Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - ตอนที่ 10 มีเกณฑ์ตกเป็นจําเลย
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- ตอนที่ 10 มีเกณฑ์ตกเป็นจําเลย
ตอนที่ 10 มีเกณฑ์ตกเป็นจําเลย
กู้ชื่อเพิ่งคิดว่าเรื่องราวจะจบลงเพียงเท่านี้
หลังจากออกมาจากร้านบะหมี่ เสิ่นฟานหมิงบอกว่าจะไปส่งเขาที่บ้าน เพื่อพักผ่อน เขาพยักหน้าตกลง ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับคําพูดที่เจ้าหน้าที่ ตําารวจคนนั้นพูดเมื่อครู่ “ข้อมูลตรงกับสภาพในที่เกิดเหตุ
เยาเห็นมันจริง ๆ ด้วย
นั่นไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือเรื่องจริง
เขานั่งอยู่ที่เบาะผู้โดยสารข้างคนขับ จ้องมองทิวทัศน์ริมทางด้วย อาการใจลอย เลิ่นฟานหมิงขับรถได้นิ่งมาก แทบไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือน มีเพียงเสียงครางเบา ๆ ของเครื่องยนต์เท่านั้น
รถมาติดอยู่ที่สี่แยกหนึ่งเพราะสัญญาณไฟแดง
สายตาของกู้ชื่อเหิงกวาดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่มีจุด
หมาย แล้วก็ต้องชะงักค้าง
ริมทางมีรถตํารวจจอดอยู่สองคัน ไฟวับวาบบนหลังคารถยังคง กะพริบอยู่เป็นระยะ ตํารวจในเครื่องแบบหลายคนยืนอยู่ตรงทางเข้าตึกพัก อาศัยแห่งหนึ่ง กําลังคุยกับใครบางคนอยู่ มีฝูงชนมุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากัน ชะเง้อหน้ามองเข้าไปข้างใน
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” เขาถามออกไปตามสัญชาตญาณ
เลิ่นฟานหมิงเหลือบมองตามสายตาของเขาแวบหนึ่ง
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบด้วยน้ําเสียงราบเรียบ
สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถเคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้า
กู้ชื่อเชิงหันกลับไปมองทางนั้นอีกครั้ง ในใจเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ
อย่างบอกไม่ถูก
ความไม่สบายใจนั้นกลายเป็นจริงในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา
เขาเพิ่งจะถึงบ้าน ยังไม่ทันจะได้เอนตัวลงนอน เสียงกริ่งประตูก็ดัง
ขึ้นอีกครั้ง
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูในครั้งนี้เป็นใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคย เป็นชาย
หนิงหญิงหนึ่ง ทั้งคู่สวมชุดไปรเวทแต่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นตารวจอีกเช่น เคย ชายร่างสูงใหญ่บิ๊กบึน ส่วนหญิงสาวตัดผมสั้นดูคล่องแคล่ว ใบหน้าของ ทั้งคู่ดูเคร่งขรึมอย่างมาก
“คุณกู้ชื่อเหิงใช่ไหมครับ?” ตํารวจหญิงเอ่ยปาก “พวกเรามาจากกอง สืบสวนคดีอาญา มีคดีหนึ่งที่ต้องการให้คุณไปให้ปากคําเพื่อร่วมมือในการ สืบสวน รบกวนตามพวกเราไปหน่อยครับ”
กู้ซื่อเหิงอึ้งไป
“เมื่อกี้ผมเพิ่งไปมาไม่ใช่เหรอครับ?”
“เมื่อกี้มันคดีแรกครับ” ตํารวจชายบอก “ตอนนี้มีคดีที่สองแล้ว”
สมองของกู้ชื่อเหิงดังอื้ออึง
คดีที่สองงั้นเหรอ?
“เกิด… เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นอีกแล้วเหรอครับ?”
