลียสริอ่านใช้กำลังยึดสินค้าของพวกเราและสังหารคนของเรา นี่คือน่านน้ำของทวีปเยือกแข็ง (Hail Continent) ไม่ว่าเบื้องหลังของเอเลียสจะทรงพลังเพียงใด ทว่าสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นของเรา” เมื่อพูดถึงจุดนี้ เบลินดาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ท่าเรือเอเลียสถูกสร้างขึ้นมาอย่างลับ ๆ โดยอาศัยอิทธิพลของวิหคโสโครก มันยังไม่ได้รับการยอมรับจากนครศักดิ์สิทธิ์แห่งทวีปเยือกแข็งหรือแม้กระทั่งราชินีอสรพิษเลยด้วยซ้ำ เพราะราชินีอสรพิษได้จับมือเป็นพันธมิตรกับเนตรแห่งการทดสอบไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เบลินดาและพวกพ้องจะทำลายล้างท่าเรือแห่งนี้จนย่อยยับในภายหลัง หรือแม้กระทั่งสังหารผู้ว่าการรัฐเอเลียส ก็จะไม่มีผลกระทบใหญ่โตอันใดตามมา สิ่งที่ท่าเรือเอเลียสทำได้มากที่สุดก็คือการออกหมายจับพวกเบลินดาอย่างลับ ๆ เท่านั้น
“ผู้ทำพิธีเซ่นสรวงขั้นที่ 5 งั้นรึ?” เลย์ลินรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาเคยเห็นความสามารถอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ทำพิธีเซ่นสรวงระดับสูงจากผู้ว่าการรัฐเอเลียสมาแล้ว และได้เห็นขีดความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองโดยไม่มีคอขวดใด ๆ
‘ผู้ทำพิธีเซ่นสรวงระดับสูงเช่นนี้ คงเป็นสิ่งเซ่นสังเวยที่โปรดปรานที่สุดของผู้ทรงอิทธิพลฝ่ายตรงข้ามเป็นแน่’ เลย์ลินลูบคางพลางยกยิ้มที่มุมปาก
เนื่องจากเลย์ลินตัดสินใจที่จะฝึกฝนทั้งในวิถีแห่งการเซ่นสรวงและมนตราจิตวิญญาณอสูร เขาจึงเริ่มมีความเข้าใจในเทคนิคการบ่มเพาะพลังทั้งสองนี้บ้างแล้ว แม้จะยังไม่มากนัก ทว่าข้อมูลที่เขาได้รับ ข้อมูลจากการปฏิบัติจริง และการประมวลผลของชิป AI ก็ช่วยให้เขาเข้าใจระบบพลังงานทั้งสองนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ในวิถีแห่งการเซ่นสรวง การเลือกผู้ทรงอิทธิพลคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด และสิ่งสำคัญคือต้องเลือกผู้ที่มีหลักคำสอนสอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง พิธีกรรมเซ่นสังเวยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ขอเพียงมอบสิ่งเซ่นไหว้ ผู้ทรงอิทธิพลที่เจ้าศรัทธาก็จะหยิบยืมพลังมาให้ ทว่าผู้ทำพิธีเซ่นสรวงที่มีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงจะสามารถได้รับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การกราบไหว้ผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นอริต่อกันถือเป็นเรื่องที่โง่เขลาเบาปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ผู้ทำพิธีเซ่นสรวงผู้นั้นจะไม่ตกเป็นเป้าหมาย ทว่าผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็จะลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก
‘สำหรับตัวข้า การไปเป็นผู้ทำพิธีเซ่นสรวงของราชินีอสรพิษหรือเนตรแห่งการทดสอบก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือวิหคโสโครก’ เลย์ลินลอบครุ่นคิดกับตัวเอง ‘ยิ่งไปกว่านั้น หากข้ามอบสิ่งเซ่นสังเวยครั้งใหญ่ในการติดต่อกับผู้ทรงอิทธิพลเป็นครั้งแรก ข้าก็น่าจะได้รับผลประโยชน์มหาศาล ข้าอาจจะถึงขั้นได้รับ พิธีบัพติศมาที่มิอาจเอ่ยถึง (Unspeakable Baptism) เลยด้วยซ้ำ’
แน่นอนว่าวิหคโสโครกเป็นศัตรูกับเนตรแห่งการทดสอบและราชินีอสรพิษ ด้วยเหตุนี้ มันย่อมยินดีที่จะเห็นเลย์ลินแข็งแกร่งขึ้นและทำลายผนึกของราชินีอสรพิษลง
วิหคโสโครกไม่ใช่ผู้ทรงอิทธิพลขั้นที่ 9 อันทรงพลังสูงสุด มันจึงไม่อาจลบล้างคำสาปอสรพิษกลืนกินของเลย์ลินออกไปได้ ทว่าบางที มันอาจจะสามารถสะกดข่มคำสาปนี้เอาไว้ได้ชั่วคราว
ตัวเลย์ลินเองสามารถสะกดข่มคำสาปไว้ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งมันสั้นเกินไป การขยายเวลาสะกดข่มออกไปย่อมกลายเป็นความได้เปรียบอันมหาศาลของเขา
แม้ว่าเลย์ลินจะครุ่นคิดอะไรมากมายในหัว ทว่าภายนอกเขากลับแสดงอาการลังเลเพียงครู่เดียวเท่านั้น “เบลินดา เจ้าคงจะเป็นผู้ทำพิธีเซ่นสรวงระดับสูงภายใต้บัญชาของเนตรแห่งการทดสอบใช่ไหม?”
