ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ - เล่มที่ 19 บทที่ 548 ยอดภูเขาน้ำแข็ง
จูหยุนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ?
ยิ่งคิดหลินเมิ้งหยาก็ยิ่งงุนงง จูหยุนไม่กลัวนางแอบหนีไปอย่างนั้นหรือ?
“คนผู้นี่ประหลาดยิ่งนัก ทั้งที่ต้องการขังพวกเราเอาไว้ แต่นี่มันอะไรกัน!”
อาซิ่วนั่งอยู่บนตั่ง ขาทั้งสองข้างขยับยุกยิก ปากขมุบขมิบพึมพำ
ตอนแรกนางคิดว่าจูหยุนจะทำร้ายพวกนาง แต่ใครจะคิดเล่าว่าเขาทำเพียงขังพวกนางเอาไว้เท่านั้น
หลอกให้นางตื่นตระหนกตกใจไปเสียได้ นอกจากยาพิษในอาหารเมื่อช่วงเย็นแล้ว เขาก็ทำราวกับลืมไปแล้วว่าพวกนางอยู่ที่นี่
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ก่อนนายท่านไม่ค่อยปรากฏตัวนัก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของนายท่าน ไม่มีใครล่วงรู้ความคิดของนายท่านได้”
แม้แต่คนเก่าแก่อย่างหงอวี้ยังไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นกำลังคิดสิ่งใด เช่นนั้นจะนับประสาอะไรกับหลินเมิ้งหยา
“พวกเราลองออกไปกันเถิด บางทีเขาอาจวางแผนอย่างอื่นไว้”
หลินเมิ้งหยามิได้บุ่มบ่าม นางเพียงแต่รู้สึกแปลกใจเท่านั้น
หงอวี้และอาซิ่วย่อมวิ่งตามหัวม้าตัวนำ [1] เมื่อหลินเมิ้งหยาเสนอขึ้นมา พวกนางย่อมยินยอมทำตาม ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้พวกนางยังอยู่ในถิ่นของศัตรู หลินเมิ้งหยากลัวว่าหากพวก นางไม่อยู่กับตนเอง เช่นนั้นจูหยุนอาจทำร้ายพวกนางได้
เดินออกจากเรือนอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนเฝ้าประตูเหล่านั้นจึงหายไปหมดแล้ว
พวกหลินเมิ้งหยาเริ่มต้นด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะกลายเป็นอึ้งงัน
เหตุเพราะหลังจากเดินมาได้ไม่นานนัก พวกนางก็พบกับคนรับใช้ในสวน แต่ขณะที่พวกนางคิดจะหลบซ่อนตัว คนรับใช้คนนั้นพลันหมุนตัวแล้วเดินกลับไปยังทางเดิม
หากเอ่ยว่าคนแรกนั้นเป็นเพราะความบังเอิญ เช่นนั้นคนอื่นๆ ที่พวกนางได้พบเจอระหว่างทาง แต่กลับทำราวกับว่ามองไม่เห็นพวกนางเหล่านั้นเรียกว่าอะไรกัน ?
ตอนนี้แม้แต่คนฉลาดเฉลียวอย่างหลินเมิ้งหยายังไม่รู้ว่าต้องรับมือเช่นไร
ตกลงเขากำลังทำอะไรกันแน่ ?
“นี่มัน…แปลกเกินไปหรือไม่ ?”
อาซิ่วมองลานกว้างที่ไร้ผู้คน หากฟังจากสิ่งที่หงอวี้เล่า ตอนนี้พวกนางน่าจะเดินมาได้ครึ่งคฤหาสน์แล้ว
ทว่ากลับไม่มีใครรั้งพวกนางเอาไว้ ซ้ำยังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นพวกนางอีกด้วย
ดูเหมือนแผนการรับมือที่คิดเอาไว้ในสมองจะสูญเปล่าเสียแล้ว
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ หงอวี้ เจ้าสามารถพาพวกเราไปยังสถานที่ฝึกสอนหญิงสาวเหล่านั้นได้หรือไม่ ?”
ตอนแรกคิดว่าจะต้องเจอศึกหนัก แต่ใครจะรู้เล่าว่ามันจะกลายเป็นทุ่งดอกฝ้ายไปเสียได้ ความอ่อนนุ่มของมันทำให้นางรู้สึกไร้เรี่ยวแรง
ราวกับจูหยุนต้องการเปิดทางให้แก่นางอย่างไรอย่างนั้น
บุรุษผู้นี้มีอุปนิสัยแปลกประหลาดน่าพิศวง เขาใช้ไม้แข็งโดยการกักขังพวกนางเอาไว้ ซ้ำยังส่งซู่เหมยและยาพิษมาทดสอบนาง ทว่าตอนนี้กลับสั่งให้ทุกคนมองนางราวกับนางเป็นอากาศธาตุ
แม้จะไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่ แต่หลินเมิ้งหยามั่นใจอยู่อย่างหนึ่ง
บุรุษผู้นี้กำลังลอบจับตามองนางในมุมลับอย่างแน่นอน
ความฉงนพอกพูนขึ้นในใจ ทว่าหลินเมิ้งหยาเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก
เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใครอื่น ความกล้าของหงอวี้จึงกลับมา นางเดินนำหลินเมิ้งหยาและอาซิ่วพร้อมทั้งกระซิบแนะนำหญิงสาวที่อยู่ในการดูแลของตนเอง
แม้หญิงสาวเหล่านั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ แต่พวกนางมิได้ถูกฝึกสอนในที่เดียวกัน
ตำแหน่งของหวอวี้มิได้สำคัญเท่าซู่เหมย ดังนั้นนอกจากเวลาที่ต้องมาฝึกสอนหญิงสาวเหล่านั้นแล้ว นางก็ไม่รู้เรื่องอื่นอีก
“เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าหญิงสาวที่ถูกฝึกแล้วถูกส่งไปที่ใด ?”
