Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด! - บทที่ 22 มีเกณฑ์พบจุดร่วมในรอยแยกของโชคชะตา
- Home
- Y เมื่อหมอดูที่ทายไม่เคยแม่นอย่างผม ดันเบิกเนตรเห็นคดีฆาตกรรมกลางไลฟ์สด!
- บทที่ 22 มีเกณฑ์พบจุดร่วมในรอยแยกของโชคชะตา
สมองของกู้ซื่อเหิงทำงานอย่างรวดเร็ว
ตอบรับคำทำนายของเขาได้อย่างพอดิบพอดีงั้นเหรอ?
คดีที่สี่ เขาเห็นโรงจอดรถ ท่อไอเสีย ประตูม้วน คดีก็เกิดขึ้นจริง เป็นการพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
คดีที่ห้า เขาเห็นกระบอกฉีดยา จดหมายลาตาย คดีก็เกิดขึ้นจริง เป็นการฉีดอินซูลินเกินขนาด
คดีที่หก เขาเห็นใบหน้าคนชรา หิมะนอกหน้าต่าง คดีก็เกิดขึ้นจริง เป็นภาวะหัวใจหยุดเต้น
คดีที่เจ็ด เขาเห็นที่พ่นยาตกบนพื้น เพื่อนนักเรียนที่ตื่นตระหนก จนโรคหอบหืดกำเริบ คดีก็เกิดขึ้นจริง
ทุกเรื่องราวกับถอดออกมาจากภาพที่เขาเห็นเป๊ะ ๆ
“คุณจะบอกว่า ฆาตกรกำลังฆ่าคนตามคำทำนายของผมงั้นเหรอครับ?” เขาถาม
“ไม่แน่ครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า เขาฆ่าคนก่อน แล้วค่อยทำให้คุณมองเห็นครับ”
กู้ซื่อเหิงรู้สึกหนาวเยือกไปตามกระดูกสันหลัง
“ทำให้ผมมองเห็น? เขาควบคุมผมได้งั้นเหรอครับ?”
“อาจจะไม่ใช่การควบคุมตัวคุณโดยตรงครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “แต่อาจจะเป็นเพราะเขารู้ว่าคุณจะมองเห็น เขารู้ว่าคุณมีพลังพยากรณ์ เขาจึงเลือกวิธีการลงมือในแบบที่คุณจะมองเห็นได้ เพื่อที่ทุกครั้งที่คุณทำนายจบแล้วคดีเกิดขึ้นจริง คุณจะยิ่งปักใจเชื่อว่าคำทำนายของคุณเป็นเรื่องจริงครับ”
กู้ซื่อเหิงนิ่งเงียบไป
เขานึกย้อนถึงทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ ความหวาดกลัวทุกครั้งหลังจากที่มองเห็นความสิ้นหวังทุกครั้งหลังจากคำทำนายกลายเป็นจริง และความใจสั่นทุกครั้งที่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
ถ้าสิ่งที่เสิ่นฟานหมิงพูดเป็นความจริง แสดงว่าตลอดเดือนที่ผ่านมา เขาถูกใครบางคนจูงจมูกมาโดยตลอด
“แต่ว่า” จู่ ๆ เขาก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้ “ก่อนที่คดีที่สี่จะเกิดขึ้น ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะยังมองเห็นภาพต่อได้อีก บางคดีผมก็เห็นตอนที่ไม่ไลฟ์สดด้วยซ้ำ แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าผมจะมองเห็นครับ?”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา แววตาแฝงความนัยบางอย่าง
“บางที เขาอาจจะรู้จักพลังของคุณดีกว่าตัวคุณเองเสียอีกครับ”
คืนนั้นกู้ซื่อเหิงนอนไม่หลับ
เขานอนอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานพลางขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย
เขานึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่แม่ตรวจดวงให้เขา บอกว่าเขาต้องรออายุสามสิบถึงจะตาที่สามจะเปิด ตอนนั้นเขาไม่เชื่อ คิดว่าแม่แค่พูดเล่นกับเขาเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาเชื่อแล้ว ทว่าเขากลับหวังอยากจะให้มันไม่เป็นความจริงเสียมากกว่า
เขานึกถึงตอนที่เสิ่นฟานหมิงมาที่นี่ครั้งแรก ผู้ชายหน้าตายที่ยืนอยู่หน้าประตู ตอนนั้นเขามองใบหน้านั้นพลางคิดว่าที่แม่บอกว่าดาวเนื้อคู่ขยับหมายถึงเรื่องนี้เองเหรอ? ตอนนี้เขารู้แล้วว่าดาวเนื้อคู่ขยับน่ะเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้ายกันแน่
เขานึกถึงทุกคดีในเดือนนี้ ผู้คนที่เสียชีวิตไป บางคนมีชื่อ บางคนมีเพียงรูปถ่ายใบเดียว พวกเขาคือใคร? พวกเขาทำอะไร? และทำไมพวกเขาถึงถูกเลือก?
