การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 723 เอายังไงดี?
ถึงแม้ต้วนอวี้จะเป็นศิษย์รักของชายสูงวัย ขณะเดียวกันยังเป็นน้องชายของต้วนชิงหมิง ชายสูงวัยรู้ดีว่านางให้
ความสำคัญเข้มงวดกับน้องชายคนนี้มาก ทั้งด้านการเล่าเรียนและการใช้ชีวิต
กระนั้นต้วนอวี้ที่ไม่กลัวเกรงใครหน้าไหน กลับยอมศิโรราบต่อพี่สาวคนนี้ ด้วยความเกรงกลัวและเคารพ พูดได้ว่า
หากล่วงเกินต้วนชิงหมิงย่อมลำบากกว่าล่วงเกินต้วนอวี้เป็นไหนๆ ด้วยเหตุนี้ชายสูงวัยจึงอยากได้ความเห็นชอบจากต้วน
ชิงหมิงก่อนให้พาตัวต้วนอวี้ไปรักษาตัว
ชายสูงวัยอยากนำตัวน้องชายเขาไปรักษาจำต้องบอกต้วนชิงหมิงก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องให้นางเป็นห่วง
อีกไม่นานสาวน้อยคนฉลาดเฉลียวคนนี้ย่อมทราบได้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋พูดหลอกนาง ถึงตอนนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋
ต้องหาทางเอาตัวรอดเอง แน่นอนว่าวิธีการอาจไม่ได้สำคัญกว่าผลลัพธ์ ชายสูงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยังคงสงสัย
เหตุใดเหยียนหลิ่งอวี๋เลือกพูดความจริงน้อยกว่าความเท็จมากกว่าครึ่ง
เนื่องจากช่วงนี้ชายสูงวัยอยู่ดูแลข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋ตลอด จึงรู้ว่าเขาใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากและทรมาน
เพียงใด เขารู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋โกหกต้วนชิงหมิงจนยากเกินให้อภัย
ที่เหยียนหลิ่งอวี๋บอกว่าถ่าถูมาหาบุตรเขยให้บุตรสาวของนางล้วนเป็นเรื่องโกหก ในความจริง ถ่าถูมาที่ต้าเซี่ยเพื่อ
หาเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิง ที่สำคัญคือมาหาเฉิงซู่
ถ้าจะพูดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่บอกความจริงกับต้วนชิงหมิงทั้งหมด ด้วยกลัวว่านางจะเป็นกังวล แต่บางเรื่องที่ควร
บอกเขากลับไม่ยอมบอกนาง
อย่างเช่น ในราชสำนักต่างลือกันจนทั่ว องค์หญิงอวี้หลัวตั้งใจต้องแต่งกับเหยียนหลิ่งอวี๋ให้จงได้ ถ่าถูก็พลอยเห็น
ด้วยกับความคิดบุตรสาว จนขุนนางน้อยใหญ่ต่างอึ้งจนอ้าปากค้าง ในที่สุดถึงแม้จะฝั่าบาทจะยังไม่ตัดสินพระทัยลงมา
แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์คงต้องเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋
แน่นอนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยากแต่งกับองค์หญิงอวี้หลัว แต่เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะปฏิเสธให้กับตัวเขาเอง ทาง
ด้านฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยร้อนรนใจจนต้องส่งคนมาตามให้เหยียนหลิ่งอวี๋ไปเข้าเฝั้าโดยด่วน
แต่เรื่องนี้เหยียนหลิ่งอวี๋กลับไม่เป็นเดือดเป็นร้อน บอกให้ต้วนชิงหมิงได้ทราบ แม้วันนี้นางยังไม่ทราบ พรุ่งนี้ไม่
ทราบ ทว่าวันข้างหน้าอาจทราบเข้าจนได้ ชายสูงวัยจึงคิดไม่ตกว่าทำไมเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องหลอกนางด้วย
อีกอย่าง ศรชวนเย่ว์เจี้ยนที่เฉิงซู่ไปขโมยมาเป็นของปลอม ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไม่บอกให้ต้วนชิงหมิงทราบ…