“ใช่แล้วล่ะ ข้าบรรลุถึงจุดสูงสุดของผู้ทำพิธีเซ่นสรวงขั้นที่ 3 แล้ว และใกล้จะทะลวงขั้นเต็มที น่าเสียดายที่ข้าทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ” เบลินดายอมรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“เหตุใดเจ้าถึงไม่เลือกติดตามท่านมารดาผู้ยิ่งใหญ่ล่ะ? นางคือพระผู้ให้กำเนิดผู้เมตตาและงดงามของพวกเรานะ” เลย์ลินแสร้งทำสีหน้าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าราชินีอสรพิษจะจับมือเป็นพันธมิตรกับเนตรแห่งการทดสอบ ทว่าการที่ทายาทสายเลือดจะไปศรัทธาในผู้ทรงอิทธิพลตนอื่นก็นับว่าเป็นการทรยศอยู่ดี หากนางไปเจอกับพวกอสรพิษสายเลือดแท้หัวรุนแรง พวกมันอาจจะหาทางกำจัดเบลินดาในฐานะ ‘ความอัปยศของท่านมารดา’ ก็เป็นได้
“ท่านมารดางั้นรึ? มันเป็นความจริงที่นางคือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเรา ทว่านางกลับอยู่สูงส่งและห่างไกลเกินไป พวกเราจัดอยู่ในชนชั้นล่างสุดของสังคม สิ่งที่พวกเราต้องการมีเพียงความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมเท่านั้น และผู้เดียวที่สามารถมอบสิ่งนั้นให้แก่พวกเราได้ก็คือ เทพแห่งพันธสัญญา (God of Contracts)”
เบลินดาหัวเราะขื่นขมกับความคิดบางอย่างที่ไม่มีใครรู้และเริ่มมีอารมณ์พลุ่งพล่าน สีหน้าของนางแสดงให้เห็นว่านางกำลังนึกถึงอดีตอันขมขื่นที่ยากจะยอมรับ มันคงจะเป็นการกดขี่ข่มเหงที่นางเคยได้รับจากพวกสายเลือดบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่มีวันลืมเลือน
“ในฐานะสายเลือดผสม อย่าบอกนะว่าเจ้ามีความรู้สึกดี ๆ ต่อพวกอสูรอสรพิษขาวที่เรียกตัวเองว่า ‘สายเลือดบริสุทธิ์’ พวกนั้นน่ะ” เบลินดาเอ่ยพลางมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า
เลย์ลินแสร้งทำเป็นเงียบงันไปเพื่อเป็นการตอบรับ
“เอาเถอะ พวกเราอย่าไปพูดถึงความทรงจำที่ไม่มีความสุขพวกนี้เลย! ข้าส่งสัญญาณไปแล้ว อีกไม่นานกำลังเสริมจากผู้นำนิกายก็จะมาถึง เจ้าควรจะรีบไปเสีย!” เบลินดาถอนหายใจยาวพลางปรายสายตามองเลย์ลิน
“ตกลง” ในเมื่อคนขององค์กรกำลังจะมาถึง และเนื่องจากพวกเขามีความเชื่อที่แตกต่างกัน การรั้งอยู่ต่อรังแต่จะทำให้เกิดความสงสัย
อีกอย่าง วันนี้เขาได้รับผลประโยชน์มามากพอแล้ว ไม่เพียงแต่จะกำจัดอันตรายที่ซ่อนอยู่ได้สำเร็จ เขายังได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับเบลินดาอีกด้วย ในอนาคตเขาค่อยจัดฉาก ‘พบกันโดยบังเอิญ’ อีกครั้งย่อมไม่มีปัญหาอันใดอย่างแน่นอน
(จบตอน)