Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 13 มีเกณฑ์แจ้งเกิดในกองสืบสวน
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 13 มีเกณฑ์แจ้งเกิดในกองสืบสวน
สถานที่เกิดเหตุธรรมดากว่าที่กู้ซื่อเหิงจินตนาการไว้มาก
ริมทะเลสาบในสวนสาธารณะลวี่อี่มีเส้นกั้นเขตอันตรายล้อมไว้เป็นวงกลม ภายในเขตนั้นมีเจ้าหน้าที่เทคนิคในชุดกาวน์สีขาวสองสามคนกำลังถ่ายรูปและเก็บตัวอย่าง ส่วนนอกเส้นกั้นก็มีพวกคุณลุงคุณป้าที่ชอบมุงยืนล้อมวงชะเง้อหน้ามองเข้าไปข้างในพลางกระซิบกระซาบวิจารณ์อะไรบางอย่าง
กู้ซื่อเหิงยืนอยู่นอกเส้นกั้นเขตอันตราย จ้องมองไปยังบันไดหินเหล่านั้น
แสงแดดกำลังดีส่องกระทบผิวน้ำจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดทองคำ หากไม่รู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ที่นี่ก็เป็นเพียงมุมหนึ่งของสวนสาธารณะในบ่ายวันฤดูใบไม้ร่วงที่แสนธรรมดาเท่านั้น
เสิ่นฟานหมิงกำลังคุยกับตำรวจในพื้นที่ กู้ซื่อเหิงฟังไม่ถนัดว่าพวกเขาคุยอะไรกัน ได้แต่ยืนเหม่อมองบันไดหินตรงหน้า
เขาหลับตาลง พยายามนึกย้อนถึงภาพที่เห็นในคืนนั้น
ชุดเดรสสีแดง ผมยาว เสียงน้ำไหล และเงาร่างคนลาง ๆ
ทว่าเขากลับนึกอะไรไม่ออกเลย ภาพเหล่านั้นราวกับถูกล็อกเอาไว้ ซ่อนอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสมองที่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็เปิดไม่ออก
“คุณกู้ครับ?”
เสียงหนึ่งขัดจังหวะความคิดของเขา เขาลืมตาขึ้นพบชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวยืนอยู่ตรงหน้า ในมือถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง
“ผมมาจากทีมเทคนิค แซ่หวังครับ พี่เสิ่นให้ผมมาถามคุณว่า นึกรายละเอียดอะไรออกบ้างไหมครับ?” ชายหนุ่มถาม
กู้ซื่อเหิงส่ายหน้า
“นึกไม่ออกเลยครับ ภาพที่เห็นในวันนั้นมันมืดมัวมาก เห็นเพียงแค่รูปร่างคร่าว ๆ เท่านั้น”
เจ้าหน้าที่หวังจดอะไรบางอย่างลงในสมุดแล้วถามต่ออีกสองสามคำถาม
ผู้ตายมีลักษณะพิเศษอะไรไหม?
รอบข้างมีคนอื่นอีกหรือเปล่า?
ได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม?
กู้ซื่อเหิงตอบไปทีละคำถาม แต่คำตอบล้วนเป็น “ไม่รู้ครับ” หรือ “นึกไม่ออกครับ” ทั้งสิ้น
เจ้าหน้าที่หวังปิดสมุดพลางพยักหน้า “โอเคครับ ขอบคุณมาก หากมีสถานการณ์ใหม่ ๆ ติดต่อพวกเราได้ตลอดเวลานะครับ”
เขาหมุนตัวเดินจากไป
กู้ซื่อเหิงยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองบันไดหินเหล่านั้น ในใจบังเกิดความรู้สึกไร้พลังอย่างล้ำลึก
เขาคิดว่าเมื่อมาถึงสถานที่เกิดเหตุแล้วจะนึกอะไรออกบ้าง แต่กลับไม่มีอะไรเลย ภาพเหล่านั้นราวกับเป็นเพียงความฝัน พอตื่นขึ้นมาก็เหลือเพียงเค้าโครงจาง ๆ เท่านั้น
เสิ่นฟานหมิงเดินเข้ามาหา
“ไม่พบอะไรเลยเหรอครับ?”
