Warlock of The Magus World - บทที่ 774 - ความลับของเหล่าทัพ
“พวกคนบ้า! พวกเขาเป็นคนบ้ากันไปหมดแล้ว!” เลย์ลินลอบตื่นตระหนกในใจ ‘วิธีการอันบ้าคลั่งเช่นนี้ย่อมต้องส่งผลให้เกิดการโต้กลับอย่างบ้าคลั่งจากโลกแห่งพระเจ้าทั้งหมดอย่างแน่นอน ซึ่งสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังระหว่างสองโลกที่มิอาจประนีประนอมได้… บางทีแม้แต่เจตจำนงแห่งโลกของโลกจอมเวทเองก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้…’
ยอดฝีมือระดับ 8 อันบ้าคลั่งเหล่านั้นคงจะต่อสู้จนถึงขีดจำกัดและตกตายลงในสงครามครั้งสุดท้ายในยุคโบราณ แต่แน่นอนว่าย่อมมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาบางส่วนจะยังมีชีวิตรอด หลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดและลอบเลียแผลใจอย่างเงียบเชียบ หรือบางทีอาจกำลังเฝ้ารอโอกาสครั้งต่อไปที่จะเปิดฉากสงครามอีกครั้ง
เพราะหลังจากที่บุคคลใดก้าวเข้าสู่ระดับ 7 แล้ว พลังชีวิตและความสามารถในการปรับตัวย่อมจะถูกยกระดับขึ้นสู่ขอบเขตอันน่าเหลือเชื่อ
สิ่งต่างๆ อย่างเช่นการสร้างร่างแยกนับหมื่นสาย หรือการถือกำเนิดใหม่จากหยาดโลหิตเพียงหยดเดียว ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นสำหรับตัวตนที่ก้าวมาถึงขีดจำกัดสูงสุดของพลังเหล่านี้
‘บางที… ในบรรดาตัวตนแห่งกฎทั้งหมดที่ข้าเคยพบเจอมา อาจจะมีบางคนที่ยังคงมีความทะเยอทะยานและปรารถนาที่จะรุกรานโลกแห่งนั้นอยู่…’
เลย์ลินลูบคางของตนเอง มุมปากเบิกกว้างกลายเป็นรอยยิ้มลึกลับ ‘แต่ข้าชอบมันยิ่งนัก!’
‘การฝึกปนเปรือหลังจากบรรลุระดับ 7 นั้นเชื่องช้าเกินไป มันย่อมมิอาจนำมาเปรียบเทียบกับความเร็วในการปล้นชิงพลังเพื่อบรรลุอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าได้เลย’
มารดาแห่งแกนโลกยังได้บอกเล่าข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งแก่เลย์ลิน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเหล่าเทพเจ้าแห่งโลกแห่งพระเจ้า
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นตัวตนระดับ 7 ที่สามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ได้เช่นเดียวกับจอมเวท ทว่าหนทางของพวกเขากลับแตกต่างจากจอมเวทอย่างสิ้นเชิง เส้นทางของพวกเขาถูกเรียกว่า ‘หนทางแห่งศรัทธา’ (path of faith)!
ด้วยการรวบรวมความรู้สึกนึกคิดและแม้กระทั่งเศษเสี้ยวพลังจิตวิญญาณที่สลายไปจากสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา จากนั้นก็นำมาหลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์ของตนเองแล้วจุดประกายไฟแห่งเทวะ (divine flames) ขึ้นมา จึงจะเริ่มก้าวเดินบนเส้นทางแห่งเทพเจ้า
เนื่องจากแต่ละโลกมีความแตกต่างกัน ระบบพลังของพวกมันจึงแตกต่างกันตามไปด้วย บางโลกอาจไม่มีระบบพลังเช่นนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เลย์ลินมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว
แม้ว่าหนทางแห่งศรัทธาจะมีความคล้ายคลึงกับหนทางแห่งการบูชาเซ่นสรวง (path of offerings) ทว่าโดยเนื้อแท้แล้วมันกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่าเลย์ลินมิได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนัก ทว่าเขากลับมุ่งเน้นไปยังข้อมูลสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่มารดาแห่งแกนโลกเผยออกมา นั่นคือ พลังแห่งกฎเกณฑ์ที่เหล่าเทพเจ้าครอบครองอยู่นั้น สามารถถูกแย่งชิงได้โดยง่ายโดยเหล่าจอมเวท!