ตํารวจหญิงมองเขาแวบหนึ่งด้วยแววตาที่ซับซ้อน
“ใช่ค่ะ และลักษณะก็มีความคล้ายคลึงกับที่คุณบรรยายไว้ในไลฟ์สด เมื่อคืนนี้อีกแล้ว”
ยาของกู้ชื่อเหิงเริ่มอ่อนแรงอีกครั้ง เขาคว้ากรอบประตูไว้พลางพูด ด้วยน้ําเสียงสั่นเครือ “เป็นไปได้ยังไง? เมื่อคืนผมทํานายถึงคนแค่คนเดียว” “พวกเราดูไลฟ์เมื่อคืนของคุณแบบเต็ม ๆ แล้วครับ” ตํารวจชายขัด
จังหวะ “คุณบรรยายลักษณะผู้เสียชีวิตไว้อย่างชัดเจนแค่รายเดียวก็จริง แต่ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ พวกเราพบอีกคดีหนึ่ง ซึ่งลักษณะของผู้ตายคือใส่หญิงวัย กลางคนใส่ชุดแดง ผมยาว และถูกพบที่ริมน้ํา ซึ่งตรงกับที่คุณบรรยายไว้ทุก
ประการ”
กู้ซื่อเหิงอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
ในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ตั้งขึ้นจากด้านหลังอีกครั้ง
“ผมจะไปกับเขาด้วย”
เลิ่นฟานหมิงเดินออกมาจากในห้อง ในมือถือโทรศัพท์ที่เขากําลังกด
อะไรบางอย่างอยู่
“เลิ่นฟานหมิง” ตํารวจหญิงเห็นได้ชัดว่ารู้จักเขา “คดีนี้คุณอย่าเข้ามา ยุ่งเลย สองครั้งแล้วนะ มันบังเอิญเกินไป”
“ผมรู้” เสิ่นฟานหมิงบอก “เพราะอย่างนั้นผมถึงยิ่งต้องไปกับเขา” เขาเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ กู้ชื่อเหิง จ้องมองตํารวจทั้งสองคนตรงหน้า
ด้วยแววตาเรียบเฉย
“เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมไม่มีทางยอมให้พวกตํารวจที่รับผิดชอบคดีทํา งานชุ่ย ๆ ด้วยการจับแพะเพียงเพราะเขารู้ว่าจะมีคดีเกิดขึ้นแน่ แค่นี้ที่สถานี ของพวกคุณเน่าแฟรมากพออยู่แล้ว ดังนั้นผมมีสิทธิ์ที่จะอยู่ร่วมในการสอบ
ถามด้วย”
ตํารวจหญิงกับตํารวจชายสบตากันแวบหนึ่ง
“ตกลง” ในที่สุดตํารวจหญิงก็พูดขึ้น “ไปพร้อมกันเลยแล้วกัน”
ห้องสอบถามในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน
มันใหญ่กว่า หนาวยิ่งกว่า กระจกทางเดียวบนผนังก็บานใหญ่กว่า และคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตํารวจคนเดิม แต่เป็นชายวัย กลางคนที่ดูท่าทางไม่ใช่คนที่จะตอแยด้วยได้ง่าย ๆ เขาสวมเชิ้ตสีขาว พับ แยนเสื้อขึ้นถึงต้นแขน เผยให้เห็นผิวสีทองแดงที่ดูแข็งแรงบึกบึน บนโต๊ะมี แฟ้มเอกสารหนาปีกวางอยู่ ดูเหมือนจะรวบรวมข้อมูลไว้ไม่น้อยแล้ว
เลิ่นฟานหมิงนั่งลงข้างกู้ชื่อเพิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คุณกู้ครับ” ชายวัยกลางคนเริ่มพูด น้ําเสียงทุ้มต่ํา “ผมแช่โจว เป็นผู้ รับผิดชอบคดีนี้ มีคําถามสองสามข้ออยากจะขอคําชี้แนะจากคุณครับ”
กู้ชื่อเหิงพยักหน้า ลําคอรู้สึกตีบตัน
เมื่อคืนตอนที่คุณไลฟ์ ตอนที่พูดค้าเหล่านั้นออกมา คุณมีความรู้สึก
อย่างไรครับ?”
“ก็แค่… อยู่ดี ๆ ก็เห็นขึ้นมาเองครับ” กู้ชื่อเหิงพยายามทําเสียงให้มั่น ดง “เป็นภาพที่ปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ผมก็เลยพูดออกไป “ก่อนหน้านี้เคยมีสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ?”
