Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 15 มีเกณฑ์ถูกบงการชะตา (โดยรูมเมทหน้าตาย)
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 15 มีเกณฑ์ถูกบงการชะตา (โดยรูมเมทหน้าตาย)
เช้าวันนั้นกู้ซื่อเหิงไม่ได้ออกไปไหนเลย เขานอนขดตัวอยู่บนโซฟา ไถโทรศัพท์ดูชื่อของตัวเองที่ถูกพูดถึงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ บางคนบอกว่าเขาเป็นเทพ บางคนบอกว่าเขาเป็นปีศาจ บางคนบอกว่าเป็นฆาตกร และบางคนก็บอกว่าเป็นเหยื่อ การคาดเดาไปต่าง ๆ นานาทำเอาเขาเวียนหัว
เสิ่นฟานหมิงออกไปข้างนอก บอกว่าจะไปตรวจสอบอะไรบางอย่างที่กองสืบสวน ก่อนไปเขาวางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้ากู้ซื่อเหิง หน้าจอเปิดหน้าเพจหน้าหนึ่งค้างไว้
“ฟอรัมนี้ [444killer] มักจะปรากฏตัวบ่อย ๆ ครับ” เขาบอก “คุณลองดูได้ แต่อย่าไปตอบโต้อะไรนะ”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าพลางรับโทรศัพท์มา
หลังจากเสิ่นฟานหมิงไปแล้ว เขาก็เริ่มไล่ดูประวัติการโพสต์ของ [444killer]
โพสต์ที่เก่าที่สุดคือเมื่อสามเดือนก่อน เนื้อหาเป็นการตั้งข้อสงสัยต่อหมอดูอีกคนหนึ่ง หมอดูคนนั้นเป็นสตรีมเมอร์เหมือนกัน อ้างว่าสามารถทำนายเลขเด็ดถูกรางวัลได้ [444killer] ใช้ข้อมูลและตรรกะจำนวนมากมาวิเคราะห์เพื่อพิสูจน์ว่าสตรีมเมอร์คนนั้นคือคนลวงโลก ต่อมาสตรีมเมอร์คนนั้นก็ถูกแฉและบัญชีก็ถูกสั่งปิดจริง ๆ
จากนั้นเมื่อสองเดือนก่อน เขาก็ตั้งข้อสงสัยกับหมอดูเรื่องฮวงจุ้ยอีกราย หนึ่งเดือนก่อนก็ตั้งข้อสงสัยเรื่องการทำนายด้วยไพ่ทาโรต์
ทุกครั้ง การวิเคราะห์ของเขาจะละเอียดมาก ตรรกะแน่นหนา หลักฐานครบถ้วน คนที่เขาตั้งข้อสงสัยล้วนประสบปัญหาในเวลาต่อมา ทั้งถูกปิดบัญชี ถูกชาวเน็ตด่าจนต้องเลิกทำ หรือแม้กระทั่งถูกตำรวจสืบสวน
กู้ซื่อเหิงยิ่งดูยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดี
เจ้าของบัญชี [444killer] คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขารู้เรื่องการสืบสวนคดี รู้เรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และรู้เรื่องจิตวิทยา โพสต์ของเขาไม่เหมือนการระบายอารมณ์ของชาวเน็ตทั่วไป แต่มันเหมือนรายงานการสืบสวนแบบมืออาชีพมากกว่า
เขาเป็นใครกันแน่?
ทำไมเขาถึงสนใจเรื่องของหมอดูขนาดนี้?
กู้ซื่อเหิงย้อนไปดูโพสต์ที่เก่าที่สุดเมื่อสามเดือนก่อน แต่สามเดือนก่อนเขากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ? เขากำลังไลฟ์สด โดนด่าว่าไม่แม่น ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ตอนนั้นไม่มีใครสนใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะฉะนั้น [444killer] ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขาตั้งแต่แรก แต่เขามุ่งเป้าไปที่หมอดูทุกคนต่างหาก
และหลังจากที่กู้ซื่อเหิงมีพลังพยากรณ์ปรากฏขึ้น [444killer] ถึงได้เริ่มพุ่งเป้ามาที่เขา
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
เขาลังเลครู่หนึ่งแต่ก็กดรับสาย
“ฮัลโหล?”
