ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 546 ถูกขังสามวัน
แม้หงอวี้จะมีเรื่องติดค้างกับนางเพราะซู่เหมยในอดีต แต่เมื่ออยู่ระหว่างช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตายในวันนี้ นางกลับยอมเสี่ยงตายเพื่อหลินเมิ้งหยา
หลินเมิ้งหยาย่อมจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ
“ขอบพระทัยในความหวังดีของจวิ้นจู่ แต่พวกเราจะสามารถออกไปได้อย่างนั้นหรือ ? นายท่าน...เป็นคนที่ไม่อาจรับมือด้วยได้ง่ายๆ เลย”
แม้คราวก่อนนายท่านจะยอมปล่อยพวกนางไป แต่นั่นมิได้หมายความว่าคราวนี้จะเป็นเช่นตอนนั้น
แม้ตัวนางจะตายแต่ก็ไม่นึกเสียดายชีวิต แต่จวิ้นจู่และแม่นางอาซิ่วไม่ควรต้องมาตกตายตามกันที่นี่
หลินเมิ้งหยาอยากปลอบใจหงอวี้สักสองสามคำ แต่หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ดังนั้นบางคำจึงไม่อาจเอ่ยออกมาได้
ตบหลังมือหงอวี้เบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“เชื่อใจข้า”
มองหลินเมิ้งหยาโดยพูดอะไรไม่ออก หงอวี้ที่มีความหวังเพียงริบหรี่คิดว่าจวิ้นจู่กำลังปลอบใจนางเท่านั้น
ยิ้มขมขื่น ก่อนจะพยักหน้าลงเบาๆ
ทั้งสามนั่งสงบนิ่งอยู่กับที่ แต่ละคนล้วนมีเรื่องให้ครุ่นคิด ไม่นานเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่ด้านนอก
จากนั้นเสียงนอบน้อมของหานหลิงพลันดังขึ้น
“นายท่าน พวกนางอยู่ด้านในขอรับ”
“อืม”
มือเรียวยาวผลักประตูเปิดออกเบาๆ
จากนั้นนายท่านผู้ลึกลับก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“เสียมารยาทแล้ว คนรับใช้ไม่รู้ความจริงๆ เข้ามา ยกน้ำชา”
เขายังคงแสดงท่าทางอบอุ่นและสง่างามแต่เจือไว้ซึ่งความน่าพิศวงเช่นเคย
หลินเมิ้งหยามองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
“ข้าน้อยไร้มารยาทยิ่งนัก ข้าน้อยนามว่าจูหยุน เชิญชายาอวี้นั่งเถิด”
จูหยุนมิได้มีท่าทางร้อนใจเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เขานั่งลงด้วยท่วงท่าสง่างาม
เมื่อหลินเมิ้งหยาเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา นางทำได้เพียงยับยั้งเสียงร้องเตือนในใจ ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงกันข้ามกับจูหยุน
สีหน้าของหลินเมิ้งหยายังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอารมณ์ ดังนั้นอีกฝ่ายย่อมไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด
“ชายาอวี้ ไม่สิ บางทีข้าน้อยควรเรียกท่านว่าอันเล่อจวิ้นจู่ ข้าน้อยมิรู้สึกประหลาดใจเลยที่ท่านมายังที่นี่”
จูหยุนหัวเราะ น้ำเสียงไม่เหมือนคนที่กำลังเอื้อนเอ่ยกับศัตรู
แต่กลับเหมือนได้พบสหายเก่าอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าอยากเรียกอะไรก็แล้วแต่เจ้า ข้าคิดว่าคุณชายจูเองก็คงรู้อยู่แล้วว่าหากข้าเข้ามาที่นี่ได้ เช่นนั้นข้าก็ย่อมออกไปได้เช่นเดียวกัน”
หากเอ่ยว่าไม่ตื่นเต้นก็คงเป็นเพียงคำโป้ปด จูหยุนผู้นี้ทำให้นางรู้สึกพิศวงยิ่งนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ บุรุษผู้นี้เป็นศัตรูมิใช่มิตร
“แน่นอนอยู่แล้ว ขอเพียงจวิ้นจู่อยากออกไป เช่นนั้นท่านสามารถออกไปได้ทุกเมื่อ ไม่มีใครคิดรั้งท่านเอาไว้อย่างแน่นอน แต่ข้ามีเรื่องอยากขอร้องท่านสักอย่าง มิรู้ว่าข้าจะสามารถขอยืมของสิ่งนั้นของจวิ้นจู่ได้หรือไม่ ?”
จูหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ทว่าหลินเมิ้งหยากลับระแวดระวังมากขึ้น
ยืม ? หรือเขาจะยืมสมองของนางกัน ?
เมื่อได้เห็นท่าทางของนาง จูหยุนหลุดหัวเราะชั่วครู่ ก่อนจะกระซิบ
“ข้าน้อยได้ยินมาว่ามารดาของท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสแห่งหอป๋ายเฉา ในเมื่อได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้อาวุโสสูงสุดแล้ว เช่นนั้นของสิ่งนั้นก็อาจจะอยู่ในมือของจวิ้นจู่ก็เป็นได้ ข้าน้อยเพียงแค่ต้องการยืมเท่านั้น หวังว่าจวิ้นจู่จะมีเมตตาต่อข้าน้อย”
หลินเมิ้งหยาเข้าใจความหมายของเขาในทันใด
“เจ้าต้องการตำราชิงเจิงผู่ ? น่าเสียดาย ตำราเล่มนั้นถูกทำลายไปแล้ว เจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้า แต่ข้าคงตอบเจ้าได้เพียงเท่านี้”
เมื่อได้ยินว่าตำราชิงเจิงผู่ถูกทำลาย หัวคิ้วของจูหยุนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ทว่าขณะที่หลินเมิ้งหยาเอ่ยคำพูดนี้ ท่าทางของนางเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนคนกำลังโป้ปดเลยแม้แต่ส่วนเดียว
“คือ…หากเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยคงต้องให้จวิ้นจู่อยู่ที่นี่สักสองสามวันก่อนแล้ว แต่จวิ้นจู่สบายใจเถิด ข้าน้อยจะส่งคนไปแจ้งข่าวแก่อ๋องอวี้อย่างแน่นอน ฉะนั้นจวิ้นจู่มิต้องกังวล”
ดูเหมือนจะยังไม่ยอมตัดใจสินะ
หลินเมิ้งหยารู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครยอมเชื่อเรื่องนี้ง่ายๆ
มุมปากกระตุกยิ้มเย็น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงแสดงท่าทีสงบนิ่ง
“ไม่ว่าจะต้องให้ข้าอยู่ที่นี่หรือข่มขู่หลงเทียนอวี้ หากข้าบอกว่าไม่มี นั่นย่อมหมายความว่ามันไม่มีอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเจ้าคงปกป้องที่นี่เอาไว้ได้อีกไม่นาน มิสู้ฆ่าข้าหรือไม่ก็ปล่อยข้าไปมิดีกว่าหรือ?
หลินเมิ้งหยาล้วนเอ่ยความจริงทั้งสิ้น
จูหยุนมองท่าทางมั่นใจของนาง ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนได้เห็นเรื่องน่าขัน มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเดิม
ทว่าสายตากลับเย็นยะเยือก
“จวิ้นจู่เป็นคนฉลาด แต่หากพวกเราต้องจากไปจริง เช่นนั้นหากพาจวิ้นจู่ไปด้วยก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว จากตำแหน่งของจวิ้นจูในเวลานี้ ข้าน้อยคิดว่าคงไม่มีผู้ใดในเมืองหลินเทียนมิให้ความสำคัญกับท่านหรอกกระมัง”
นี่เขากำลังข่มขู่หรือ ?