เขานึกถึงเจ้าของบัญชี [444killer] บทวิเคราะห์ที่ตรรกะแน่นหนาเหล่านั้น ข้อสงสัยที่จี้จุดตายของเขา และการบรรยายรายละเอียดที่ราวกับเห็นมากับตา เขาเป็นใครกันแน่? อยู่ที่ไหน? และทำไมต้องทำแบบนี้?
จนกระทั่งรุ่งสาง เขาจึงตัดสินใจได้
เขาพลิกตัวลุกจากเตียงเดินไปที่ห้องนั่งเล่น
เสิ่นฟานหมิงตื่นแล้ว เขานั่งอยู่บนโซฟาในมือถือแก้วกาแฟไว้
“ไม่ได้นอนเหรอครับ?” เขาถาม
กู้ซื่อเหิงส่ายหน้าแล้วนั่งลงข้าง ๆ เขา
“ผมคิดตกแล้วครับ”
เสิ่นฟานหมิงมองเขา รอให้เขาพูดต่อ
“ไม่ว่าฆาตกรจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาต้องการจะทำอะไร ผมจะไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จครับ” กู้ซื่อเหิงพูด “เขาอยากให้ผมกลัว ผมก็จะไม่กลัว เขาอยากให้ผมหนี ผมก็จะไม่หนี เขาอยากให้ผมระแวงในตัวเอง ผมก็จะยิ่งเชื่อมั่นในตัวเองครับ”
มุมปากของเสิ่นฟานหมิงโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ดีมากครับ”
“ผมจะไลฟ์สดต่อไปครับ” กู้ซื่อเหิงยืนยัน “ทำนายต่อไป พูดเรื่องกลุ่มดาวต่อไป ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ ถ้าเขาลงมืออีก ผมก็จะพูดวิธีการลงมือของเขาออกมา ถ้าเขาอยากให้ผมรับผิด ผมก็จะบอกความจริงให้ทุกคนรู้ครับ”
เสิ่นฟานหมิงพยักหน้า
“ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเองครับ”
กู้ซื่อเหิงมองเขาแล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา
“เสิ่นฟานหมิงครับ คุณรู้ไหมครับว่าถ้าไม่มีคุณ ผมคงจะทนต่อไปไม่ไหวตั้งนานแล้ว”
เสิ่นฟานหมิงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลยครับ”
กู้ซื่อเหิงยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก ที่แท้นักสืบหน้าตายคนนี้ ก็เขินเป็นเหมือนกันแฮะ
เช้าวันนั้น เสิ่นฟานหมิงออกไปประชุมที่สถานีตำรวจ กู้ซื่อเหิงอยู่บ้านคนเดียว
เขานั่งหน้าคอมพิวเตอร์พลางไล่ดูข่าวสารตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา รายงานข่าวเกี่ยวกับคดีเหล่านั้น เขาอ่านอย่างละเอียดทุกฉบับ
คดีที่สี่ ชายวัยกลางคนที่ฆ่าตัวตายในโรงจอดรถ ข่าวบอกว่าเขาชื่อ จ้าวเฉียง อายุสี่สิบห้าปี เป็นผู้จัดการระดับกลางของบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นโรคซึมเศร้ามาสามปีและต้องทานยามาตลอด ในจดหมายลาตายบอกว่าความกดดันจากการทำงานมันมากเกินไป และขอโทษครอบครัว
คดีที่ห้า หญิงสาวที่ฆ่าตัวตายในห้องเช่า เธอชื่อ หลี่น่า อายุยี่สิบแปดปี เป็นอาชีพอิสระ เป็นโรคเบาหวานมาห้าปีและต้องฉีดอินซูลินเองทุกวัน ในจดหมายลาตายบอกว่าใช้ชีวิตเหนื่อยเกินไปแล้ว อยากพักผ่อนแล้ว
คดีที่หก ผู้สูงอายุที่เสียชีวิตตามธรรมชาติในบ้านพักคนชรา เขาชื่อ หวังเต๋อหมิง อายุแปดสิบสองปี เป็นอดีตครูเกษียณ ลูกหลานอยู่ต่างประเทศกันหมด เขาจึงมาอยู่บ้านพักคนชราได้สามปีแล้ว ก่อนตายหนึ่งสัปดาห์เพิ่งจะผ่านวันเกิดมา ลูกหลานยังวิดีโอคอลมาอวยพรอยู่เลย