“ขอสายคุณกู้ซื่อเหิงค่ะ” เสียงผู้หญิงปลายสายฟังดูยังเป็นวัยรุ่นอยู่
“ผมเองครับ”
“ฉันเป็นนักข่าวจากสำนักข่าวซิงหลางบันเทิง ค่ะ อยากจะขอสัมภาษณ์คุณเรื่องการพยากรณ์—”
กู้ซื่อเหิงกดตัดสายทันที
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นอีกเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
เขากดทิ้งอีก
จากนั้นรายที่สาม สี่ ห้า ก็ตามมาไม่หยุด
ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจปิดเสียงโทรศัพท์แล้วโยนมันไปข้างตัว
โลกเงียบสงบลงในที่สุด
เขานอนแผ่อยู่บนโซฟา จ้องมองเพดานด้วยอาการใจลอย
ที่แท้การมีชื่อเสียงมันเป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง ทุกคนต่างรุมล้อมอยากเจอคุณ อยากถามคุณ และอยากจะได้อะไรบางอย่างจากตัวคุณไป
จู่ ๆ เขาก็เริ่มคิดถึงห้องไลฟ์สดที่มีคนดูแค่เจ็ดคนขึ้นมาเสียแล้ว
ช่วงบ่าย เสียงกริ่งประตูดังขึ้น
กู้ซื่อเหิงสะดุ้งโหยงจากโซฟา จ้องมองไปที่ประตูด้วยความตื่นตระหนก คงไม่ใช่พวกนักข่าวบุกมาถึงที่บ้านหรอกนะ?
เขาค่อย ๆ ย่องไปที่ประตู ชะโงกหน้ามองผ่านตาแมว
หน้าประตูมีคนยืนอยู่สองคน เป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งและหญิงสาวอายุน้อยคนหนึ่ง ชายวัยกลางคนสวมแจ็คเก็ตสีดำ ในมือถือกระเป๋าเอกสาร ส่วนหญิงสาวสวมชุดทำงาน ในมือถือไมโครโฟนที่มีโลโก้ของซิงหลางบันเทิงติดอยู่
กู้ซื่อเหิงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
นักข่าวบุกมาถึงหน้าบ้านจริง ๆ ด้วย!
ขณะที่เขากำลังคิดจะแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้าน โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา เป็นข้อความวีแชทจากเสิ่นฟานหมิง [อย่าเปิดประตูนะครับ ผมกำลังกลับไป]
กู้ซื่อเหิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ค่อย ๆ ถอยหลังกลับมานอนขดตัวอยู่บนโซฟาตามเดิม
เสียงกริ่งประตูดังขึ้นอีกสองสามครั้งแล้วก็เงียบหายไป เขามองผ่านตาแมวอีกครั้งเห็นว่านักข่าวไปแล้ว
สิบนาทีต่อมา เสิ่นฟานหมิงก็กลับมาถึง
“ไปแล้วเหรอครับ?” เขาถาม
กู้ซื่อเหิงพยักหน้า “คุณรู้ได้ยังไงครับว่ามีคนมา?”
“หน้าหมู่บ้านมีนักข่าวดักซุ่มอยู่ครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “ตอนผมเข้ามาก็เห็นอยู่”
กู้ซื่อเหิงอึ้งไปเลย “หน้าหมู่บ้านก็มีเหรอครับ? งั้นทำยังไงดีล่ะ? ผมก็ออกไปไหนไม่ได้เลยสิ?”
เสิ่นฟานหมิงเดินไปที่หน้าต่าง แง้มผ้าม่านออกดูด้านนอกเล็กน้อย
“ข้างล่างตึกก็มีอยู่สองสามคนครับ” เขาบอก “ช่วงนี้คุณอย่าเพิ่งออกไปข้างนอกเลย”
กู้ซื่อเหิงทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางคร่ำครวญ “ทำไมผมถึงได้ซวยขนาดนี้เนี่ย!”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
“การมีชื่อเสียงก็เป็นแบบนี้แหละครับ”
“ผมไม่อยากดังเลยครับ” กู้ซื่อเหิงยกมือกุมหน้า “ผมแค่อยากเป็นหมอดูที่ทายไม่แม่นอย่างไปวัน ๆ แค่นั้นเองนะ”
เสิ่นฟานหมิงนั่งลงข้าง ๆ เขา
“ตอนนี้พูดเรื่องนั้นก็สายไปแล้วครับ” เขาบอก “คุณต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับมัน”
กู้ซื่อเหิงมองลอดช่องนิ้วถามเขา
“เผชิญหน้ายังไงครับ?”