หลินเมิ้งหยาจ้องจูหยุนนิ่ง จูหยุนเป็นคนฉลาด เมื่อคนฉลาดกับคนฉลาดมาเจอกัน เช่นนั้นย่อมต้องออกแรงมากเป็นพิศษ
“ใช่แล้ว เจ้าสามารถใช้ข้าเป็นโล่กำบังได้ หรือไม่เจ้าก็สามารถจับข้าเป็นตัวประกันเพื่อเรียกร้องข้อเสนอจากหลงเทียนอวี้หรือจั่วชิวเฉินได้ แต่คุณชายจูย่อมเป็นคนฉลาด ดังนั้นเจ้าย่อมรู้ดีว่าการถลกหนังเสือมิใช่ความคิดที่ดี เจ้าไม่มีทางเก็บข้าเอาไว้ข้างกายได้ตลอดไป”
มองท่าทางที่กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็วของหลินเมิ้งหยา รอยยิ้มบนใบหน้าของจูหยุนเหือดหายไป
“จวิ้นจู่เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนี้จึงมีคนยอมสละชีวิตเพื่อท่าน ในเมื่อข้ารับปากเขาไปแล้ว เช่นนั้นข้ามิควรกลับคำ จวิ้นจู่วางใจเถิด หลังจากนี้อีกสามวันท่านก็สามารถกลับออกไปได้แล้ว แต่ช่วงเวลาสามวันนี้หวังว่าจวิ้นจู่จะอยู่พักผ่อนเงียบๆ”
คำพูดของจูหยุนทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจ
คราวก่อนจูหยุนบอกว่าเขาติดหนี้ใครบางคนจึงยอมปล่อยตัวนาง
เช่นนั้นตอนนี้ก็เป็นเพราะคนผู้นั้นหรือ ? อยู่ๆ สมองก็เปล่งประกาย ชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในสมอง
“พี่สาวจวิ้นจู่ คนผู้นี้ประหลาดยิ่งนัก”
อาซิ่วกระซิบเสียงเบา เมื่อครู่เขาเพิ่งจะขู่บังคับพี่สาวจวิ้นจู่แท้ๆ แต่เวลาเพียงชั่วอึดใจเขาจึงบอกว่าพวกนางอยู่ที่นี่เพียงสามวันก็พอแล้ว
ชายคนนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ
“อืม แปลกจริงๆ จวิ้นจู่ ท่านรู้จักคนสนิทของนายท่านกระนั้นหรือ ?”
หงอวี้เองก็คิดเหมือนกัน ครั้นนางยังอยู่ที่หุยชุนฟาง นายท่านมิเพียงไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น แต่วิธีการที่ใช้ยังเด็ดขาดเย็นชา อย่าว่าแต่ปล่อยใครไปเลย ขนาดนายท่านเอ่ยถึงใครบางคน พวกนางยังอดที่จะตัวสั่นเพราะความหวาดกลัวมิได้
แต่เพราะเหตุใดเขาจึงยอมปล่อยหลินเมิ้งหยาครั้งแล้วครั้งเล่ากัน ?
“คือ…สหายข้าคนหนึ่งคงรู้จักเขา”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนที่จูหยุนพูดถึงคือชิงหู
ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจอยู่หลายส่วน เขามักทำเพื่อนางเสมอ แม้แต่ชีวิตก็สามารถมอบให้นางได้
ทว่านางกลับไม่อาจทำอะไรเพื่อเขาได้เลย
เกรงว่าชั่วชีวิตนี้นางคงชดใช้หนี้ที่ติดไว้กับชิงหูไม่จบสิ้น
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ โชคดียิ่งนัก นายท่านรับปากแล้วว่าอีกสามวันจะปล่อยพวกเราไป เช่นนั้นพวกเราจะต้องได้ออกไปอย่างแน่นอน จวิ้นจู่อย่ากังวลไปเลย ข้าเคยได้ยินมาว่านายท่านเป็นคนหนักแน่นในคำสัญญา”
การหนีรอดจากความตายได้สำเร็จทำให้หงอวี้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
ทว่าอยู่ๆ ก็เกิดเสียงเอะอะดังขึ้นที่ด้านนอก
ทั้งสามรีบหลันหลังกลับไปดู ก่อนจะได้เห็นชายร่างกำยำในชุดเทาสองคนกำลังลากร่างที่เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นออกไป
“ซู่เหมย…นั่นคือซู่เหมย !”
