การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 562 เจอเข้ากับตัว
ในห้องรับแขกที่ว่างเปล่า ทุกคนต่างตั้งใจหลบเลี่ยงไม่อยู่ในสถานการณ์ เหลือเพียงคนที่เฝั้าประตูด้านในและ
ด้านนอกประตูสองคนเท่านั้นที่ยังเห็นหัวอยู่
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงรู้สึกว่ามีคนกำลังมองนางอยู่จากด้านหลัง สายตาร้อนแรงระคนสร้อยเศร้า เหมือนมีหลาย
อย่างที่ยังไม่ได้พูด แต่สายเกินไปแล้วที่จะพูดออกมา
หัวใจของต้วนชิงหมิงเต้นอย่างรุนแรง นางหันไปรอบๆ จากนั้นเขาก็เห็นชายคนนั้นยืนพิงอยู่ที่ประตู
เพิ่งไม่ได้เจอกันไม่นานเท่าไหร่ เหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ตรงหน้า กลับซูบผอมลงไปมาก
เดิมทีดวงตาลุกวาวกลับดูถดถอยไปมาก เดิมทีผิวพรรณที่ขาวใสเหมือนหยก กลับเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกดำ
หน่อย ในเวลานี้เหยียนหลิ่งอวี๋ดูไม่เหมือนคนจริงๆ แต่ดูแล้วเขาเป็นเหมือนเงาเลือนราง ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
ทำให้มีรูปร่างทอดยาว ซูบผอม เหมือนต้นไม้ที่ยืนแห้งเฉาอย่างไรอย่างนั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ต้วนชิงหมิง ยิ้มเล็กน้อยว่า “เจ้ามาแล้วหรือ?”
ทันใดนั้น ใจของต้วนชิงหมิงก็เจ็บปวดมากจนเกือบหายใจแทบไม่ออก
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋รีบร้อนออกเดินเข้าไปในห้อง ต้วนชิงหมิงรีบสาวเท้าสองสามก้าว ช่วยประคองเหยียนหลิ่ง
อวี๋พลางบ่นเสียงเบา “เจ้าออกมาทำไม?”
แค่เดินข้ามธรณีประตูเพียงบานเดียว ดูเหมือนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ไปทั้งหมดแล้ว เขายืนพิงร่างของต้วนชิงหมิง
เดินเข้าไปในห้อง เขานั่งบนเก้าอี้ไม้แดงวงกลมที่เขามักจะนั่งประจำ เหยียนหลิ่งอวี๋สูดลมหายใจเข้าออกอย่างใจเย็น แล้ว
พูดเบาๆ ว่า “พวกเขาห้ามเจ้าไว้ด้านนอกตำหนัก ถ้าข้าไม่ออกมาอีก เจ้าจะต้องคิดว่าข้าวางมาดโอหัง ไม่สนเจ้าแล้วสิ”
ใจของต้วนชิงหมิงเจ็บปวดขึ้นมาทันที นางรีบพูดว่า “มันจะเป็นไปได้อย่างไร……ที่จริง ข้าก็แค่อยากมาเยี่ยมเจ้าก็
เท่านั้น!”
ตอนที่เจ้าไปหาข้าถึงจวนต้วนก็ไม่ได้เข้าไปในเรือน ข้าจึงจำเป็นต้องมาหาเจ้าที่นี่ยังไงเล่า
พูดถึงพิษของเหยียนหลิ่งอวี๋ คงเป็นสิ่งที่โหดร้ายมากสำหรับเขา ต้วนชิงหมิงคิดแล้วคิดอีก ก็เปลี่ยนเรื่องพูด “ข้า
เห็นว่ามีหลายคนถูกเจ้าห้ามไว้หน้าตำหนัก”
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “พวกเขาทั้งหมดที่มาต่างมีสิ่งที่ต้องการ มีแผนการทั้งนั้น เจ้าดูข้า
ตอนนี้สิจะมีแรงไปรับมือกับพวกเขาอีกหรือ?”