“ไลฟ์สดต่อไปครับ”
กู้ซื่อเหิงเอามือลง จ้องมองเขาตาค้าง
“ยังจะให้ไลฟ์อีกเหรอครับ? สภาพผมตอนนี้ยังจะให้ไลฟ์อีกเหรอ?”
“ใช่ครับ” เสิ่นฟานหมิงย้ำ “ยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งต้องไลฟ์ครับ ถ้าคุณไม่ปรากฏตัว คนก็จะคิดว่าคุณร้อนตัว แต่ถ้าคุณปรากฏตัว อยากจะพูดอะไรก็พูดไป ข่าวลือก็จะสลายไปเองครับ”
กู้ซื่อเหิงครุ่นคิดตามดูเหมือนมันจะมีเหตุผลอยู่บ้าง
“แต่ว่า… ผมกลัวจะเห็นอะไรบางอย่างขึ้นมาอีกน่ะครับ”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา แววตานุ่มนวลขึ้น
“เห็นก็ไม่เป็นไรครับ มีผมอยู่ด้วยทั้งคน”
กู้ซื่อเหิงอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา
“ผมเชื่อคุณก็ได้”
เวลาสามทุ่มห้าสิบนาที กู้ซื่อเหิงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ สูดลมหายใจลึก
หน้ากากสุนัขจิ้งจอกที่สวมอยู่ค่อนข้างคับจนทำให้ปวดขมับ เขาขยับให้เข้าที่ สูดลมหายใจอีกครั้งแล้วกดเริ่มไลฟ์สด
จำนวนคนดูในห้องไลฟ์พุ่งกระฉูดทันที
1,000… 5,000… 10,000… 20,000…
ข้อความในหน้าจอไหลรัวจนเขาอ่านแทบไม่ทัน
[มาแล้ว ๆ!]
[กู้ครึ่งเซียน! คุณทำนายได้จริงเหรอ?]
[คุณคือฆาตกรหรือเปล่า?]
[พูดอะไรหน่อยสิ! รีบพูดอะไรหน่อย!]
กู้ซื่อเหิงกระแอมออกมาแล้วเอ่ยปากพูด
“สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทุกคน”
ข้อความพุ่งพรวดมาอีกระลอก
“ผมรู้ว่าช่วงสองสามวันนี้มีข่าวลือและการคาดเดาเกิดขึ้นมากมาย” เขาพูด พยายามทำน้ำเสียงให้มั่นคง “ผมบอกได้เพียงว่า ผมเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ คำทำนายเหล่านั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อยู่ดี ๆ มันก็เห็นขึ้นมาเองครับ”
ห้องไลฟ์ระเบิดขึ้นอีกครั้ง
[เห็นเหรอ? เห็นอะไร?]
[จะหลอกใครกันแน่?]
[เขาพูดจริงนะ! ฉันตามเขามาสามปี เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองมองเห็นภาพมาก่อนเลย!]
[อย่าทะเลาะกันสิ ให้เขาพูดต่อ!]