ในยุคสงครามโบราณ มีจอมเวทมากมายที่สังหารเทพเจ้าและปล้นชิงพลังแห่งกฎเกณฑ์มาครอง ส่งผลให้ตบะของพวกเขาทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่าเหล่าเทพเจ้าเองก็สามารถกระทำสิ่งเดียวกันได้ ทว่าต้องแลกด้วยการจ่ายค่าตอบแทนอันมหาศาล
“พลังในการแย่งชิงกฎเกณฑ์งั้นรึ?”
เลย์ลินลอบหัวร่อ เรื่องนี้เขาเล่าล่วงรู้มานานแล้ว ทั้งยังเคยลงมือปฏิบัติจริงมาแล้วด้วยซ้ำ!
ถูกต้องแล้ว ‘ราชาผู้ปกครองความตะกละ’ เบลเซบับ (Beelzebub) แท้จริงแล้วก็คือเทพเจ้าองค์หนึ่งจากโลกแห่งพระเจ้า!
แน่นอนว่าการเรียกเขาว่าอสูรเทพ (demon) ดูจะเหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม โลกแห่งนั้นดูเหมือนจะมีการแบ่งฝักฝ่ายออกเป็นฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ตัวตนที่รักษาความสงบเรียบร้อยจะถูกเรียกว่าเทพเจ้า ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามจะถูกเรียกว่าอสูรเทพ, ปีศาจ หรืออะไรทำนองนั้น
ทว่าไม่ว่าชื่อเรียกจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือพวกมันครอบครองพละกำลังอันมหาศาลล้นฟ้าที่สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอื่นๆ ทำได้เพียงกราบไหว้บูชาด้วยความหวาดกลัว
‘ในฐานะตัวตนที่ครอบครองกฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าจะแย่งชิงกฎของอิกน็อกซ์ บางทีข้าอาจจะได้รับความสามารถนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 8 ทว่าข้าย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนอันมหาศาลและต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างยิ่งยวด และนั่นคือหลังจากที่ข้าสามารถครอบครองกฎแห่งการกลืนกินได้อย่างสมบูรณ์พร้อมแล้วเท่านั้น ทว่าเบลเซบับนั้นแตกต่างออกไป ในการทะลวงผ่านครั้งก่อนของข้า ขั้นตอนมันดูจะง่ายดายเกินไปเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากเจตจำนงแห่งแดนชำระบาปและแผนการก่อนหน้านี้ของข้าก็ตาม…’
เขามาจากโลกแห่งพระเจ้า และข้อเท็จจริงที่ว่าพลังแห่งกฎของเขาสามารถถูกแย่งชิงได้โดยง่าย ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่เลย์ลินเลือกเป้าหมายเป็นเขาตั้งแต่แรก
มิฉะนั้น เลย์ลินก็คงพุ่งเป้าไปที่ราชินีอสรพิษเพียงคนเดียว ทว่าการจะลอกเลือนกฎเกณฑ์ไปจากนางย่อมเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด มันย่อมต้องก่อให้เกิดตัวแปรอันมหาศาลที่อาจส่งผลกระทบต่อการทะลวงผ่านครั้งก่อนของเขาอย่างแน่นอน
‘จากคำกล่าวของมารดาแห่งแกนโลก ตัวตนแห่งกฎในโลกแห่งพระเจ้าจะมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง พลังของพวกเขาเกิดจากการผสมผสานระหว่างเทวสิทธิ์ (theocracy), ไฟแห่งเทวะ และพลังแห่งศรัทธา หากค้นพบวิธีการที่ถูกต้อง การจะแย่งชิงพลังแห่งกฎไปจากพวกเขาย่อมง่ายดายกว่าโลกอื่นๆ อย่างมาก นี่คือเหตุผลที่จอมเวทมากมายในโลกจอมเวทโบราณยินยอมที่จะประกาศสงครามกับพวกเขา ตัวตนอันแข็งแกร่งสามารถเข้าแย่งชิงพลังต้นกำเนิดของโลกแห่งพระเจ้า ขณะที่ตัวตนแห่งกฎท่านอื่นๆ ก็สามารถออกล่าสังหารเทพเจ้าเพื่อชิงกฎเกณฑ์ที่หลากหลายมาครอง ส่งผลให้ระดับตบะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว…’
‘แน่นอนว่าย่อมต้องมีตัวแปรอื่นๆ อีก’
เลย์ลินครุ่นคิดทบทวน หากเรื่องราวมันง่ายดายถึงเพียงนั้น โลกแห่งพระเจ้าก็คงถูกทำลายล้างไปนานแล้ว
‘เหล่าเทพเจ้าเหล่านี้ย่อมต้องอ่อนแอลงเมื่อต้องออกไปต่อสู้นอกกำแพงผลึกแก้วของโลก ทว่าหากพวกเขารบพุ่งอยู่บนผืนแผ่นดินของโลกแห่งพระเจ้า พวกเขาย่อมจะได้รับพลังเสริมอย่างมหาศาล จนสามารถระเบิดพลังเหนือล้ำกว่าจอมเวทที่มีระดับระดับเดียวกันได้อย่างแน่นอน!’