“ไม่เคยครับ ครั้งแรกเลย”
หัวหน้าโจวเปิดแฟ้มเอกสาร หยิบรูปถ่ายสองสามใบออกมาแล้วเลื่อน
ไปตรงหน้ากู้ซื่อเหิง
“คนนี้ รู้จักไหมครับ?”
กู้ อเหิงก้มมองแวบหนึ่ง เป็นรูปถ่ายชีวิตประจําวันของผู้หญิงวัย กลางคนคนหนึ่ง เธอยิ้มดูใจดี สวมชุดกระโปรงลายดอกไม้ยืนอยู่ใต้ต้นไม้
“ไม่รู้จักครับ”
หัวหน้าโจวหยิบออกมาอีกรูป คราวนี้ยังคงเป็นผู้หญิงคนเดิม แต่ เป็นรูปในที่เกิดเหตุ เธอสวมชุดเดรสสีแดง ผมยาว นอนทอดร่างอยู่ที่บันได
หินริมน้ํา
หินริมน้ํา
มือของกู้ซื่อเหิงสั่นขึ้นมา
มือของ ชื่อเหิงสั่นขึ้นมา
“แล้วรูปนี้ล่ะครับ?”
“นี่คือ… คนที่ผมเห็นเมื่อคืนครับ”
หัวหน้าโจวพยักหน้า แล้วหยิบรูปที่สามออกมา ผู้หญิงอีกคน หน้าตาต่างออกไป อายุต่างออกไป แต่สวมชุดเดรสสี
แดงเหมือนกัน และนอนอยู่ที่ริมน้ําเหมือนกัน
“แล้วคนนี้ล่ะครับ?”
กู้ชื่อเหิงจ้องมองรูปนั้น รูม่านตาหดเกร็งทันที เพราะภาพในรูปนั้น เหมือนกับภาพที่เขาเห็นเมื่อคืนแทบจะทุกประการ
“ผม…” เสียงของเขาเริ่มสั่น “ผมไม่เคยเจอเธอครับ แต่ภาพที่ผม
เห็น… เหมือนเธอมาก”
หัวหน้าโจวเก็บรูปกลับเข้าแฟ้มแล้วปิดลง
“คุณกู้ครับ คุณรู้ไหมว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
กู้ชื่อเหิงสายหน้า
“มันหมายความว่า ไม่คุณเป็นมาตกร ก็ต้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดครับ”
หัวหน้าโจวพูดด้วยน้าเสียงราบเรียบ แต่ทว่าทุกคําพูดกลับหนักอึ้งราวกับ ค้อนที่ทุบลงบนใจของกู้ชื่อเหิง “คดีแรก คุณทํานายลักษณะผู้ตายล่วงหน้า สิบสองชั่วโมง คดีที่สอง ช่วงเวลาที่คุณทํานายเป็นเวลาเดียวกับคดีแรก แต่ ผู้ตายเพิ่งจะถูกพบเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นั่นหมายความว่า ตอนที่คุณทํานาย เธอยังมีชีวิตอยู่ ฆาตกรยังไม่ได้ลงมือด้วยซ้ํา แต่คุณกลับรู้แล้วว่าเธอจะมี สภาพอย่างไร และจะตายที่ไหน”
เขาชะงักไป แววตาคมกริบดุจใบมีด “คุณจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรครับ?”
สมองของกู้ซื่อเหิงว่างเปล่ายาวโพลน
เขาอยากจะบอกว่ามันคือการรู้อนาคต เป็นการเห็นเหตุการณ์ล่วง
ๆ
หน้าจริง ๆ แต่เขาไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไร เขาอยากจะบอกว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องใด ๆ กับผู้ตายเหล่านี้ แต่เขาก็ไม่มีหลักฐาน เขาอยากจะบอกว่าเขาเป็น แค่หมอดูดวงซวยที่จู่ ๆ ก็ตาที่สามเปิดขึ้นมา และสิ่งที่เห็นอย่างแรกดันเป็น
คดีมาตกรรม
แต่คําพูดเหล่านี้ ต่อให้พูดออกไป แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่ามันฟังดู
เหมือนคําแก้ตัว
“หัวหน้าโจวครับ”
เลิ่นฟานหมิงเอ่ยปากขึ้น
หัวหน้าโจวมองไปที่เยา
“เขาทําไม่ได้หรอกครับ”
“เอาอะไรมาตัดสิน?”
