ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 21.2 ร้านเยว่ลั่ว
กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของน้ำแกงกระดูกหมูบวกกับรสเปรี้ยวเค็มเข้ากัน ได้เป็นอย่างดี ตอนที่กลืนน้ำแกงลงคอความชุ่มชื่นจากพลังสายหนึ่งพลันแผ่ กระจายไปทั่วร่างช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากน้ำแกงกระดูกหมู เข้มข้น เยว่ฉียังได้ทำหมู่ผัดเปรี้ยวหวานอีกจาน
ทั้งสามนั่งทานอยู่หน้าร้านพูดคุยกันไปด้วยอย่างสนุกสนาน สีสันและกลิ่น หอมของอาหารดึงดูดสายตาผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดีแต่พอเหลือบไปเห็น ราคาอาหารก็พากันส่ายหน้าหนี ราคานี้แพงมากเกินไป
ผ่านไปประมาณสองเค่อทั้งสามคนทานอาหารใกล้อิ่มแล้วก็มีเด็กชายคน หนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยเสียงสั่งการ
“ข้าต้องการอาหารแบบเดียวกับบนโต๊ะชุดหนึ่ง” เด็กน้อยเชิดใบหน้ารั้น ๆ ของตนขึ้น ยกแขนขึ้นกอดอกท่าทางอวดดี มองอาหารบนโต๊ะสายตาเป็น ประกาย การแสดงออกเช่นนี้ของเด็กน้อยนอกจากจะไม่ได้ทำให้คนทั้งสามไม่ พอใจกลับยังสร้างความรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา
“เด็กน้อยเจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปทำอาหารมาให้ เจ้ามีเงินจ่ายค่าใช่ไหม”
“ข้ามี !!” ไม่ว่าเปล่าเด็กชายควักเงินจากอกเสื้อออกมาให้เยว่ฉีดู หญิงสาว อมยิ้ม เด็กน้อยไร้เดียงสาควักเงินออกมาให้ผู้อื่นโดยง่าย ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลาน ใครทำไมถึงปล่อยให้ออกมาเดินเล่นเพียงลำพัง ดูจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ต้องเป็น ลูกหลานคนมีเงินเป็นแน่
แต่เยว่ฉีสงสัยได้ไม่นานก็เห็นชายหนุ่มสองคนวิ่งหน้าตั้งมาทางเด็กชาย พร้อมเอ่ย
“คุณชายน้อยเหตุใดถึงได้วิ่งหนีออกมาไม่รอพวกข้าขอรับ” ชายทั้งสอง สวมอาภรณ์คล้ายคลึงกับเด็กชายเพียงแต่คนละสีทั้งการตัดเย็บยังแตกต่างกัน
เล็กน้อย ทั้งสองคนสวมอาภร์สีขาวแบบเดียวกัน ส่วนเด็กน้อยสวมอาภรณ์สีฟ้า อ่อนปักลายก้อนเมฆสีขาวเลื่อมทอง
“พวกเจ้าช้าเหตุใดถึงมาโทษข้า ข้าสั่งอาหารร้านนี้ไปแล้วพาข้าไปนั่งที่ โต๊ะ” ทั้งสองคนมองหน้ากัน เงยหน้ามองป้ายร้านก่อนจะหันมามองหญิงสาว ตรงหน้า ก่อนจะเผยสีหน้าลำบากใจ แล้วหันไปเอ่ยกับคุณชายน้อย
“คุณชายน้อยพวกข้าจองร้านอาหารอันดับหนึ่งของเมืองโม่ฉีเอาไว้แล้ว ท่านจะมาเสียเวลาที่ร้านนี้ไม่ได้นะขอรับ” เยว่ฉีคิ้วกระตุก คนพวกนี้ยังไงกันถึง จะเผยสีหน้าลำบากใจ แต่เวลาที่เอ่ยว่า ร้านค้าอันดับหนึ่งกลับเน้นหนักกว่าคำ อื่น ๆ
จะบอกว่าร้านนางอร่อยสู้ร้านค้าอันดับหนึ่งไม่ได้? ถึงจะจริงแต่ก็อดรู้สึกไม่ พอใจไม่ได้เลย
“ร้านนั้นข้ากินบ่อยแล้ว ข้าต้องการกินอาหารร้านนี้ อย่าพูดมากไม่เช่นนั้น ข้าจะฟ้องท่านปู่” เด็กน้อยไม่ยอมท่าเดียว เดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะพยายาม ปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ด้วยขาสั้น ๆ ของตนเอง เยว่ฉีมองหน้าคนทั้งสอง พวกเขา ผงกหัวขออภัยแล้วเดินเข้าไปช่วยคุณชายน้อยขึ้นนั่งบนเก้าอี้
เยว่ฉีหันไปมองครอบครัวเฟิงบอกเป็นนัยให้ทั้งสองคนช่วยต้อนรับลูกค้าทั้ง สามท่าน ก่อนจะเดินเข้าครัวไปทำอาหาร
เพราะเตรียมของทุกอย่างเอาไว้แล้ว ผ่านไปประมาณครึ่งเค่ออาหารสอง อย่างก็ถูกนำออกมาวางบนโต๊ะ บุรุษทั้งสองไม่ได้สั่งอาหารเพิ่ม ไม่รู้ว่าเพราะ ทานมาแล้วหรือไม่ต้องการทานอาหารที่ร้านของนาง
แต่เยว่ฉีก็ไม่ได้สนใจ ขายอาหารได้เป็นพอ
เด็กชายตัวน้อยมองอาหารตรงหน้าดวงตาเป็นประกาย เยว่ฉีได้ปรับระดับ ความเผ็ดลงพอที่เด็กคนหนึ่งจะทานได้ มือเล็ก ๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูผัด
เปรี้ยวหวานเข้าปากก่อนเป็นอย่างแรก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม จากนั้นก็คีบอาหารเข้าปากเพิ่มเคี้ยวตุ่ย ๆ เต็มปาก
รอยยิ้มมีความสุขประดับบนใบหน้า เด็กชายตัวน้อยถึงขั้นยกมือทั้งสองจับ แย้ม ดวงตายิบหยีเงยหน้าขึ้น
“อร่อยมาก !!” เอ่ยชมเพียงครั้งเดียว เด็กชายตัวน้อยก็จัดการตักน้ำแกง เข้าปากไปหนึ่งคำ ครานี้เด็กน้อยไม่พูดอันใดอีก ขยับตะเกียบคีบอาหารเข้า ปากไม่หยุด
ชายหนุ่มทั้งสองเห็นคุณชายน้อยเจริญอาหารก็รู้สึกแปลกใจ คุณชายน้อย เรื่องมากมักจะทานอาหารได้น้อย พวกเขาจึงต้องเลือกสรรร้านอาหารที่เขาว่า ทำอร่อยมาให้คุณชายน้อยได้ลองชิม
พอเห็นภาพคุณชายน้อยทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ไม่บ่นออกมาสักคำ นอกจากความประหลาดใจก็มีความรู้สึกยินดีรวมอยู่ด้วย
คุณชายน้อยเจริญอาหาร ทำพวกเขาแทบน้ำตาไหล
พอเห็นแบบนี้ทั้งสองคนก็ทนไม่ไหวจนต้องสั่งอาหารรายการแบบเดียวกับ คุณชายน้อยมาอีกสองชุด
เยว่ฉีย่อมยินดี อาหารขายออกนั่นหมายความว่าร้านนางมีรายได้