เฮ้อ เห็นทีจิตใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องีแผนการบางอย่างอยู่ข้างใน โดยที่ชายสูงวัยยังไม่รู้ หรือว่าบรรดาองค์ชายทั้ง
หลายต่างมีความคิดที่แตกต่างจากคนปกติ โชคดีที่ชายสูงวัยไม่ได้สนใจไปครุ่นคิด เขาเอาแต่เป็นห่วงเป็นใยศิษย์รักอย่าง
ต้วนอวี้
ในสายตาของชายสูงวัยเห็นศิษย์รักสำคัญกว่าทุกคน ดังนั้นสิ่งเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องให้ศิษย์รักกลับมากระโดด
โลดเต้นได้ดังเดิม เขาจึงเดินเข้าไปในถํ้าทิ้งเหยียนหลิ่งอวี๋ไว้ด้านนอก
เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมก่อนเดินเข้าในถํ้า ในเวลานี้ ท้องฟั้าเริ่มสว่างไสวเห็นทิวทัศน์ภูผา ต้นหญ้าน้อยใหญ่
เขียวขจีพริ้วไหวตามลมโอนอ่อนจนทั่ว
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้าวเดินออกมาโดยไม่สนใจนํ้าค้างที่ทำให้เสื้อผ้าเปียกชื้น
เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้าเชยชมตะวันที่โผล่จากขอบฟั้า หลังทิวเขาที่สูงสลับกันไปมา เหมือนมีแสงทองอร่ามสาด
ส่องเข้ามาจนจ้าตาไปหมด
เหยียนหลิ่งอวี๋สวมชุดสีนํ้าเงินอ่อนชายเสื้อพริ้วไหวล้อกับสายลมและต้นหญ้าที่โบกพริ้ว ล้อเล่นกันไปมาราวกับมี
เสียงกระซิบกระซาบเข้ามาพูดเบาๆ ข้างหู
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินออกไปทอดสายตาไปเบื้องหน้าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
สายตาของเขาหยุดแน่นิ่งลง คิ้วสองข้างขมวดขึ้น ราวกับกำลังคิดหาทางแก้ไขปัญหาอยู่ เมื่อได้ยินเสียงที่อ่อนโย
นของต้วนชิงหมิงดังออกมาจากในถํ้า เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยิ้มออกมาแล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
สายลมที่ยามตะวันโผล่ขึ้นในยามเช้าได้พัดชายเสื้อของเหยียนหลิ่งอวี๋ไหวหวิว ผมเผ้าลอยสะบัดไปตามลม
ร่างกายซูบผอมของเขายืนปะทะสายลม… เมฆหมอกยามยามเช้าที่หนาทึบกำลังใกล้มลายหาย ยามต้องกับแสงตะวัน
ของอรุณใหม่ ในที่สุดวันใหม่ก็มาถึงแล้ว
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋กลับตัวเดินกลับเข้าไปในถํ้า ชายสูงวัยอธิบายเรื่องของต้วนอวี้อย่างคร่าวๆ ให้ต้วนชิงหมิงฟัง
จากนั้นก็แบกต้วนอวี้ขึ้นหลังจากไปอย่างรีบร้อน
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนชิงหมิงก็เดินตามออกไปทีหลัง สายตาของเขาจับจ้องไปที่นางตลอด ราวกับกลัวว่า
หากกะพริบตาแล้ว นางอาจวับหายตัวไป
ต้วนชิงหมิงขึ้นไปนั่งบนรถม้าของเหยียนหลิ่งอวี๋พลางอมยิ้มของเขา “เจ้าผอมไปมากเลย”
นี่เป็นครั้งแรกที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยคำห่วงใยกับเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยนํ้าเสียงที่ราบเรียบ แต่กลับหวานหูเขายิ่งนัก
บัดดลนั้นเหมือนมีบางอย่างจุกคอของเหยียนหลิ่งอวี๋จนเขาพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนมีนํ้าอุ่นๆ เอ่อขึ้นมาบนเบ้าตา
ก่อนเขาจะหลับตาลงพลางตอบเสียงนิ่ง “แค่ผอมลงไปนิดหน่อยอย่างนั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงจ้องมองไปที่ตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ เอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า “ช่วงที่ผ่านมา เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานไปเท่า
ไหร่กัน?”