“เอาความจริงที่ว่าผมรู้จักเบาครับ” เลิ่นฟานหมิงบอก “แม้จะเพิ่งรู้ จักกันได้ไม่นาน แต่เขาไม่มีทางที่จะไปทําร้ายใครได้เลยครับ ไก่สักตัวเขายัง ไม่กล้ามา เมื่อคืนก่อนมีผีเสื้อกลางคืนบินเข้าบ้าน เขายังร้องลั่นแล้ววิ่งมา หลบข้างหลังผมเลย อีกอย่างเมื่อคืนเขาก็อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ผมบอกเรื่อง นี้กับเจ้าหน้าที่เฉินไปแล้วด้วย”
กู้ชื่อเหิงฟังอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ว่าจะซึ้งใจหรือจะอับอาย
หัวหน้าโจวเลิกคิ้วขึ้น
“เลิ่นฟานหมิง ผมรู้ว่าคุณอยากจะปกป้องเขา แต่คดีนี้เกี่ยวพันกับ ชีวิตคนถึงสองคน ไม่ใช่ว่าคุณบอกว่าเขาไม่ได้ทําแล้วมันจะจบ
ิม เ
“ผมรู้” เลิ่นฟานหมิงบอก “เพราะอย่างนั้นผมถึงได้ขอใช้ อเชสทธเยารวม ในการสืบสวนคดีนี้ครับ”
หัวหน้าโจวอึ้งไปครู่หนึ่ง
“คุณหมายความว่ายังไง?” “ผมขอเข้าร่วมในการสืบสวนคดีนี้ครับ” เสิ่นฟานหมิง “ผม สามารถเฝ้าระวังเขาได้ในระยะประชิด และในอีกด้านหนึ่ง ถ้าเขามีพลังรู้ อนาคตจริง ๆ พลังนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในการคลี่คลายคดี คุณรู้ความ สามารถของผมตีหัวหน้าโจว ผมไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานแน่
นอน”
เสนอนี้
หัวหน้าโจวขมวดคิ้ว ดูเหมือนกําลังพิจารณาความเป็นไปได้ของย้อ
“คุณก็รู้ว่ามันผิดกฎ”
“กฏน่ะตายตัว แต่คนน่ะยืดหยุ่นได้” เสิ่นฟานหมิงบอก “ชีวิตคนสอง
คน และยังจับมาตกรไม่ได้ พวกเราต้องการเบาะแสทุกอย่างที่พอจะใช้ได้ กู้ชื่อเหิงฟังอยู่ข้าง ๆ ในใจบังเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา
เสิ่นฟานหมิงกําลังหาโอกาสให้เยา
ผู้ชายคนนี้ ทั้งที่รู้จักกันยังไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ํา แต่เขากลับยืนเคียง ข้างเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
หัวหน้าโจวนิ่งเงียบไปนานแสนนาน
ในที่สุด เขาก็ถอนหายใจออกมา
“ตกลง ผมให้เวลาคุณหนึ่งสัปดาห์” เขามองเสิ่นฟานหมิง “ภายใน
หนึ่งสัปดาห์ คุณต้องหาฆาตกรตัวจริงให้เจอ ไม่อย่างนั้น ผมคงต้องคุมตัว เขาไว้ในฐานะผู้ต้องสงสัยหลัก เพราะต่อให้เขาจะมีพยานหลักฐานที่อยู่ ชัดเจน แต่สิ่งที่เขาพูดออกไปในไลฟ์มันก็เป็นก็พิสูจน์ได้ว่าเขารู้เรื่องคดี” ใต้ ผมตกลง” เล่นฟานหมิงลุกขึ้นยืนพลางเหลือบมอง ข่อเหิง ” พวกเรากลับบ้านกันเถอะครับ”