“ไม่เลยครับ” กู้ซื่อเหิงยิ้มขื่น “บางทีผมอาจจะเป็นเผลอพูดมั่ว ๆ แล้วดันถูกก็ได้”
เสิ่นฟานหมิงมองเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้นว่า “ไปกันเถอะ กลับกองสืบสวน”
ระหว่างทางกลับ เสิ่นฟานหมิงรับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง เขาฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดคำว่า “รับทราบครับ” ก่อนจะวางสายไป
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” กู้ซื่อเหิงถาม
“ทางกองสืบสวนกำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดีครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “พบว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองรายไม่มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง คนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการส่วนตัว อีกคนเป็นครู วงสังคมไม่ซ้อนทับกันเลยแม้แต่น้อย”
“งั้นมันหมายความว่าอะไรเหรอครับ?”
“หมายความว่าฆาตกรอาจจะลงมือแบบสุ่มครับ” เสิ่นฟานหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง “หรือไม่อย่างนั้น เป้าหมายก็คือคุณ”
กู้ซื่อเหิงอึ้งไปเลย
“เป้าหมายคือผม? ทำไมล่ะครับ?”
“ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน” เสิ่นฟานหมิงบอก “แต่ถ้าเป้าหมายของฆาตกรคือคุณ เขาจะลงมือต่อไป เพื่อสร้างคดีที่เกี่ยวข้องกับคำทำนายของคุณให้มากขึ้น”
กู้ซื่อเหิงนิ่งเงียบไป
เขาจ้องมองทิวทัศน์ริมทางที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ในใจบังเกิดความหวาดกลัวที่บอกไม่ถูกขึ้นมา
พอกลับถึงสถานีตำรวจ เสิ่นฟานหมิงพาเขาไปยังสถานที่ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน เป็นห้องพักผ่อนขนาดไม่ใหญ่นัก มีโซฟาสองสามตัว ตู้กดน้ำ และบนผนังมีไวท์บอร์ดที่เขียนข้อมูลคดีบางส่วนเอาไว้
“นั่งลงเถอะครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “เดี๋ยวผมไปหาคนมาสองสามคน”
“ครับ?”
“เพื่อนร่วมงานน่ะครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “ถ้าอยากให้หัวหน้าโจวเชื่อมั่นในตัวคุณ พวกเราต้องการหลักฐานมากกว่านี้ คุณแค่ช่วยพวกเขาแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าความสามารถของคุณเป็นเรื่องจริง”
กู้ซื่อเหิงอ้าปากค้าง “แต่ว่าผม—”
“ลองดูครับ” เสิ่นฟานหมิงขัดจังหวะ “ใช้สัญชาตญาณของคุณ ไม่จำเป็นต้องแม่นยำ แค่ลองดูเท่านั้นพอ ยังไงมันก็มีโอกาสที่จะถูกครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว”
พูดจบ เขาหมุนตัวเดินออกไป
กู้ซื่อเหิงนั่งอยู่คนเดียวในห้องพักผ่อน ฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อซึม
ให้มาดูดวงให้ตำรวจเนี่ยนะ?
ถ้าเกิดทายไม่แม่นขึ้นมาล่ะ?
ถ้าเกิดพูดจาเรื่อยเปื่อยเหมือนเมื่อก่อนอีกล่ะ?
