ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 25.1 สร้างบ้าน
ร้านเยว่ลั่วยังคงครึกครื้นขายดีเหมือนเช่นทุกวัน ไม่สิตั้งแต่สองวันก่อนร้าน
เยว่ลั่วก็คึกคักมากกว่าเดิม ร้านยังไม่เปิดก็มีคนมารอรับกระดาษสั่งจองมาก
กว่าเดิมถึงสี่เท่า สาเหตุมาจากเมื่อสองวันก่อนมีข่าวว่าไป๋อวิ๋นคุณชายน้อย
ตระกูลไป๋ เด็กชายตัวน้อยเชิดหยิ่งที่เป็นคนทำให้ร้านเยว่ลั่วเป็นที่รู้จักเลื่อนขั้น
เป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งแล้ว ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงตกใจให้คนทั่วทั้งเมือง
โม่ฉีเป็นอย่างมาก เพราะปกติแล้วหลังตรวจสอบวัดคุณสมบัติการฝึกปราณ
ตอนอายุสามปีก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองปีถึงจะสามารถเป็นผู้ฝึกปราณขึ้น
หนึ่ง
สาเหตุที่ต้องใช้เวลานานถึงสองปี เพราะร่างกายของเด็กดูดซับพลัง
วิญญาณจากหยกวิญญาณได้อย่างจำกัด พลังวิญญาณในหยกวิญญาณมีความ
ผันผวนมาก หากดูดซับมากเกินไปแทนที่จะเกิดประโยชน์จะส่งผลเสียต่อตัว
เด็กในอนาคตมากกว่า ผู้ฝึกปราณรุ่นใหญ่จึงให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด
และเพราะเหตุนี้การณ์ที่ไป๋อวิ๋นกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งจึงสร้างความ
ตกตะลึงและต้องการอยากรู้จากหลายตระกูลที่มีหลานอายุใกล้เคียงกัน
ชาวบ้านและตระกูลมีเงินหลายตระกูลไม่มีใครมีความคิดว่าผู้เฒ่าไป๋จะ
ยอมให้หลานชายดูดซับพลังวิญญาณเกินขีดจำกัด เพราะการทำอย่างนั้นเป็น
การทำหลายอนาคตของหลานชาย ท่านปู่ที่หวงหลานเท่าชีวิตไม่มีทางทำ
เช่นนั้นแน่
แล้วอะไรคือสาเหตุของผลลัพธ์นี้?
มีหลายตระกูลต้องการรู้ว่าผู้เฒ่าไป๋ทำอย่างไรบุตรหลานถึงได้ก้าวหน้า
อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าคำถามจะถูกส่งไปมากแค่ไหนท่านก็ไม่ยอมตอบ บอก
เพียงว่าไม่ได้ให้หลานชายดูดซับพลังจากหยกวิญญาณมากเกินไป สิ่งที่เกิด
ขึ้นกับไป๋อวิ๋นเป็นเพราะได้พบพานโชคดี
ยิ่งพูดคนยิ่งต้องการอยากจะรู้ และไม่นานความจริงก็ปรากฏ มีหลายคนรู้
ว่าตระกูลไป๋มักจะมาซื้ออาหารที่ร้านเยว่ลั่วอยู่เป็นประจำ และไป๋อิว๋นก็ชื่น
ชอบทานอาหารจากร้านเยว่ลั่ว
จนถึงตอนนี้ไม่มีใครในเมืองโม่ฉีไม่รู้ว่าร้านเยว่ลั่วคือร้านอาหารที่เต็มไป
ด้วยพลังวิญญาณซึ่งเหมาะสำหรับผู้ฝึกปราณ อีกทั้งพลังวิญญาณที่แฝงอยู่ใน
ทุกรายการอาหารยังบริสุทธิ์มากกว่าพลังวิญญาณที่ได้จากหยกวิญญาณ
เยว่ฉีเคยถามเรื่องนี้กับผู้อาวุโสหมิง เขาอธิบายให้นางฟังว่าในจำนวนของ