หลังจากได้ยินสิ่งที่หงอวี้เล่า หลินเมิ้งหยาเพิ่งสังเกตเห็นว่าสิ่งที่พวกเย่ได้ยินอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
เหตุเพราะการซื้อขายหญิงสาวเหล่านี้มีมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
หากเป็นเช่นนั้นจริง เกรงว่าหญิงสาวที่ถูกขายออกไปอาจมากเสียจนนับจำนวนไม่ได้
อย่าได้มองข้ามหญิงสาวเหล่านี้เชียว เหตุเพราะหากต้องการส่งสารลับ พวกนางสามารถก่อความโกลาหลได้ไม่น้อย
“ยังจะไปที่ใดได้เล่า นอกจากหอนางโลมแล้ว ก็ยังถูกส่งไปเป็นอนุภรรยาที่จวนอื่น ไม่รู้ว่าแต่ละปีต้องมีหญิงสาวบริสุทธิ์มากมายเพียงใดถูกกระทำย่ำยี”
หงอวี้เข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นดี นางเคยถูกย่ำยีตั้งแต่เด็ก ดังนั้นนางย่อมเข้าใจหัวอกของพวกนาง
พวกนางล้วนเป็นลูกสาวที่ดีของครอบครัวและมีอนาคตที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว พวกนางหลงเหลือเพียงความขมขื่นและโดดเดี่ยว
สิ่งเดียวที่นางพอจะทำได้ก็คือดูแลหญิงสาวเหล่านี้ให้ดี แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
หลินเมิ้งหยาเดาเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
สุรา ราคะ เงินทองและอำนาจล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ใฝ่ฝัน โดยเฉพาะพวกคนมีอำนาจเหล่านี้ พวกเขาล้วนต้องการสาวงามไปประดับบารมี
เท่าที่ฟังจากปากของหงอวี้ นอกจากการฝึกแบบทั่วไปแล้ว ยังมีการฝึกสำหรับคนบางกลุ่มโดยเฉพาะ
นางโลมที่ได้รับการฝึกจากนางมีไม่ต่ำกว่าสิบคน ยิ่งไปกว่านั้นยังกลายเป็นนางโลมเลื่องชื่ออีกด้วย
คาดว่าหญิงสาวเหล่านั้นจะต้องทำให้พวกลุ่มหลงในราคะมัวเมาหลงใหลเป็นแน่
ทว่าสถานที่ดั่งเช่นคฤหาสน์หลังนี้จะมีแต่เพียงในเมืองหลวงเก่าอย่างนั้นหรือ ?
หัวใจสั่นสะท้าน ยิ่งเข้าใกล้กลุ่มคนลึกลับเหล่านี้มากขึ้นเท่าไร นางก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอันตรายอันใหญ่หลวง
หากนางประมาทเพียงครั้งเดียว ก็มิต่างอันใดจากการกะเทาะหินด้วยไข่
หงอวี้นำทางไปยังเรือนเล็กหลังหนึ่งด้วยเส้นทางที่คุ้นเคย
ยังคงไร้คนเฝ้ายามดั่งเดิม เพียงทั้งสามเดินเข้าไปก็ได้เห็นศีรษะเล็กๆ ของหญิงสาวหลายคนภายในห้องที่จัดแจงอย่างเป็นระเบียบ
“กูกู ท่านมาแล้วหรือ”
จนกระทั่งได้เห็นใบหน้าที่พวกนางคุ้นเคยของหงอวี้ หญิงสาวเหล่านั้นรีบวิ่งออกมาเหมือนกระต่ายน้อย
พวกนางเข้ามาล้อมพวกหลินเมิ้งหยาเอาไว้
“ใช่ พวกเจ้ากินข้าวหรือยัง ? มีใครรังแกพวกเจ้าหรือไม่ ?”
เหตุเพราะซู่เหมย ดังนั้นหงอวี้จึงได้ดูแลหญิงสาวที่อยู่ในระดับต่ำที่สุด
แต่ถึงกระนั้นซู่เหมยก็กล้าทำเพียงข่มเหงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เด็กสาวเหล่านี้อายุมากสุดราวสิบสี่ปี น้อยสุดเห็นจะเพียงเจ็ดปีเท่านั้น
ทว่าพวกนางล้วนต้องออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก ความอบอุ่นถูกทำลายจนหมดสิ้น ทุกวันนี้ล้วนขายชีวิตของตนเองเพื่อความอยู่รอด
เพียงได้เห็นเด็กสาวที่น่าสงสารเหล่านี้ ฝ่ามือของหลินเมิ้งหยากำหมัดแน่น
สักวันหนึ่งนางจะเป็นผู้ส่งปีศาจตนนี้กลับไปยังขุมนรก !