เรื่องในราชสำนักเดิมมีความซับซ้อนยิ่งนัก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้นละเอียดอ่อน ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋
กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว เขาไม่มีกระจิตกระใจเล่นงานกับใคร
ต้วนชิงหมิงตกใจเล็กน้อยจนพูดไม่ออก ทุกคำที่นางพูดต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ปัจจุบันของเหยียนหลิ่งอวี๋
แต่ทุกคำของเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังบอกต้วนชิงหมิงเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของเขา
เมื่อเห็นว่าต้วนชิงหมิงเงียบลง เหยียนหลิ่งอวี๋พลันยิ้มออกเล็กน้อย “ข้าไม่คิดว่าต้วนอวี้จะรออยู่ข้างนอกห้องเป็น
เพื่อนเจ้า……ข้าคิดว่าด้วยนิสัยของเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คงเข้ามาตามสบายใจโดยไม่สนใจสายตาใคร
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้ม ต้วนชิงหมิงกลับหัวเราะไม่ออก นางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาโดยไม่พูดอะไร
เหยียนหลิ่งอวี๋ชะงักไปชั่วครู่ แล้วพูดยิ้มๆ “ข้าเข้าใจแล้ว ต้วนอวี้ตั้งใจรออยู่นอกประตูเป็นเพื่อนเจ้า แต่อีกไม่
นานเขาก็จะมีข้ออ้างมาหาเรื่องข้าอีก”
ต้วนชิงหมิงเบือนปากแล้วพูดว่า “เจ้าไม่ต้องมีอคติกับอวี้เอ๋อร์มากไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น……ใครกันอยากหาเรื่อง
เจ้า?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มมุมปากไม่ต่อล้อต่อเถียง
ต้วนชิงหมิงแน่นอนว่าคงไม่หาเรื่องเข้าตัวหรอก แต่สำหรับต้วนอวี้คงพูดยากแล้วแหละ
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงก็พูดเสียงเบาว่า “ตอนนี้เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋หายไปทันที เขาลูบอกไปมา พูดเสียงนิ่ง “ไม่เป็นอะไร ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่
แหละ!”
ต้วนชิงหมิงกัดริมฝีปากแนบแน่น ขึ้นมาโดยทันระวังตัว
แต่เดิม การทักถามผู้ปั่วยเป็นสิ่งที่ยากเรื่องหนึ่ง จู่ๆ นางก็นึกเรื่องตลกที่ต้วนอวี้เคยเล่าให้นางฟังขึ้นมาได้ เรื่อง
ตลกนั้นคือ คนหูหนวกไปเยี่ยมคนปั่วยที่จิตใจไม่ปกติ โดยเตรียมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้มัน
ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื่อนๆ นางรู้สึกว่าในตอนนี้นาง คือคนหูหนวก คนนั้นเดิมทีนางอยากตอบคำถามดีๆ แต่กลับใช้ไม่
ได้ใช้แม้แต่คำเดียว เพราะว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ทำตามสิ่งที่นางคิดเอาไว้`
สิ่งที่สำคัญคือ ต้วนชิงหมิงไม่รู้ด้วยว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นแม้ว่านางจะโน้มน้าว เขาก็ไร้
ประโยชน์อยู่ดี
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในใจของต้วนชิงหมิงรู้สึกเสียใจ นางก้มศีรษะลง พูดเสียงเบาว่า “ที่จริง เจ้าไม่จำเป็น
ต้องกังวลมากเกินไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะไม่เป็นไร!”
เหยียนหลิ่งอวี๋เบือนริมฝีปากเล็กน้อย ไม่พูดไม่จา
อันที่จริง เขาไม่ได้กังวลว่าเขาจะดีขึ้นแต่อย่างใด สิ่งที่เขากังวลคือ ถ้าเขาไม่ดีขึ้นจริงๆ คนที่ต้องการทำร้ายเขา ก็
คงสมปรารถนาไปแล้ว?
ต้วนชิงหมิงไม่พูด เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรจะพูด ทั้งสองคนนั่งตรงข้ามกันโดยแทบไม่พูดจากันเลย
จากนั้นมีบ่าวใช้ยกนํ้าชายื่นมาให้กับมือต้วนชิงหมิง นางรับมาวางไว้ด้านข้าง เปิดฝาถ้วยนํ้าชาวางไว้ให้เย็นลง
เหยียนหลิงอวี๋และต้วนชิงหมิงยืนใกล้ชิดกันมาก ราวกับว่าเขาได้กลิ่นหอมจางๆ บนร่างกายของต้วนชิงหมิงโชย
ออกมา รวมทั้งลมหายใจแผ่วเบาของนาง แต่เดิมบรรยากาศที่เงียบสงบนี้ เหยียนหลิงอวี๋ไม่อยากทำลายลง แต่เมื่อต้วน
ชิงหมิงยื่นถ้วยชาให้เขา เหยียนหลิงอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “พวกเขาห้ามให้ข้าดื่มสิ่งนี้