แต่เสิ่นฟานหมิงพูดถูก เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีวันหลุดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งได้เลย
ประตูเปิดออก เสิ่นฟานหมิงพาคนสามคนเดินเข้ามา
คนแรกเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี หน้าเหลี่ยม คิ้วหนา ดูท่าทางเป็นคนซื่อ ๆ เสิ่นฟานหมิงแนะนำว่า “เหล่าหลี่ จากทีมเทคนิคครับ”
คนที่สองเป็นหญิงสาวอายุน้อย ผมสั้น สวมแว่นตา ดูท่าทางคล่องแคล่ว เสิ่นฟานหมิงบอกว่า “คนนี้คือเสี่ยวหลิว จากแผนกข้อมูลครับ”
คนที่สามเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสิ่นฟานหมิงบอกว่า “ส่วนคนนี้คือเสี่ยวหวัง เป็นเด็กฝึกงานจากกองสืบสวนครับ”
ทั้งสามคนนั่งลงบนโซฟา สายตาทั้งสามคู่จ้องมองมาที่กู้ซื่อเหิงเป็นจุดเดียว
กู้ซื่อเหิงถูกจ้องจนรู้สึกประหม่า เขาจึงกระแอมออกมาทีหนึ่ง
“เอ่อ… สวัสดีครับทุกคน ผมกู้ซื่อเหิงครับ เป็น… หมอดูออนไลน์ครับ”
เหล่าหลี่หัวเราะ “ผมรู้แล้วครับ รู้แล้ว สองวันนี้คุณเป็นคนดังของกองสืบสวนเราเลยนะ”
เสี่ยวหลิวก็ยิ้มด้วย “ได้ยินว่าคุณทำนายแม่นมากเลย สองคดีฆาตกรรมนั่นคุณพูดถูกหมดเลยนะ”
กู้ซื่อเหิงเกาหัวแก้เก้อ “คือ… ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเองหรอกครับ อยู่ดี ๆ มันก็เห็นขึ้นมาเอง”
เสี่ยวหวังเขยิบเข้ามาใกล้ แววตาเป็นประกาย “งั้นตอนนี้คุณเห็นอะไรบ้างไหมครับ?”
กู้ซื่อเหิงส่ายหน้า “ตอนนี้ไม่เห็นอะไรเลยครับ”
เสิ่นฟานหมิงที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นว่า “ให้เขาลองดูเรื่องเล็ก ๆ ก่อน พวกคุณมีเรื่องจุกจิกอะไรที่อยากให้ช่วยไหม?”
เหล่าหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ช่วงนี้ผมทำพวงกุญแจหายไปพวงหนึ่ง หามาหลายวันแล้ว ทั้งที่ออฟฟิศ ที่บ้าน ในรถ พลิกแผ่นดินหาแล้วก็ยังไม่เจอ คุณพอจะช่วยดูให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าแล้วหลับตาลง เขาพยายามทำใจให้สงบ เหมือนกับในคืนนั้น รอคอยให้ภาพปรากฏขึ้นมา ทว่ากลับไม่มีอะไรเลย มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น
เขาเริ่มร้อนใจ คิ้วขมวดเข้าหากัน ฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ทันใดนั้น ภาพลาง ๆ ภาพหนึ่งก็แวบผ่านไป
โต๊ะทำงานของเหล่าหลี่ ลิ้นชักทางด้านขวามือ ในลิ้นชักมีกองเอกสารวางสุมอยู่ และดูเหมือนจะมีบางอย่างอยู่ใต้กองเอกสารเหล่านั้น
กู้ซื่อเหิงลืมตาขึ้น
“มันอยู่ที่ออฟฟิศของคุณ ลิ้นชักทางขวามือ ลองเปิดดูนะครับ” เขาพูด “ข้างในมีกองเอกสารอยู่ พวงกุญแจถูกเอกสารทับไว้ครับ”
เหล่าหลี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
“ฮัลโหล เสี่ยวหลีเหรอ? ช่วยไปดูที่ออฟฟิศให้พี่หน่อย ลิ้นชักทางขวามือ ดูซิว่ามีพวงกุญแจอยู่ใต้กองเอกสารไหม?”