“ยังเลยเจ้าค่ะ แต่กูกูที่เรือนอื่นมาบอกว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านจะไม่มาสอนพวกข้าอีกแล้ว กูกู พวกข้าไม่อยากให้ท่านไป”
เด็กสาวที่ดูอายุมากที่สุดคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง เด็กสาวคนที่เหลือจึงเงียบลง
ดูเหมือนหงอวี้จะดูแลพวกนางอย่างจริงใจ
“ข้าเองก็ไม่อยากไปจากพวกเจ้า ต่อจากนี้ไปพวกเจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี จำเอาไว้ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเจอปัญหามากน้อยเพียงไหน แต่อย่าได้ละทิ้งความหวัง สักวันหนึ่งพวกเจ้าจะหลุดพ้นไปได ด้”
แม้หงอวี้จะไม่อาจทำใจทิ้งพวกนางไปได้ แต่นางมีกำลังเพียงน้อยนิด
เมื่อได้เห็นใบหน้าน่ารักไร้เดียงสาที่สักวันหนึ่งจะต้องถูกย่ำยีของพวกนาง นางรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หันหน้ากลับไปมองหลินเมิ้งหยา ฟันกัดริมฝีปากแน่น สุดท้ายจึงทรุดตัวลงตรงหน้าหลินเมิ้งหยา
“จวิ้นจู่ ข้ารู้ว่าท่านลำบากใจ แต่ท่านจะสามารถ…สามารถ….”
แม้หงอวี้จะไม่พูด แต่หลินเมิ้งหยารู้ดีว่านางกำลังคิดสิ่งใด
นางไม่เคยรู้สึกไร้ความสามารถเท่านี้มาก่อน
นางอยากช่วยพวกเด็กสาวเหล่านี้ออกไป
ทว่าตอนนี้ขนาดตัวนางเองยังเอาไม่รอด หากพาเด็กสาวเหล่านี้ไปด้วย เกรงว่าจะเป็นการทำร้ายพวกนางมากกว่า
นางมิได้ขี้ขลาด แต่เรื่องนี้เหนือบ่ากว่าแรงมาก
“ฮึ ขนาดนางยังติดอยู่ที่นี่ เช่นนั้นนางจะมีเวลายุ่งเรื่องผู้อื่นได้อย่างไร ?”
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตกอยู่ในอาการอึดอัด เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นที่ด้านหลัง
หลินเมิ้งหยาและอาซิ่วหันกลับไปมอง ไม่รู้ว่าร่างในชุดสีแดงชาดปรากฏที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อใด
เลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจ แววตาเปี่ยมไปด้วยความโอหัง
ที่แท้ก็เป็นผู้ดูแลตัวน้อยแห่งหุยชุนฟางจูเหยียน
เป็นไปตามคาด การเคลื่อนไหวของพวกนางล้วนอยู่ในการควบคุมของจูหยุน
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงสั่งให้จูเหยียนปรากฏตัวต่อหน้าพวกนางในเวลานี้
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ! บังอาจพูดกับพี่สาวจวิ้นจู่ของข้าเช่นนี้ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถเอาชีวิตเจ้าได้ทุกเมื่อ !”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กนิสัยเสีย อาซิ่วรีบกระโดดออกมาแล้วถลึงตามองเขาด้วยสายตารังเกียจ
มุมปากจูเหยียนหยักยกขึ้น ไม่รู้ว่าในมือของเขาถือมีดคมกริบตั้งแต่เมื่อไร
รอยยิ้มโหดร้ายปนกระหายเลือดปรากฏบนใบหน้าของเขา
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเคลื่อนไหว ร่างของเขาพลันหยุดชะงักอยู่กับที่ราวกับถูกตะปูยึดไว้
“อย่าขยับเชียว หากยังอยากมีลมหายใจ เช่นนั้นจงทำตัวดีๆ หน่อย มิฉะนั้นข้าจะทำให้ลำไส้ของเจ้าบิดมวนอย่างทรมานจนตาย”
ใบหน้าอาซิ่วเคร่งขรึม กองเพลิงสุมอกของนางอยู่นานแล้ว
ก่อนหน้านี้ไม่อาจทำสิ่งใดได้เพราะไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้เมื่อมีโอกาสจัดการเด็กชายคนนี้ นางย่อมมิปล่อยโอกาสนั้นไป
“เจ้า…ตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าปล่อยมันมาไว้ที่หน้าอกของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ !”
อาการชาแล่นพล่านที่หัวใจ ทว่าสัมผัสนุ่มนิ่มทำให้ร่างของจูเหยียนแข็งทื่อ
———————
หมายเหตุ
[1] วิ่งตามหัวม้าตัวนำ หมายถึงทำตามผู้นำ