‘บางที ภายใต้ขอบเขตแดนกึ่งมิติ (demi-plane domains) ที่พวกเขาสร้างขึ้น พลังเสริมเหล่านั้นอาจก้าวขึ้นสู่ขอบเขตอันยากจะจินตนาการ จนช่วยให้พวกเขาสามารถต่อข้ามระดับชั้นได้เลยด้วยซ้ำ…’
กองทัพพันธมิตรของโลกจอมเวทมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่โลกจอมเวทเท่านั้น มันคือยุคสมัยที่เหล่าจอมเวทโบราณมีความเจิดจรัสและรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด จากโลกมากมายที่พวกเขาเคยสยบและพิชิตมา ยอดฝีมือจอมเวทอันทรงพลังนับไม่ถ้วนต่างพากันเดินทางมาเข้าร่วมสงครามในครั้งนั้น
ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายคือ โลกแห่งพระเจ้าสามารถต้านทานการบุกโจมตีจากโลกอันทรงพลังมากมายเหล่านั้นไว้ได้ สงครามสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้และการบาดเจ็บสาหัสยับเยินของทั้งสองฝ่าย
ผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ส่งผลให้จอมเวทมากมายในยุคหลังถึงกับใบหน้าซีดเผือดลงทันทีที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าเทพเจ้า
‘อย่างไรเสียมันก็คือระบบพลังของโลกที่แข็งแกร่งที่สุด หนทางแห่งศรัทธาย่อมต้องมีจุดเด่นของมันอย่างแน่นอน!’
แววตาของเลย์ลินทอประกายระยับ
ยิ่งเทพเจ้าองค์นั้นทรงพลังมากเท่าใด หนทางแห่งศรัทธาก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนี่มีแต่จะช่วยเพิ่มพูนความอยากรู้อยากเห็นของเขาให้มากยิ่งขึ้น
‘บางทีสิ่งที่ตัวตนโบราณคาดเดาไว้คงมิได้ผิดพลาด มีเพียงการหลอมรวมระหวางเทพเจ้าและจอมเวทเข้าด้วยกันเท่านั้น ถึงจะช่วยให้บรรลุถึงพลังอำนาจที่เหนือล้ำกว่าความเป็นนิรันดร์ได้…’
นัยน์ตาของเลย์ลินลุกโชนด้วยความทะเยอทะยานอันร้อนแรงจากภายใน ‘ตัวตนโบราณทั้งหลาย ข้าจะเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์อันยังไม่เสร็จสิ้นของพวกเจ้าเอง!’
เพื่อที่จะก้าวข้ามพ้นโลกแห่งวัตถุและบรรลุถึงความเป็นนิรันดร์ เลย์ลินมิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อยหากต้องเข้ายึดครองโลกแห่งพระเจ้า
อุปสรรคทั้งมวลที่ขวางเส้นทางของเขาจะถูกบดขยี้ทำลายลงโดยไร้ซึ่งความลังเล!
‘อีกอย่าง… เมื่อพูดถึงการเข้ายึดครองโลกแห่งพระเจ้า ข้าครอบครองความได้เปรียบอันเหนือล้ำที่ไม่มีผู้ใดเทียบติด!’