หงอวี้ส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก ขณะที่คิดจะพุ่งตัวออกไป นางถูกหานหลิงขวางทางเอาไว้
“ขอร้อง ได้โปรดปล่อยข้าออกไปดูนางด้วยเถิด”
หงอวี้ส่งเสียงวิงวอน ทว่าใบหน้าของเขายังคงเผยเพียงความเย็นชา
ซู่เหมยที่กำลังแผดร้องพลันได้ยินเสียงของหงวี้ มิรู้ว่านางไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ซู่เหมยสะบัดตัวออกจากมือของชายร่างกำยำแล้วคิดจะวิ่งเข้ามาหาหงอวี้
“พี่สาว ข้าผิดไปแล้ว ! ช่วยข้าด้วย ! ข้าไม่อยากตาย !”
หลินเมิ้งหยาเพิ่งเห็นใบหน้าของซู่เหมยได้อย่างชัดเจน บัดนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยบาดแผลอันน่าสยดสยอง
ผิวหนังบนใบหน้าปลิ้นกลับด้านจนเผยกระดูกที่อยู่ภายใน เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เรียบร้อย ชุดหรูหราเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและเศษฝุ่น
หากมิใช่เพราะหงอวี้ หลินเมิ้งหยาคงจำไม่ได้ว่านางคือซู่เหมยที่เพิ่งจะแสดงท่าทางเย่อหยิ่งใส่ตนเองเมื่อครู่
“ซู่เหมย…เหตุใด…เหตุใดเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ?”
หงอวี้มองน้องสาวตนเองด้วยสายตาเจ็บปวด แต่ซู่เหมยจะเป็นคู่ต่อสู้ของชายร่างกำยำทั้งสองได้อย่างไร
ขยับเท้าเดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกจับตัวไปอย่างเก่า กำปั้นและท่อนขาถูกเหวี่ยงลงบนร่างของนางอีกหลายครั้ง
ซู่เหมยส่งเสียงกรีดร้องน่าเวทนา
“หงอวี้ อย่าช่วยนางอีกเลย”
หลินเมิ้งหยาขมวดคิ้วแน่น อันที่จริงนางไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะการกระทำของซู่เหมยเองทั้งสิ้น ดังนั้นนางย่อมไม่มีค่าพอให้หงอวี้ช่วยเหลือ
“จวิ้นจู่ ข้ารู้ว่าท่านมีวิธี ได้โปรดช่วยน้องสาวข้าด้วย ข้าขอร้อง”
หงอวี้คุกเข่าต่อหน้าหลินเมิ้งหยาเพื่อช่วยซู่เหมยอีกครั้งแล้ว
แม้นางจะถูกซู่เหมยทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน แต่หญิงสาวจิตใจงดงามคนนี้ไม่อาจทนเห็นน้องสาวทรมานเช่นนี้ได้
“อย่าตีข้า อย่าตีข้า ซู่เหมยสำนึกผิดแล้ว นายท่าน ซู่เหมยสำนึกผิดแล้ว”
อีกด้าน ซู่เหมยเจ็บปวดจนขดตัวอยู่กับพื้น ทว่าหมัดและขาเหล่านั้นยังคงพุ่งใส่ร่างของนางไม่หยุด
หลินเมิ้งหยามองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของหงอวี้ ก่อนจะกระซิบ
“แม้เจ้าจะช่วยนางได้ แต่เจ้าคิดว่านางจะยังมีชีวิตอยู่ต่อได้หรือไม่?”
หงอวี้ผงะอยู่กับที่ เสียงร้องไห้ของซู่เหมยน่าเวทนายิ่งนัก ทว่าแม้หลินเมิ้งหยาจะไม่พูด แต่นางก็รู้ดีว่าซู่เหมยต้องถูกลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน
“ข้าเข้าใจแล้ว จวิ้นจู่ได้โปรดช่วยข้าเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเถิด หากจวิ้นจู่รับปาก เช่นนั้นข้าจะตอบแทนจวิ้นจู่ไปตลอดชีวิต”
หงอวี้โขกศีรษะลงกับพื้น ดวงตาแดงก่ำปิดลง
“ได้ ข้ารับปากเจ้า”
ซู่เหมยทำผิดในสถานที่เช่นนี้ เกรงว่าจะไม่อาจถูกปล่อยไปได้อีกแล้ว
นับตั้งแต่ตอนที่ใบหน้าของนางถูกกรีด หลินเมิ้งหยาก็รู้ได้ทันทีว่านางถูกทอดทิ้งแล้ว