วิเศษทั้งหมดที่ช่วยในการฝึกตน อย่าง หยกวิญญาณ พืชวิญญาณ หรือการนั่ง
เข้าฌานฝึกปราณ น้ำแห่งชีวิตคือสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะเป็นพลังที่
บริสุทธิ์มากกว่าพลังวิญญาณทั่วไป เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างอยาก
ครอบครองแต่ไม่สามารถหาได้โดยง่าย
เด็กเล็กจึงสามารถดูดซับและเปลี่ยนเป็นพลังของตนได้ง่ายกว่า
ตอนรู้ว่าสิ่งที่นางครอบครองอยู่มหัศจรรย์มากกว่าที่คิด เยว่ฉีพลันรู้สึกว่า
นางได้ใช้ความโชคดีทั้งหมดในชีวิตไปกับสิ่งนี้แล้ว
ถึงผู้คนจะตื่นเต้นต้องการกินอาหารร้านเยว่ลั่วมากขึ้นหลายเท่า แต่
ปริมาณการขายอาหารในแต่ละวันของเยว่ฉีก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ทั้งยังใช้วิธีมาก่อนได้
ก่อนเหมือนเดิม เงินที่หาได้ในแต่ละวันของนางเพียงพอแล้วอีกอย่างหลังเก็บ
เงินก้อนได้เยว่ฉีก็จะเลิกทำร้านอาหารแล้วไปหาอย่างอื่นทำ จากนั้นก็ตั้งใจฝึก
ปราณให้มากขึ้น
ในระหว่างที่ร้านเยว่ลั่วยังคงวุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร ทางฝั่งหานลั่วอี้ก็
กำลังวุ่นวายอยู่กับการนั่งดูคนงานรื้อบ้าน
เยว่ฉีใช้เวลาไม่นานก็หาช่างมาสร้างบ้านให้ได้แล้ว วันนี้ช่างมาทำงานวัน
แรกหลังได้มีการพูดคุย จ่ายเงินมัดจำและเตรียมของสำหรับสร้างบ้าน
จำนวนคนเข้าออกบ้านเยว่มีมากถึงขนาดนี้ไม่มีทางที่ชาวบ้านจะไม่สงสัย มี
ชาวบ้านว่างงานหลายคนจับกลุ่มกันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านเยว่และก็มีอีกหลาย
คนทำทีเป็นว่าเดินผ่านหน้าบ้านแล้วชะเง้อคอมองเข้าไปด้านใน
นายช่างทั้งหลายเห็นท่าทางของพวกเขาถึงกับส่ายหน้าละเหี่ยใจ
นอกจากตัวบ้านแล้วเยว่ฉียังต้องการปรับปรุงกำแพงบ้านให้ดีขึ้น เพราะตัว
กำแพงบ้านทรุดโทรมมากจนนางกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปกำแพงจะพังครืนลง
มาทั้งแผง
ค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านและปรับปรุงกำแพงเรียกได้ว่าเป็นเงินก้อนโต
เยว่ฉีต้องควักเงินออกไปกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงในการสร้างบ้านทั้งหลัง แต่
ถึงจะต้องจ่ายเงินออกไปมากเท่าใด เมื่อนึกไปว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยของ
พวกเขา เยว่ฉีกับคิดว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่า
ตอนที่ 25.2 สร้างบ้าน
“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“ดูแล้วคงสร้างบ้านใหม่ จากจำนวนคนเข้าออกแล้วคงหลังใหญ่ไม่น้อย”