มือของต้วนชิงหมิงค่อยๆ วางมันกลับคืนมา
ใช่แล้ว พิษในร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ ไม่ถูกกับนํ้าชา แต่น่าเสียดายที่ต้วนชิงหมิงลืมกลับลืมไปเสียจริงๆ
เมื่อเห็นสีหน้าละลํ่าละลักของต้วนชิงหมิง เหยียนหลิ่งอวี๋ก็พูดเบาๆ ว่า “ตอนนี้ข้าไม่ค่อยได้กินอะไรเลย……
นอกจากการดื่มยา”
ดวงตาของต้วนชิงหมิงหรี่ลงเล็กน้อย ใช่แล้ว สิ่งที่ที่มีพลังมากที่สุดในการขับพิษร้ายแรงอย่างหุ่ยเทียนเมี่ยตี้ออก
ตากร่างกาย อาจกล่าวได้ว่า หลังจากถูกพิษเข้า ไม่ว่าอาหารใดเข้าสู่ร่างกายของเหยียนหลิ่งอวี๋ มันจะผสมกลายเป็นพิษ
ยาพิษที่รุนแรงในร่างกายของเขาและความเป็นพิษของยาพิษนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าพิษเดิม นอกจากนี้ทันทีที่ยาพิษเหล่านั้น
เข้าสู่ร่างกายของของเขา จะกัดกร่อนกลืนกินอวัยวะภายในของเขาและก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายของเขามาก
ขึ้น ดังนั้นหลังจากที่พบว่าเหยียนหลิงอวี๋ถูกวางยาพิษ เขาก็เพิ่มความระวังโดยดื่มเฉพาะยาขับพิษ แม้แต่นํ้าก็แทบไม่ดื่ม
แม้แต่หยดเดียว
ได้รับรู้สิ่งนี้แล้วหัวใจของต้วนชิงหมิงสั่นระรัวอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าคนบ้าคนไหนได้สร้างยาพิษหุ่ยเทียนเมี่ยตี้ขึ้นมา
มีเรื่องเล่ากันว่า สามีใจคับแคบคนหนึ่ง หลังจากพบว่าภรรยาของเขานอกใจ จึงใช้ยาพิษชนิดนี้กับภรรยาของเขาที่เคยรัก
กันมา
สิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับยาพิษนี้ ไม่ใช่ว่าพิษของเขารุนแรงแค่ไหน หรือสร้างความเสียหายใดๆ ต่อร่างกาย แต่สิ่งที่น่า
กลัวที่สุดเกี่ยวกับมันคือ ทำให้ร่างกายคนหิวโหยจนตายจาก
ไม่มีใครทนที่จะอดหิวโหยจนตายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อถูกวางยาพิษนี้แล้ว ถ้าไม่หิวโหยจนตายทั้งเป็น ก็จะถูกพิษ
จากอาหารที่แปรเปลี่ยนไปมาใหม่
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ดื่มชา ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้แตะถ้วยนํ้าชาข้างอีกต่อไป นางมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ พูด
เสียงเบาว่า “ตอนนี้ร่างกายเจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้าลง มองดูรูปลักษณ์ของตัวเขาก่อนส่ายหัวไปมา “ตอนนี้ข้าแค่เห็นจานกับตะเกียบ ก็อยาก
กินพวกมันลงไปหมดในคำเดียว”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะคิกคักออกมา เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋หิวจนกลายเป็นหมาปั่า เห็นอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ก็อยาก
จะกลืนกินมาลงไปคำเดียวให้หมด
เหยียนหลิ่งอวี๋บ่นพึมพำ “ข้าเชื่อว่าทุกคนที่ถูกยาพิษชนิดนี้ คงมีความรู้สึกเช่นนั้น
อยู่ๆ ต้วนชิงหมิงก็เงียบไปอย่างกะทันหัน
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ต้วนชิงหมิงที่กำลังคิ้วขมวดอยู่ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขากล่าวว่า “ไม่รู้ว่าเจ้าเคยได้ยินเรื่อง
เล่าเกี่ยวกับยาพิษนี้หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าและพูดว่า “ข้าเคยได้ยิน”
เหยียนหลิงอวี๋กล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ว่ากันว่ายาพิษนี้ถูกใช้โดยอัจฉริยะด้านยาพิษหลู่หนิงเมื่อร้อยปีก่อน เพื่อ
จัดการภรรยาอันเป็นที่รักของเขา
แค่พูดเพียงไม่กี่คำนี้ ดูเหมือนกินพลังงานของเหยียนหลิงอวี๋ไปเกือบทั้งหมดแล้ว เขาถอยหลังไปสองสามวัน ก่อน
ถอนหายใจอย่างกระหืดกระหอบ
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจเบาๆ และเล่าเรื่องต่อจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เล่าเรื่องต่อไป “ใช่แล้ว……ว่ากันว่าหลู่หนิงนี้มี
นิสัยสุดโต่งผิดธรรมชาติ มีนิสัยถือทิฐิ แต่เขายังเป็นอัจฉริยะในการพัฒนายาพิษ ทั้งชีวิตของเขายังมีการพัฒนาต่อยอด
ยาพิษที่ผู้คนยังไม่เคยรู้จักมาก่อน ยาพิษเหล่านี้ได้ทำลายคนมากมาย แต่ก็ช่วยชีวิตคนไม่น้อยเช่นกัน