มุมปากของเลย์ลินเบิกกว้างกลายเป็นรอยยิ้ม รังสีแสงที่คล้ายกับดวงดาวระยิบระยับพลันปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา
นี่คือพิกัดมิติของโลกแห่งหนึ่ง มันแผ่กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ยาวนาน
“พิกัดของโลกแห่งพระเจ้าซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำของเบลเซบับ! สิ่งนี้ช่วยประหยัดแรงของข้าในการไปแลกเปลี่ยนมันมาจากตัวตนแห่งกฎท่านอื่นได้อย่างมหาศาล…”
เลย์ลินชื่นชอบการปกปิดเจตนาของตนเอง แม้ว่าผู้ที่เคยเข้าร่วมในสงครามครั้งสุดท้ายในยุคโบราณย่อมต้องทราบถึงตำแหน่งของโลกแห่งพระเจ้าอย่างแน่นอน ทว่าเลย์ลินก็มิได้ปรารถนาที่จะไปทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนมันมาจากพวกเขา
การประกาศแผนการของตนเองให้สาธารณชนรับรู้นับเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเลย
ยิ่งไปกว่านั้น จากความล้มเหลวของโลกจอมเวทในครั้งก่อน เห็นได้ชัดว่าการบุกโจมตีเข้าไปตรงๆ ด้วยกำลังย่อมมิอาจประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ลึกลับซ่อนเง้นยิ่งกว่า
“พิกัดเป็นเพียงแค่ประตูทางเข้า ทว่าการจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ยังคงมีปัญหาใหญ่หลวงรออยู่…”
เลย์ลินอดมิได้ที่จะหวนคิดถึงข้อมูลแนะนำเกี่ยวกับโลกแห่งพระเจ้า
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับโลกขนาดใหญ่แห่งอื่น โครงสร้างของโลกแห่งพระเจ้านั้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง บนมิติแห่งวัตถุ (material dimension) ยังคงมีมิติอื่นๆ อีกมากมายที่เบียดเสียดกันหนาแน่นราวกับรังผึ้ง
และที่ด้านนอกของมิติต่างๆ เหล่านั้น คือชั้นกำแพงผลึกแก้ว (crystal wall layer) ที่มีความแข็งแกร่งทนทานจนถึงขั้นน่ากลัว เลย์ลินมักจะเรียกมันว่าข่ายอาคมป้องกันของโลก (barrier of the world)
กำแพงผลึกแก้วนี้เคยทำหน้าที่ป้องกันมิให้ตัวตนจากโลกอื่นลอบมองเข้ามาภายในได้
หลังจากสงครามโบราณสิ้นสุดลง โลกแห่งพระเจ้าถึงกับตั้งใจเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กำแพงผลึกแก้วนี้ ส่งผลให้พลังในการตัดขาดแยกตัวของมันทรงอานุภาพมากเสียจนต่อให้เหล่าจอมเวทโบราณจะฟื้นคืนชีพกลับมา พวกเขาก็ยังคงมิอาจเจาะทะลวงผ่านมันไปได้
แน่นอนว่าเมื่อใดที่กำแพงผลึกแก้วถูกโจมตี ย่อมต้องเกิดการสะท้อนกลับของพลังและแรงมุ่งร้ายจากโลกแห่งพระเจ้าทันที
เลย์ลินมิได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องยากเย็นอันใดสำหรับเหล่าเทพเจ้าที่หลงเหลืออยู่หรือเทพเจ้าที่เพิ่งก้าวขึ้นมาใหม่ในการจัดการกับเขา ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด ทว่าเขาก็ยังคงมิอาจนำมาเปรียบเทียบกับเหล่าเทพเจ้าที่รอดชีวิตมาจากสงครามโบราณเหล่านั้นได้เลย
แน่นอนว่านี่หมายถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของเขา ในอนาคตเรื่องราวอาจแปรเปลี่ยนไปได้
‘สรุปสั้นๆ พิกัดของโลกแห่งพระเจ้านั้นมิใช่ปัญหา ปัญหาคือจะทำลายกำแพงผลึกแก้วป้องกันนั่นได้อย่างไร… และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็ครอบครองอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมอยู่คนหนึ่ง!’