“คนเขามีเงินมากจะสร้างหลังใหญ่ก็ไม่แปลก”
“เจ้าไปรู้อันใดมา”
ชาวบ้านที่เกาะกลุ่มกันมีประมาณห้าคน พวกเขามองไปยังกำแพงบ้าน
พร้อมกับซุบซิบนินทาเรื่องราวในบ้านผู้อื่น คนที่เปรยประโยคสร้างความสงสัย
เมื่อครู่คือเผยลู่
นางสงสัยว่าสตรีผู้นั้นเข้านอกออกในเมืองโม่ฉีเป็นว่าเล่นแท้จริงแล้วทำ
การค้าอันใดกันแน่ พอตามไปก็เห็นว่ากิจการร้านค้านั้นดีมาก ถึงขั้นมีคนเข้า
ร้านเต็มอยู่ตลอด
ตอนที่เห็นเผยลู่ยอมรับว่าอิจฉา อยากจะเข้าไปยึดร้านนั้นมาเป็นของ
ตนเอง และเมื่อคิดว่าการที่สตรีผู้หนึ่งจะเปิดร้านค้าขายได้จะต้องมีคน
ช่วยเหลือ นางจึงคิดไปถึงบุรุษขาพิการผู้นั้น ไม่ใช่ว่าวันแรกที่ย้ายเข้ามามีรถม้า
ตั้งหลายคันมาส่งเขาหรือ? ตระกูลที่สามารถซื้อรถม้าได้ต้องเป็นตระกูลที่
ร่ำรวยไม่น้อย
“ภรรยาบ้านนั้นขายอาหาร พวกเจ้าเคยได้ยินชื่อร้านเยว่ลั่วหรือไม่?”
“ข้าเคยได้ยิน เป็นร้านเปิดใหม่ที่ขายอาหารแฝงพลังวิญญาณ”
“ใช่ นั่นคือร้านของสตรีผู้นั้น !!” ยามเผยลู่เอ่ยประโยคนี้ออกมา นางหัน
กลับไปมองบ้านเยว่ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น
บางทีตอนนี้อาจจะเป็นโอกาส สตรีผู้นั้นยุ่งอยู่กับการทำงาน ปล่อยบุรุษผู้
หนึ่งไว้ที่บ้าน ชายวัยกำหนัดที่ภรรยามัวแต่ออกไปทำงานด้านนอก นานวันเข้า
ต้องเกิดความรู้สึกเหงาขึ้นบ้างเป็นแน่ แม้จะเคยได้ยินว่าเขาปฏิเสธสตรีที่เข้าหา
แต่หากนางพยายามากขึ้น จากความงามของนางแล้ว เผยลู่เชื่อว่าจะสามารถ
มัดใจบุรุษผู้หนึ่งได้
“หากเป็นร้านเยว่ลั่วเช่นนั้นก็รายได้ไม่น้อยจริง ๆ ข้ามีญาติอยู่ในเมืองโม่ฉี
อาหารร้านเยว่ลั่วจานหนึ่งราคาแพงมาถึงห้าร้อยอีแปะ น้ำแกงยิ่งแพงกว่าชาม
ละหนึ่งตำลึง วันหนึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่าสองร้อยตำลึง !!”
คนที่กล่าวสนับสนุนคำพูดเผยลู่ พูดไปก็ได้แต่อิจฉาตาร้อน รายได้สูงถึง
ขนาดนั้นเพียงพอให้พวกเขาอยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต คิดแล้วก็ได้แต่เสียดายหาก
นางเข้าไปทำดีด้วยตั้งแต่ต้น อาจจะได้รับส่วนแบ่งเล็กน้อยเหมือนเช่น
ครอบครัวเฟิง ไม่เห็นหรือว่าทุกวันนี้ครอบครัวทำงานแค่ที่ร้านเยว่ลั่ว ถึงขั้น
เดือน ๆ หนึ่งมีคนเห็นพวกเขาซื้อหยกวิญญาณหลายสิบก้อน
จะไม่ให้พวกนางอิจฉาได้เช่นไร
ในจำนวนสตรีแต่งงานแล้วและถึงวัยแต่งงานมีหญิงสาวนางหนึ่งเห็นว่าเผย
ลู่เอาแต่จ้องไปยังบ้านเยว่จึงเอ่ยถาม
“เผยลู่เจ้ามองอันใดของเจ้า” เผยลู่ไม่คิดจะบอกแผนการของนางให้ใครฟัง
จึงเอ่ยปฏิเสธ