คดีที่เจ็ด เด็กที่เสียชีวิตกะทันหันที่สนามเด็กเล่น เขาชื่อ จางเสี่ยวเทียน อายุเก้าขวบ นักเรียนชั้นประถมปีที่สาม เป็นโรคหอบหืดมาสามปีและพกที่พ่นยาติดตัวตลอด วันนั้นวิ่งในวิชาพละแล้วอาการกำเริบกะทันหัน ที่พ่นยาตกลงบนพื้น กว่าครูจะมาเห็นก็ไม่ทันการเสียแล้ว
คนสี่คนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และวิธีการตายที่ต่างกันคนละขั้ว
ทว่ากู้ซื่อเหิงจ้องมองข่าวเหล่านั้นอยู่นาน จู่ ๆ เขาก็พบจุดร่วมบางอย่าง
พวกเขาทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดูดวงทั้งสิ้น
ภรรยาของจ้าวเฉียง เคยไปหาหมอดูเพื่อตรวจดวงให้เขา และหมอดูบอกว่าเขามีเคราะห์หนักถึงขั้นเสียชีวิต
รูมเมทของหลี่น่า เคยไปหาหมอดูเพื่อตรวจดวงให้เธอ และหมอดูบอกว่าเธอจะตายด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
ลูกสาวของหวังเต๋อหมิง เคยไปหาหมอดูเพื่อตรวจดวงให้พ่อ และหมอดูบอกว่าเขาจะอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวปีนี้
แม่ของจางเสี่ยวเทียน เคยไปหาหมอดูเพื่อตรวจดวงให้ลูกชาย และหมอดูบอกว่าเขามีดวงชะตาที่อายุสั้น
มือของกู้ซื่อเหิงเริ่มสั่นขึ้นมา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเสิ่นฟานหมิงทันที
“ฮัลโหล?” เสียงของเสิ่นฟานหมิงดังมาจากปลายสาย
“เสิ่นฟานหมิง” กู้ซื่อเหิงพูด “ผมเจอแล้วครับ”
“เจออะไรครับ?”
“ผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ครอบครัวของพวกเขาล้วนเคยไปหาหมอดูมาก่อนครับ”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที
“คุณรู้ได้อย่างไรครับ?”
“ในข่าวเขียนไว้น่ะครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “ถึงแม้จะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่ก็มีการกล่าวถึง ภรรยาของจ้าวเฉียงเคยไปหาหมอดู รูมเมทของหลี่น่าเคยไป ลูกสาวของหวังเต๋อหมิงเคยไป และแม่ของจางเสี่ยวเทียนก็เคยไป ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับหมอดูทั้งนั้นเลยครับ ผมไม่รู้ว่าทางตำรวจจะเอาเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกันไหม แต่ผมเรื่องนี้มันน่าสงสัยจริง ๆ นะครับ”
น้ำเสียงของเสิ่นฟานหมิงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันที
“เดี๋ยวผมไปคุยกับคุณที่บ้าน”
สายถูกตัดไปแล้ว
กู้ซื่อเหิงกำโทรศัพท์ไว้นิ่ง จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หัวใจเต้นรัวเร็ว
กู้ซื่อเหิงนึกถึงกระทู้ของเจ้าของบัญชี [444killer] ขึ้นมาได้ ที่เขาบอกว่าหมอดูล้วนเป็นพวกลวงโลก ที่บอกว่าคำทำนายเป็นเพียงแผนต้มตุ๋น และที่บอกว่าฆาตกรตัวจริงกำลังจ้องมองละครฉากนี้พลางหัวเราะเยาะจนตัวงอ
ถ้าหมอดูเหล่านั้นไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาโดยบังเอิญล่ะ?
ถ้าเป้าหมายของ [444killer] ไม่ใช่เขาตั้งแต่แรก แต่เป็นหมอดูทุกคนล่ะ?