กู้ซื่อเหิงพูดต่อว่า “วันนี้ที่ผมมาไลฟ์ ไม่ได้เพื่อพิสูจน์อะไรครับ แค่อยากจะบอกทุกคนว่า ผมยังอยู่ตรงนี้ และผมยังสบายดี ส่วนเรื่องข่าวลือเหล่านั้น ใครที่เชื่อเขาก็เชื่อไปเอง ใครที่ไม่เชื่อต่อให้พูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดีครับ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง นึกถึงคำพูดของเสิ่นฟานหมิงบอกเขาว่าอยากพูดอะไรก็พูดไป
“สุดท้ายนี้ขอพูดสักประโยคนะครับ” เขามองไปที่กล้อง “ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือต้องการอะไรจากผม ผมจะไม่หนี และผมก็ไม่กลัวด้วย จบแค่นี้ครับ”
พูดจบเขาก็กดปิดไลฟ์ทันที
หน้าจอไลฟ์สดมืดลงในพริบตา
เขาพิงหลังลงกับพนักเก้าอี้พลางระบายลมหายใจยาวออกมา
เสิ่นฟานหมิงยืนอยู่ที่ประตูมองดูเขา “พูดจบแล้วเหรอครับ?”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้าพลางถอดหน้ากากออก “ครับ”
“ทำได้ดีมากครับ” เสิ่นฟานหมิงเดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ เขา
กู้ซื่อเหิงยิ้มขื่น “ดีอะไรกันล่ะครับ ผมไม่รู้เลยว่าที่ตัวเองพูดออกไปจะให้ผลลัพธ์ยังไง”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “แค่คุณปรากฏตัวออกมา มันก็เพียงพอแล้วครับ เดี๋ยวพวกชาวเน็ตก็จะเอาไปคุยกันเอง”
กู้ซื่อเหิงมองเขา จู่ ๆ ก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในใจ
“เสิ่นฟานหมิงครับ” เขาถาม “คุณอย่าทิ้งผมนะ เป็นรูมเมทผมแล้งต้องอยู่ให้ครบสัญญาขั้นต่ำนะครับ”
“แล้วมันนานแค่ไหนครับ?”
“ก็นานจนกว่าผมจะพ้นจากเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ยังไงล่ะครับ ระหว่างนี้คุณต้องอยู่เป็นเพื่อนผม ไม่อย่างนั้นผมจะไปร้องเรียนกับกระทรวงความมั่นคงแน่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจแซ่เสิ่น ชื่อฟานหมิง ทอดทิ้งประชาชน”
เสิ่นฟานหมิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองกู้ซื่อเหิงเนิ่นนานจนคนถูกมองเริ่มทำตัวไม่ถูก ความเงียบที่เกิดขึ้นทำให้กู้ซื่อเหิงนึกเสียใจที่เผลอหลุดปากขู่เรื่องกระทรวงความมั่นคงออกไปเสียยกใหญ่
“ร้องเรียนผมงั้นเหรอ?” เสิ่นฟานหมิงทวนคำเบา ๆ ก่อนจะขยับกายเข้ามาใกล้จนกู้ซื่อเหิงต้องหดคอหนี “คุณกู้รู้ไหมครับว่าการข่มขู่เจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่น่ะ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นหยวน… หรือทั้งจำทั้งปรับ”
“เอ่อ… ผม… ผมแค่เปรียบเปรยครับ!” กู้ซื่อเหิงละล่ำละลักพยายามไถลเก้าอี้หนี “อีกอย่างคุณก็บอกเองว่าผมซื่อจนเซ่อ คนเซ่อ ๆ ที่ไหนจะกล้าข่มขู่คุณกันล่ะครับ ผมแค่เรียกร้องสิทธิ์ในฐานะผู้เสียภาษี!”
“โอเคครับ ในฐานะเจ้าหน้ารัฐผมจะไม่ทิ้งประชาชนผู้เสียภาษีแน่นอน” เสิ่นฟานหมิงเอ่ยเสียงเรียบ “แต่เราต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันหน่อยดีไหมครับ?”
“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?” กู้ซื่อเหิงขมวดคิ้ว
“ระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่ คุณต้องเปลี่ยนตารางชีวิตใหม่ทั้งหมด”
“หือ? ผมก็ใช้ชีวิตสงบสุขของผมดีนี่นา”
“สงบสุขแบบคนกึ่งซากศพน่ะเหรอครับ?” เสิ่นฟานหมิงเลิกคิ้ว “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คุณต้องตื่นหกโมงเช้ามาทานมื้อเช้าที่ผมทำ ห้ามกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตอนตีสอง ห้ามตื่นบ่ายสามแล้วมานั่งอืดกินขนมถุงเป็นมื้อหลัก และที่สำคัญ… เลิกนิสัยกินเสร็จแล้วนอนอืดเป็นแมวขี้เกียจได้แล้ว ผมจะเคี่ยวกรำคุณให้เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นเอง”
“หกโมงเช้า!” กู้ซื่อเหิงแหกปากลั่น “เสิ่นฟานหมิง! นั่นมันเวลาตื่นของพวกคนมีวินัยจัดจนน่ากลัวชัด ๆ”
ทุกวันนี้เขาตื่นเช้ากว่าแต่ก่อนขึ้นมาก เพราะมีเรื่องให้ทุกใจจนนอนหลับต่อไม่ลง แต่แปดโมงเก้าโมงมันก็เช้าแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่เสิ่นฟานหมิงอยากให้เขาตื่นหกโมงเช้าเนี่ยนะ! นั่นเป็นเวลานอนของเขาเมื่อก่อนด้วยซ้ำ!