“ไม่มีอันใดข้ามองไปเรื่อย” คนถามไม่นึกสงสัย พยักหน้าเข้าใจ
ฝั่งหนึ่งกำลังทำงานหาเงินเข้าบ้าน ฝั่งหนึ่งกำลังคิดจะเข้าไปแทรก
ครอบครัวผู้อื่น
ส่วนคนที่เป็นเป้าหมายกับกำลังพูดคุยกับนายช่าง
ช่างที่มาทำบ้านให้คราวนี้มีมากถึงยี่สิบคน เยว่ฉีบอกว่าในเมื่อมีเงินแล้ว
จ่ายออกไปมากเพื่อให้บ้านเสร็จเร็วขึ้นย่อมดีกว่าจะได้ไม่ต้องนอนในหนังสัตว์
นาน ๆ
เพราะต้องรื้อบ้านทั้งหลัง เยว่ฉีจึงได้ซื้อหนังสัตว์มาทำเป็นบ้านชั่วคราวอยู่
ไปก่อน
“เจ้าบ้านภรรยาท่านวาดแบบบ้านออกมาได้ดีมาก ทุกอย่างถูกรวมเข้าไว้
ด้วยกันแต่ก็มีการแบ่งออกเป็นสัดส่วน” นายช่างคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยกับ
หานลั่วอี้ ตอนรู้ว่าสามีหญิงสาวที่จ่ายควักก้อนโตออกมาอย่างไม่อิดออดคือ
บุรุษขาพิการ เขารู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ยังไงเรื่องของผู้อื่นก็ไม่เกี่ยวกับตนเขาจึง
ไม่ได้สนใจเท่าใด อีกทั้งหลังจากนั้นก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มบนรถเข็นเป็นถึงผู้ฝึก
ปราณขั้นสาม จากตอนแรกเลือกจะไม่สนใจก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกชื่นชม คน
พิการคนหนึ่งแต่กับก้าวมาถึงฝึกปราณขั้นสามได้ เรียกได้ว่าเป็นคนมี
ความสามารถ
ไม่แปลกที่นายช่างจะคิดไปในทิศทางนั้นเพราะคนนอกไม่รู้มาก่อนว่าชาย
หนุ่มมีเบื้องหลังเช่นไร ถึงเข้าใจไปเองว่าหานลั่วอี้พิการมาตั้งแต่เกิด
หากนายช่างคนนี้ได้รู้ว่าเขาไม่ได้พิการมาตั้งแต่เกิดและเคยเป็นผู้ฝึกปราณ
ขั้นหกมาก่อนไม่รู้ว่าจะทำหน้าเช่นไร
“นางเป็นคนมีความสามารถ” หานลั่วอี้ยิ้มยามพูดประโยคนี้ เขานึกไปถึง
ท่าทางของภรรยาเวลาอธิบายทุกส่วนของบ้านให้ฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ พอคิดถึง
ท่าทางนั้นแล้วรอยยิ้มพลันปรากฏที่มุมปาก
นายช่างเห็นแล้วว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรก็ให้รู้สึกอิจฉา ดูท่าจะเป็นครอบครัว
ที่รักใคร่กันมาก ถึงจะรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับเด็กชายตัวน้อยที่นอนหลับไม่ได้สติแต่
จะให้เอ่ยถามเรื่องในบ้านผู้อื่น เห็นทีจะไม่เหมาะสม
เขาไม่ใช่คนอยากรู้เรื่องผู้ว่าจ้าง อีกทั้งหากอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปจน
เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ถึงตอนนั้นก็โทษใครไม่ได้
ทั้งสองคนคุยกันต่อไม่กี่ประโยค นายช่างก็ขอตัวไปทำงานต่อ มีหานลั่วอี้
คอยอยู่เฝ้าจึงไม่มีใครกล้าทำตัวขี้เกียจรีบเร่งทำงานให้เสร็จโดยเร็ว