เลย์ลินลอบหัวร่อเบาๆ
วิธีการในการเจาะทะลวงผ่านกำแพงผลึกแก้วอย่างชาญฉลาด ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ตัวตนแห่งกฎท่านอื่นกำลังทุ่มเทวิจัยกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดประสบความสำเร็จ มิฉะนั้นสงครามโบราณก็คงระเบิดขึ้นอีกครั้งไปนานแล้ว
กำแพงผลึกแก้วเปรียบเสมือนเมืองที่ถูกปิดล้อม คนภายนอกย่อมปรารถนาที่จะบุกเข้าไป ขณะที่คนภายในก็ต้องการที่จะหลบหนีออกมา
เห็นได้ชัดว่า ‘ราชาผู้ปกครองความตะกละ’ ท่านเบลเซบับ สามารถกระทำได้สำเร็จ
เขาย่อมต้องค้นพบช่องโหว่ของกำแพงผลึกแก้วและสามารถหลบเลี่ยงพลังแห่งการตัดขาด จนสามารถเดินทางออกมาสู่ภายนอกได้สำเร็จ เขาได้ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย รวมถึงการลงทุนบางอย่างและการเผยแพร่ความเชื่อศรัทธา
เขาได้หลบซ่อนตัวตนมาโดยตลอด และแม้ว่าร่างจิตสำนึกของเขาจะถูกทำลายไปสองสามครั้งยามที่พยายามเดินทางเข้าสู่โลกอื่น ทว่าก็ไม่มีจอมเวทคนใดล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา พวกเขาทำเพียงคิดว่าเขาเป็นตัวตนแห่งกฎจากโลกอื่นเท่านั้น
ทว่าต่อให้เบลเซบับจะปกปิดตัวตนของตนเองอย่างระมัดระวังเพียงใด สุดท้ายเขาก็ต้องตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเลย์ลิน และแปรเปลี่ยนแผนการทั้งหมดของตนเองให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าสลด
เขาไม่เพียงแต่ต้องกลายเป็นหินรองบาทให้เลย์ลินใช้ทะลวงผ่านระดับชั้น ทว่าพลังแห่งกฎเกณฑ์ส่วนใหญ่ยังถูกแย่งชิงไป ส่งผลให้ร่างต้นของเขาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสยับเยินหรือไม่ก็ต้องตกอยู่ในสภาวะหลับใหลลึกล้ำ แม้กระทั่งเส้นทางเข้าออกโลกแห่งพระเจ้ายามนี้ก็ตกอยู่ในความรับรู้ของเลย์ลิน กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในความพินาศของตนเองอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าหากเลย์ลินสามารถเดินทางเข้าสู่โลกแห่งพระเจ้าได้สำเร็จ สิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือการตามล่าสังหารเบลเซบับและปล้นชิงพละกำลังทั้งหมดของมันมาครอง เพื่อช่วยให้ตนเองสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตของระดับ 7 ได้อย่างสมบูรณ์พร้อม
‘ขั้นต่อไปคือการเริ่มทำการทดลองมิติการเดินทางทางจิต (astral experiments) มากมาย ในขณะที่กำลังทำความแข็งแกร่งของตนเองให้มั่นคง ข้าต้องหาหนทางในการมุดผ่านเข้าไปที่ด้านหลังของกำแพงผลึกแก้วให้ได้…’
เลย์ลินมีแผนการอันชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องการจะกระทำในอนาคต
สิ่งที่เบลเซบับครอบครองอยู่คือเส้นทางขาออกจากภายใน และเนื่องจากเขาเป็นชนพื้นเมืองของโลกแห่งพระเจ้า การกระทำของเขาจึงง่ายดายกว่าเลย์ลินอย่างมาก
สิ่งที่เลย์ลินจำเป็นต้องกระทำในยามนี้ คือการวิจัยอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเส้นทางที่เบลเซบับเคยใช้ จนกว่าเขาจะสามารถปลอมแปลงตัวตนได้อย่างสมบูรณ์พร้อมและก้าวเข้าสู่โลกแห่งนั้นได้อย่างไร้ร่องรอย