เสิ่นฟานหมิงกลับมาเร็วมาก
เขาเปิดประตูเข้ามาขณะที่กู้ซื่อเหิงยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
“ลองเล่ารายละเอียดมาสิครับ”
กู้ซื่อเหิงชี้ไปที่หน้าจอพลางไล่เปิดข่าวเหล่านั้นให้เขาดูทีละฉบับ
“คุณดูตรงนี้สิครับ ภรรยาของจ้าวเฉียงไปหาหมอดูก่อนเกิดเหตุหนึ่งสัปดาห์ ตรงนี้ รูมเมทของหลี่น่าไปหาก่อนเกิดเหตุสามวัน ตรงนี้ ลูกสาวของหวังเต๋อหมิงไปหาก่อนเกิดเหตุหนึ่งเดือน และตรงนี้ แม่ของจางเสี่ยวเทียนไปหาก่อนเกิดเหตุหนึ่งสัปดาห์ครับ”
เสิ่นฟานหมิงมองรายงานเหล่านั้น คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“หมอดูเหล่านั้นคือคนเดียวกันหรือเปล่าครับ?”
“ขนาดคุณเป็นตำรวจยังไม่รู้เลย แล้วผมจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ” กู้ซื่อเหิงบอก “ในข่าวไม่ได้ระบุชื่อไว้ แต่ถ้าเป็นคนเดียวกันล่ะก็—”
“คนคนนั้นคือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ครับ” เสิ่นฟานหมิงบอก “เดี๋ยวผมจะไปสืบดู”
เขาเดินไปที่ประตูแล้วหันกลับมามองกู้ซื่อเหิงอีกครั้ง
“คุณรออยู่ที่บ้านนะครับ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด”
กู้ซื่อเหิงพยักหน้ารับคำ
เสิ่นฟานหมิงจากไปแล้ว ภายในบ้านเหลือเพียงเขาคนเดียวอีกครั้ง
กู้ซื่อเหิงนั่งจ้องบานประตูที่เพิ่งปิดลงพลางขมวดคิ้วมุ่น ความว้าวุ่นใจในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสัยในพฤติกรรมของรูมเมทหนุ่ม เขาหยิบหมอนอิงมากอดไว้แนบอกพลางพึมพำกับตัวเองว่าคนอย่างเสิ่นฟานหมิงที่ดูฉลาดเป็นกรดและบ้างานขนาดนั้น ทำไมถึงเลือกทิ้งการประชุมสำคัญเพื่อขับรถกลับมาฟังเขาพูดที่บ้าน ทั้งที่ฟังผ่านสายแค่ไม่กี่นาทีก็น่าจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้วแท้ ๆ
กู้ซื่อเหิงก็เริ่มตระหนักได้ว่าคนอย่างเสิ่นฟานหมิงอาจไม่ได้กลับมาเพื่อฟังข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คงเป็นเพราะน้ำเสียงสั่นเครือของเขาในสายที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจอมบงการทนอยู่นิ่งไม่ได้ การปรากฏตัวของเสิ่นฟานหมิงในบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเพื่อการสืบสวนที่รวดเร็วขึ้น แต่มันคือการกลับมายืนยันด้วยตาตัวเองว่า “พยานคนสำคัญ” ของเขายังปลอดภัยดีและไม่ได้สติหลุดไปกับข่าวการตายเหล่านั้นก่อนที่เขาจะกลับมาถึง
ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนนวลแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อกู้ซื่อเหิงสัมผัสได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในความวุ่นวายนั้น
ช่างเถอะ เขาควรเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้ว มันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะไปสนใจเรื่องอะไรแบบนี้
เขานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ จ้องมองข่าวเหล่านั้น ในสมองวุ่นวายสับสนไปหมด
หมอดูเหล่านั้นคือใครกันแน่? พวกเขาพูดอะไรบ้าง? พวกเขาพูดอะไรกับครอบครัวของผู้ตาย? และมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเสียชีวิตของผู้ตายเหล่านั้น?
เขานึกถึงคำพูดของแม่ขึ้นมา “การตาที่สามเปิดไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกจ้ะ มันคือชะตากรรม”
ถ้าหมอดูเหล่านั้น เป็นคนที่ตาที่สามเปิดเหมือนกับเขาล่ะ?
ถ้าสิ่งที่พวกเขามองเห็น เหมือนกับที่เขามองเห็นล่ะ?
ถ้าพวกเขาก็กำลังหวาดกลัวเหมือนกับที่เขากำลังหวาดกลัวอยู่ในตอนนี้ล่ะ?
แสงแดดนอกหน้าต่างกำลังดี สาดส่องเข้ามาให้ความรู้สึกอบอุ่น ทว่าในใจของกู้ซื่อเหิง กลับรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาเป็นระลอก ๆ