รออยู่ครู่หนึ่ง ปลายสายก็ส่งเสียงกลับมา
ใบหน้าของเหล่าหลี่ปรากฏร่องรอยของความตกตะลึง
“มีจริง ๆ เหรอ?” เขาพูด “โอเค พี่รู้แล้ว ขอบใจมาก”
เขาวางสาย แววตาที่มองกู้ซื่อเหิงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“เจอแล้วครับ” เขาบอก “อยู่ที่ที่คุณบอกจริง ๆ ผมหามาตั้งอาทิตย์หนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะเข้าไปอยู่ใต้กองเอกสารได้”
เสี่ยวหลิวและเสี่ยวหวังอุทานออกมาว่า “ว้าว” พร้อมกัน
กู้ซื่อเหิงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
แม่น… แม่นจริง ๆ เหรอเนี่ย?
มุมปากของเสิ่นฟานหมิงโค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “คนต่อไป”
เสี่ยวหลิวครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “พี่สาวของฉันกำลังคบกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่ค่ะ ฉันไม่ค่อยไว้ใจผู้ชายคนนั้นเท่าไร คุณพอจะช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะว่าพวกเขาสองคนเหมาะสมกันไหม?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าแล้วหลับตาลงอีกครั้ง
ครั้งนี้ภาพปรากฏขึ้นมาค่อนข้างเร็ว
ผู้ชายคนหนึ่งที่ดูยิ้มแย้มอ่อนโยน สวมแว่นตากรอบทอง ใส่ชุดกาวน์สีขาว ยืนอยู่ในสถานที่ที่ดูคุ้นตา ดูเหมือนจะเป็นทางเดินในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นภาพก็ตัดไป ผู้ชายคนนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ในมือถือแหวนวงหนึ่งไว้ พี่สาวของเสี่ยวหลิวยืนอยู่ตรงหน้า เอามือปิดปาก น้ำตาไหลออกมา
กู้ซื่อเหิงลืมตาขึ้น
“แฟนของพี่สาวคุณ เป็นหมอใช่ไหมครับ?”
เสี่ยวหลิวอึ้งไปเลย
“คุณ… คุณรู้ได้ยังไงคะ?”
“ผมเห็นภาพเขาใส่แว่นตา” กู้ซื่อเหิงบอก “ใส่ชุดกาวน์ ทำงานในโรงพยาบาล”
เสี่ยวหลิวอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปพักใหญ่
กู้ซื่อเหิงพูดต่อว่า “วันนี้ เขาจะขอแต่งงานครับ”
ดวงตาของเสี่ยวหลิวเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“วันนี้เหรอคะ?!”
“ใช่ครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “และพี่สาวของคุณจะตกลงครับ”
เสี่ยวหลิวนิ่งไปหลายวินาที ก่อนจะรีบลุกพรวดพราดออกไปโทรศัพท์ที่มุมห้อง
เสี่ยวหวังเขยิบเข้ามาใกล้ มองกู้ซื่อเหิงด้วยแววตาเทิดทูน “เทพสุด ๆ เลยครับ! พี่กู้ สอนผมบ้างได้ไหมครับ?”
กู้ซื่อเหิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ผมสอนคุณไม่ได้หรอกครับ ผมเองยังไม่รู้เลยว่าทำได้ยังไง”
เสิ่นฟานหมิงยืนมองเขาอยู่ข้าง ๆ แววตาดูมีความหมายบางอย่างเพิ่มขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสี่ยวหลิวเดินกลับมาจากการโทรศัพท์ สีหน้าดูเหมือนเห็นผี
“พี่สาวเพิ่งส่งวีแชทมาหาฉันค่ะ” เธอพูด น้ำเสียงสั่นน้อย ๆ “ผู้ชายคนนั้นนัดเธอไปทานข้าววันนี้ เธอคิดว่าเขาน่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรสักอย่าง เพราะว่าช่วงนี้เขาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนกำลังเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่…”
เธอมองกู้ซื่อเหิง แววตาแฝงไปด้วยความยำเกรง
“คุณ… รู้ทุกเรื่องจริง ๆ เหรอคะ?”