“ผมกลัวว่าคุณจะไม่มีชีวิตรอดจากโรคออฟฟิศซินโดรมและโรคกระเพาะก่อนที่พวกเราจะจับคนร้ายได้นะครับ” เสิ่นฟานหมิงไม่สนคำประท้วง เขาเดินกลับเข้ามาใกล้กู้ซื่อเหิงอีกครั้งจนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมา “แล้วก็จะได้เผื่อพลังงานเอาไว้ตอนที่คุณใช้พลังในการทำนายด้วย ร่างกายจะได้ไม่เพลีย”
“คุณมัน… จอมบงการที่สุด! คุณบอกผมมาตามจริงเลยนะ ว่าคุณคิดแผนนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม?”
“ถือว่าตกลงนะครับ” เสิ่นฟานหมิงยกยิ้มอย่างผู้ชนะ “อ้อ แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องสารวัตรเฉิน เดี๋ยวผมจะประสานงานผ่านทางวิดีโอคอลให้เอง… ส่วนตอนนี้ หน้าที่ของคุณคือไปอาบน้ำแล้วเข้านอนซะ”
“รู้แล้วน่า! สั่งเก่งจริง ๆ เลย!” กู้ซื่อเหิงบ่นพึมพำพลางลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่เพราะรีบร้อนลุกเกินไปหน่อยจนหน้ามืด ร่างทั้งร่างเลยเซวูบไปข้างหน้า
หมับ!
อ้อมแขนแกร่งคว้าหมับเข้าที่เอวบางได้ทันท่วงที กู้ซื่อเหิงหน้าคะมำลงไปซุกกับแผงอกกว้างของรูมเมทโดยไม่ตั้งใจ กลิ่นหอมสะอาดจากสบู่และน้ำหอมจาง ๆ ของเสิ่นฟานหมิงพุ่งเข้าจมูกจนกู้ซื่อเหิงตัวแข็งทื่อ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“เห็นไหม แค่นี้คุณก็จะล้มแล้ว” เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับแรงกระชับที่เอวที่ดูจะ ‘แน่น’ กว่าปกติไปนิด
“ผ… ผมแค่ลุกเร็วไปหน่อยแค่นั้นเอง ปล่อยได้แล้ว!” กู้ซื่อเหิงหน้าร้อนผ่าวพยายามดันตัวออก
“นิ่ง ๆ สิครับ เดี๋ยวล้มไปอีกรอบผมไม่ช่วยแล้วนะ” เสิ่นฟานหมิงแกล้งก้มลงมาจนจมูกแทบจะแตะแก้มขาว “หรือว่าจริง ๆ แล้วที่คุณอยากให้ผมอยู่ต่อ… เพราะอยากหาเรื่องล้มใส่ผมบ่อย ๆ แบบนี้กันแน่ครับ?”
“เสิ่น-ฟาน-หมิง! ไปนอนห้องคุณเลยไป๊!”
กู้ซื่อเหิงสะบัดตัวหลุดแล้ววิ่งพรวดออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้รูมเมทจอมบงการยืนยิ้มกริ้มมองตามหลังลูกแมวหน้าแดงที่วิ่งหูตั้งไปแอบในห้องนอนตัวเอง
เสิ่นฟานหมิงคิดในใจ วันนั้นยังใจกล้าจูบเขาโดยไม่อายเลย แต่วันนี้กลับเขินขึ้นมาซะอย่างนั้น หรือว่ากู้ซื่อเหิงจะจำเรื่องจูบวันนั้นไม่ได้กันนะ?