Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 14 มีเกณฑ์เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นฝันดี
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 14 มีเกณฑ์เปลี่ยนฝันร้ายให้กลายเป็นฝันดี
หลังจากออกมาจากสถานีตำรวจ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
กู้ซื่อเหิงนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ ร่างทั้งร่างเอนพิงเบาะ หลับตาลงครึ่งหนึ่ง แสงไฟจากภายนอกหน้าต่างรถพาดผ่านใบหน้าไปเป็นเส้น ๆ ราวกับสายน้ำที่ไหลริน
เสิ่นฟานหมิงขับรถได้นิ่งมาก แทบไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนเลย
“หิวไหมครับ?” เขาถาม
“ไม่หิวครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “แต่ตอนนี้อยากนอนมาก ๆ เลย”
“ห้ามหลับนะครับ กลับไปนอนที่บ้านแทน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตอนดึกคุณจะนอนไม่หลับ”
กู้ซื่อเหิงยิ้มออกมาเล็กน้อย “ตอนนี้คุณพูดจาเหมือนแม่ผมเข้าไปทุกทีแล้วนะครับ”
เสิ่นฟานหมิงไม่ได้พูดอะไร แต่มุมปากกลับโค้งขึ้นเล็กน้อย
รถขับเข้าไปในหมู่บ้านแล้วจอดนิ่ง กู้ซื่อเหิงเปิดประตูรถ พอเท้าแตะพื้นก็รู้สึกขาอ่อนแรงจนเกือบจะล้มลงไป
เสิ่นฟานหมิงยื่นมือมารับตัวเขาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
“เป็นอะไรไหมครับ?”
กู้ซื่อเหิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรครับ แค่ขาอ่อนเฉย ๆ”
เสิ่นฟานหมิงไม่ได้ปล่อยมือ เขาพยุงกู้ซื่อเหิงเดินเข้าไปในโถงทางเดินตึก กู้ซื่อเหิงพิงร่างเข้ากับตัวเขา ได้กลิ่นจาง ๆ ของน้ำยาซักผ้า ผสมกับกลิ่นบุหรี่เบาบาง
เขาจดจำเหตุการณ์ในคืนนั้นขึ้นมาได้ทันที
เขาเมา แล้วดูเหมือนจะจูบเสิ่นฟานหมิงไปทีหนึ่ง?
ไม่ใช่ เขาต้องฝันไปแน่ ๆ เขาไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน
แต่ถ้าจะให้เขาถามเสิ่นฟานหมิง เขาก็ไม่ได้หน้าหนาขนาดด้วยสิ แสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนเดิมนั่นแหละดีแล้ว
พอเข้าบ้าน เสิ่นฟานหมิงพยุงเขาไปนั่งลงบนโซฟา จากนั้นก็เดินไปที่ห้องครัวรินน้ำอุ่นมาแก้วหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะน้ำชา
“น้ำครับ”
กู้ซื่อเหิงลุกขึ้นนั่งรับแก้วน้ำมาจิบช้า ๆ
เสิ่นฟานหมิงนั่งลงข้าง ๆ เขา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอะไรบางอย่าง
พอกู้ซื่อเหิงดื่มน้ำเสร็จ เขาวางแก้วลงแล้วเอ่ยปากขึ้น “เสิ่นฟานหมิง”
“ครับ?”
“คุณว่าต่อไปผมจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหม?”
เสิ่นฟานหมิงเงยหน้ามองเขา “หมายถึงมองเห็นสิ่งเหล่านั้นตลอดไปน่ะเหรอครับ?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้า
“ผมไม่ใช่หมอดูน่ะครับ ผมไม่รู้หรอก” เสิ่นฟานหมิงบอก “แต่แม่ของคุณบอกไว้ไม่ใช่เหรอครับ? ว่านี่คือชะตากรรมของคุณ”
กู้ซื่อเหิงยิ้มขื่น “เมื่อก่อนผมไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาครับ ตอนนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วละ”
เสิ่นฟานหมิงมองเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร
กู้ซื่อเหิงรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ปกติเขาไม่ใช่คนเจ้าน้ำตา ออกจะร่าเริงเสียด้วยซ้ำ อะไรที่ผ่านเข้ามาก็ไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจ แต่ทว่าวันนี้เขาเริ่มจะรับไม่ไหวแล้วจริง ๆ
คดีฆาตกรรมสองคดี ผู้หญิงสองคน เขาเห็นมันแต่กลับหยุดยั้งไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าฆาตกรคือใคร ไม่รู้ว่ารายต่อไปคือใคร หรือแม้กระทั่งไม่รู้ว่ารายต่อไปที่เขาจะเห็น จะเป็นตัวเขาเองหรือเปล่า
เขากลัว
เสิ่นฟานหมิงดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาจึงเขยิบเข้ามาใกล้กู้ซื่อเหิงอีกนิด
“กลัวเหรอครับ?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“กลัวสิครับ ใครบางเจอแบบนี้แล้วไม่กลัว ผมมันก็แค่คนธรรมดา ผมใช้ชีวิตแบบไม่ได้คิดอะไรมากตลอด กิน เล่น นอน ชีวิตของผมก็มีแต่วนอยู่แค่นี้ เมื่อก่อนผมอยากให้ดวงตาที่สามของผมเปิดเร็ว ๆ ผมอยากเก่งให้เหมือนแม่ แต่พอมันเปิดจริง ๆ ผมกลับไม่อยากได้มันซะอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นผม ทำไมผมต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ด้วย”
เสิ่นฟานหมิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือมาโอบไหล่กู้ซื่อเหิงไว้เบา ๆ เป็นการกระทำที่แสนเรียบง่าย แต่กู้ซื่อเหิงกลับรู้สึกว่าพื้นที่ว่างเปล่าในใจส่วนนั้น ได้ถูกเติมเต็มขึ้นมาด้วยบางอย่าง
เขาหันไปมองเสิ่นฟานหมิง
ดวงตาของเสิ่นฟานหมิงภายใต้แสงไฟสลัวดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ ไม่มีความเย็นชาเหมือนยามปกติ มีเพียงความนุ่มนวลที่บอกไม่ถูกเท่านั้น
“ขอบคุณนะครับ” กู้ซื่อเหิงพูด
“ขอบคุณเรื่องอะไรครับ?”
“ขอบคุณที่เชื่อใจผมครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างผมตลอดเวลา ถ้าไม่มีคุณอยู่ด้วย ผมคงทำอะไรไม่ถูก แล้วก็มืดแปดด้านไปหมด”
มุมปากของเสิ่นฟานหมิงโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรครับ”
ทั้งคู่นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครขยับเขยื้อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้ซื่อเหิงค่อย ๆ พิงหัวลงบนไหล่ของเขา ร่างกายของเสิ่นฟานหมิงแข็งทื่อไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้เลี่ยงออก
“เสิ่นฟานหมิง” กู้ซื่อเหิงพูดพลางหลับตาลง
“ครับ?”
“ทำไมคุณถึงดีกับผมขนาดนี้ล่ะครับ?”
เสิ่นฟานหมิงนิ่งเงียบไปหลายวินาที
“แล้วทำไมผมต้องทำไม่ดีกับคุณด้วยล่ะครับ ในเมื่อคุณดีกับผมก่อน ผมก็ควรจะดีกับคุณอยู่แล้ว” เขาบอก
กู้ซื่อเหิงยิ้มออกมาเล็กน้อย
“งั้นผมก็ต้องขอบคุณตัวเองแล้วล่ะ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ทำตัวแย่ ๆ ใส่คุณ”
ภายนอกหน้าต่างราตรีเริ่มมืดมิด ภายในห้องนั่งเล่นมีเพียงแสงจากโคมไฟตั้งพื้นส่องสว่าง แสงสีส้มอบอุ่นโอบล้อมคนทั้งสองไว้
ในวินาทีนี้ กู้ซื่อเหิงรู้สึกว่า ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมา ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว
คืนนั้น กู้ซื่อเหิงฝันอีกแล้ว
ในฝันไม่มีชุดเดรสสีแดง ไม่มีริมน้ำ ไม่มีเงาร่างคนลาง ๆ มีเพียงเสิ่นฟานหมิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีทองเจิดจ้า จ้องมองมาที่เขาพลางยิ้มให้
รอยยิ้มนั้นงดงามมาก งดงามกว่ามุมปากที่โค้งขึ้นเพียงเล็กน้อยยามปกติเป็นร้อยเท่า
เขาอยากจะเดินเข้าไปหาแต่ขยับตัวไม่ได้ อยากจะเรียกชื่ออีกฝ่ายแต่กลับไม่มีเสียงออกมา
จากนั้นเสิ่นฟานหมิงก็ยื่นมือมาให้เขา
“มานี่สิครับ”
เขาสะดุ้งตื่นทันที
ฟ้าสว่างแล้ว แสงแดดลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามา ทอดเงาสีทองลงบนพื้น เขานอนอยู่บนเตียงของตัวเอง มีผ้าห่มคลุมกายไว้ บนโต๊ะข้างหัวเตียงมีน้ำวางไว้หนึ่งแก้วและมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง
เขาหยิบโน้ตขึ้นมาดู เป็นลายมือของเสิ่นฟานหมิง
[ผมออกไปข้างนอกสักพัก จะกลับมาตอนเที่ยง ตื่นแล้วดื่มน้ำด้วยนะครับ — เสิ่น]
กู้ซื่อเหิงกำกระดาษโน้ตแผ่นนั้นไว้พลางจ้องมองมันอยู่นาน จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา
เขาพับกระดาษโน้ตแผ่นนั้นอย่างระมัดระวังและสอดไว้ใต้หมอน ก่อนจะพลิกตัวลุกจากเตียง
เขาหวังว่าวันนี้จะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นบ้างนะ