กู้ซื่อเหิงส่ายหน้า “ไม่ใช่รู้ครับ แต่เห็น บางครั้งเห็นภาพแค่บางส่วน ไม่ได้เห็นทั้งหมดครับ”
เสี่ยวหลิวสูดลมหายใจลึก “แค่นี้ก็นับว่าเทพมากแล้วค่ะ”
เหล่าหลี่พูดแทรกขึ้นมาว่า “คุณกู้ครับ ที่คุณเคยบอกว่าตัวเองทายไม่แม่นเนี่ย คงจะเป็นการถ่อมตัวใช่ไหมครับ?”
กู้ซื่อเหิงยิ้มขื่น “ไม่ได้ถ่อมตัวเลยครับ เมื่อก่อนผมทายไม่แม่นจริง ๆ ไลฟ์ทีไรโดนด่าทุกที เพิ่งจะเริ่มเห็นอะไรบางอย่างก็ตั้งแต่คืนนั้นแหละครับ”
เสิ่นฟานหมิงลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “พอได้แล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อน เขาต้องการพักผ่อน”
เหล่าหลี่และเสี่ยวหลิวสบตากันแล้วลุกขึ้นอย่างรู้กาลเทศะ
“ก็ได้ครับ งั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว” เหล่าหลี่บอก “คุณกู้ครับ วันหลังถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกได้เลยนะครับ”
เสี่ยวหวังลุกขึ้นด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ เดินไปพลางหันกลับมามองกู้ซื่อเหิงพลาง เหมือนยังอยากจะถามอะไรอีกหลายอย่าง
พอพวกเขาออกไปหมดแล้ว ในห้องพักผ่อนก็เหลือเพียงกู้ซื่อเหิงและเสิ่นฟานหมิง
กู้ซื่อเหิงนั่งอยู่บนโซฟา จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรงพุ่งเข้าใส่ ไม่ใช่ความเหนื่อยทางกาย แต่เหมือนสมองมันว่างเปล่า เหมือนถูกสูบพลังออกไปจนหมด
เขานวดขมับ รู้สึกตาพร่ามัวเล็กน้อย
เสิ่นฟานหมิงเดินมานั่งลงข้าง ๆ เขา
“รู้สึกไม่สบายเหรอครับ?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “น่าจะเป็นเพราะใช้พลังนั่น จะทำให้เหมือนถูกสูบพลังชีวิตไปบ้าง เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลย ตอนนี้อยู่ดี ๆ ก็เพลียมาก”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา แววตาแฝงไปด้วยความสงสาร
“งั้นก็ไม่ต้องใช้แล้วครับ”
“แต่ผมต้องพิสูจน์ตัวเองนี่ครับ”
“คุณพิสูจน์ได้แล้วครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “พอแล้วครับ พวกเขาทั้งสามคนที่ผมพาล้วนเป็นคนที่… พูดตรง ๆ ก็ปากไม่ค่อยจะมีหูรูดเท่าไหร่ เชื่อผมเถอะ เรื่องความสามารถของคุณคงโดนพวกเขาใส่สีตีไข่จนทำให้คนอื่น ๆ เชื่ออย่างแน่นอน”
“แบบนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องดีสิครับ”
“ดีสิครับ ทำไมจะไม่ดีล่ะ ยิ่งคุณทำนายถูกมากเท่าไหร่ พวกเขาจะเปลี่ยนความเชื่อของตัวเองทันที”
กู้ซื่อเหิงเงยหน้ามองเขา สบเข้ากับดวงตาอันลุ่มลึกคู่นั้น
ในดวงตาของเสิ่นฟานหมิงมีบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ความเย็นชา ไม่ใช่การจับผิด แต่เป็น… ความเป็นห่วง
เสิ่นฟานหมิงกำลังเป็นห่วงเขาอย่างนั้นเหรอ?
กู้ซื่อเหิงรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน