ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 67 การคัดเลือก ตอนต้น
บันไดสูงชันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อผู้ฝึกปราณเท่าใดนัก พวกเขาสามารถเดิน
ไม่หยุดพักได้เป็นวัน ๆ แล้วเหตุใดสำนักซึ่งได้ชื่อว่าสำนักศึกษาอันดับหนึ่งถึงได้
ทดสอบการคัดเลือกศิษย์ใหม่ง่ายดายเช่นนี้
หากพวกคุณเป็นหนึ่งในคนที่คิดเช่นนั้น ขอบอกว่าผิดมหันต์
“อ๊ากกก!! ข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว”
“คะ…ใครก็ได้ ขอน้ำ น้ำ ขอน้ำให้ข้าที”
เสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ฝึกปราณดังระงมไปทั่วพื้นที่ หลังเวลาล่วงเลยไป
ประมาณหนึ่งชั่วยาม คนที่เมื่อไม่กี่อึดใจยังทำทีเป็นตนคือผู้แข็งแกร่ง ตอนนี้
แทบจะลงไปคลานบนพื้น
บันไดพันขั้นของสำนักศึกษามีความหมายอยู่ ยามปกติเปรียบเสมือนบันได
ปกติ สามารถเดินขึ้นลงบันไดได้โดยไม่เกิดเรื่องใดทั้งสิ้น
ทว่ายามเปิดรับศิษย์ บันไดธรรมดาจะถูกวางอาคมลงไปเพื่อทดสอบผู้เข้า
สมัคร
ทุกครั้งที่ก้าวขาขึ้นไปอีกขั้น แรงกดดันอันหนักแน่นจะค่อย ๆ ถาโถมกด
ทับร่างกายให้หนักอึ้งยากจะก้าวเดิน ตอนแรกอาจจะรู้สึกเพียงแรงกดทับ
เล็กน้อย แต่เมื่อก้าวสูงขึ้นไป แรงกดทับที่ว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นไม่
สามารถยืนอย่างปกติ
และพอเวลาผ่านไปก็จะได้สัมผัสถึงบททดสอบมากมายแตกต่างกัน บางคน
อาจอยู่ในห้วงดินแดนแห้งแล้ง พายุฝนกระหน่ำ คลื่นลมซัดสาด สายฟ้าฟาด
หลังผ่านช่วงนั้นมาได้ก็จะเข้าสู่ขั้นกับดัก ต้องไต่ผ่านด่านทดสอบไปเรื่อย ๆ
จนกว่าจะถึงบันไดขั้นที่หนึ่งพัน
ทั้งที่ต้องผ่านความยากลำบากมากมาย แต่เวลาทดสอบกับถึงแค่ตะวันตก
ดิน
ผู้ที่ไม่สามารถขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายได้ก่อนตะวันตกดินจะถือว่า
คุณสมบัติพื้นฐานไม่ผ่าน และต้องรอเข้าร่วมใหม่อีกครั้งภายหลัง
“ภรรยาไหวหรือไม่?” หานลั่วอี้พยุงคนรักไว้ข้างกาย คอยช่วยเหลือให้นาง
สามารถก้าวเดินต่อไปได้
เยว่ฉีกลืนน้ำลายลงคอ ยกมือเช็ดเหงื่อตามใบหน้าซึ่งผุดผายขึ้นมาเพราะ
แรงกดดัน หลังผ่านขั้นที่สองร้อยขึ้นมาได้ ก็เริ่มถูกแรงกดทับเล่นงาน แต่ละ
ย่างก้าวยากเย็นยิ่งนัก ยามวางเท้าลงบนขั้นบันได ความรู้สึกราวกับกำลังแบก
หินหนักยี่สิบจิน
“อึก…ข้ายังไหว” หานลั่วอี้แผ่พลังปราณไปช่วยห้อมล้อมร่างกายภรรยา
ใช้พลังปราณลดแรงกดดันจากคาถา
การทดสอบนี้ไม่ได้จำกัดความสามารถ ไม่ว่าจะมีความสามารถใดสามารถ
งัดออกมาใช้ได้ทั้งหมด ขอเพียงผ่านขึ้นไปด้านบนได้เป็นพอ
ยกเว้นอยู่เรื่องหนึ่ง
“ในเมื่อเดินบนบันไดยากเย็นนัก เช่นนั้นข้าจะไม่เดินมันแล้ว” บุรุษผู้หนึ่ง
เอ่ยขึ้นด้วยความเดือดดาลเขาลอยขึ้นเหนือพื้นและลอยขึ้นไปเสียดื้อ ๆ ทว่า
“เจ้าทึ่ม!! อย่าทำอะไรโง่ ๆ ลงมาเสียตอนที่ยังมีโอกาส”
“หึ…จะมีอันใดกันแน่ ข้าไม่เห็นว่าจะมีอะไร บางทีทางสำนักอาจจะกำลัง
โกหกพวกเรา” ชายผู้นั้นไม่เชื่อคำเตือนของสหาย คิดจะใช้ทางลัดลอยขึ้นไป
แทน
เพราะหากเท้าไม่แตะพื้นแรงกดดันทั้งหมดจะหายไปทันที
“เจ้าโง่เอ๊ย!!! ทำไมข้าถึงได้มีสหายสมองกลวงเช่นเจ้า” ฝ่ายถูกทิ้งไว้
ด้านหลังหัวเสียไม่น้อย ทว่ากลับไม่คิดจะตามไป
เยว่ฉีเองก็สงสัยว่ามีอันตรายใดซ่อนอยู่ และไม่นานความจริงก็ปรากฏ
“อ๊ากกกก!!!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากด้านบน หญิงสาว
หันไปมอง พลันเห็นว่าชายอวดดีเมื่อสักครู่ ถูกสายฟ้าฟาดจนไหม้เกรียม แต่ยัง
มีลมหายใจ
สายฟ้าที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ใด…อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นฟาดใส่คนไม่เคารพกฎ
“ข้าบอกแล้วเจ้าก็ไม่เชื่อ” ชายผู้นั้นพูดออกมาด้วยความละเหี่ยใจ
พยายามปืนขึ้นไปด้านบนสุดชีวิต
ส่วนชายที่ต้องการใช้ทางลัด ถูกกลุ่มคนสวดชุดสีฟ้าลายไผ่พาตัวไปคนที่
เหลือซึ่งมีความคิดเดียวกันกับชายคนเมื่อสักครู่ ต่างเก็บความคิดนั้นลงไป
“ละ…ลั่วอี้นั้น” พูดออกมาอึ้ง ๆ
“คนของสำนักเซียนหลง พื้นแห่งนี้ร่ายคาถาไว้ ด้านบนมีม่านป้องกันไม่ให้
ผู้เข้ารับการทดสอบใช้ทางลัดขึ้นสู่สำนัก” เสียงเรียบ ๆ เช่นยามปกติทำเยว่ฉี
ประหลาดใจ ทั้งที่นางเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ชายข้างกายกับยังปกติดี ดูไม่
เหนื่อยเลยสักนิด
แต่พอได้รับการช่วยเหลือร่างกายก็คล้ายเบาขึ้น
“ท่านช่วยข้าหรือ?” เยว่ฉีสัมผัสได้ถึงพลังบางเบาปกคลุมทั่วร่าง ลมหายใจ
ติดขัดเมื่อสักครู่หายไปแล้ว รู้สึกหายใจได้คล่องขึ้น
“เป็นหน้าที่ของสามี” ยังไม่วายถูกหยอดไปหนึ่งที
“ขอบใจท่านมาก”
“สามีช่วยเหลือภรรยาเป็นเรื่องสมควร”
“แล้วสหายช่วยเหลือสหายเป็นเรื่องสมควรด้วยหรือไม่?” เสียงเสินเทียน
ดังมาจากด้านบน เยว่ฉีหันหน้ามอง พลันเห็นว่า สหายผู้นั้นกำลังลำบาก
เสินเทียนขึ้นไปสูงกว่าทั้งสองคนประมาณาสองร้อยขั้น ทำให้แรงกดดันที่
เขาได้รับมากกว่าเยว่ฉี และหากผ่านไปอีกร้อยขั้นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่ง
กำลังรอเขาอยู่
“ไม่จำเป็น” ตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย
“ลั่วอี้บางครั้งข้าก็อยากจะกลายเป็นภรรยาเจ้า”
“ข้าไม่ได้ชื่นชอบเจ้า ภรรยาข้ามีเพียงเยว่ฉีผู้เดียว”
เสินเทียนเบะปากอยากจะร้องไห้
“เหตุใดเจ้าถึงไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าการหยอกล้อ!! ข้าต้องการเป็นภรรยาเจ้า
จริงเสียที่ไหน”
“อยากเป็นจริงหรือไม่ ข้าก็ไม่ต้องการเจ้าเป็นภรรยา”
เจ็บทุกครั้งยามชายผู้นั้นเอื้อนเอ่ย เสินเทียนได้แต่เก็บหัวใจแตก ๆ ของตน
ขึ้นมาเดินหน้าต่อไป
ไม่สนใจสองสามีคู่นั้นอีก
เยว่ฉีพยายามก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่าที่แรงจะไหว โชคดีที่นางมีหานลั่วอี้
คอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง ทำให้สามารถผ่านสี่ร้อยขั้นแรกมาได้
และเมื่อเท้าเหยียบขั้นที่ห้าร้อย คนข้างกายพลันหายไปในพริบตา ภาพ
ตรงหน้ากลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ใต้ฝ่าเท้าคือผืนน้ำกว้างใหญ่
หญิงสาวตื่นตระหนกตกใจ ก่อนร่วงหล่นลงไปด้านล่าง
อึดอัด หายใจไม่ออก ทรมานคือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัว
เยว่ฉีพยายามลอยขึ้นไปด้านบน ตะเกียกตะกายขึ้นไปหาอากาศ แต่ไม่ว่า
จะพยายามมากเท่าใด ก็ไม่สามารถโผล่ขึ้นจากน้ำได้เลย
ปลายเท้าว่างเปล่าเมื่อสักครู่คล้ายถูกบางอย่างตรึงไว้ ก่อนจะตามมาด้วย
มือนับสิบนับร้อยเคลื่อนไหวเข้ามาจับตัว
“อึก! อื้ออ” ดวงตางดงามเบิกกว้าง อยากจะใช้พลังซัดมือประหลาด
ออกไป แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็ไม่สำเร็จ มือสีดำยื่นมาจับมากขึ้นเรื่อย ๆ
ฉุดกระชากให้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำ
แสงตรงหน้าริบหรี่ลงเรื่อย ๆ นางเริ่มหายใจไม่ออก บรรยากาศรอบข้าง
เริ่มมืดสลัว สายตาพร่าเลือน
‘เยว่ฉี เยว่ฉี เจ้าลูกศิษย์อย่าได้หลับเชียวนะ!!’ เสียงร้อนรนดังขึ้นข้างหู
ทว่าสติที่เหลืออยู่ทำให้นางไม่ได้ยิน
เมื่อสักครู่ยังอยู่บนขั้นบันไดไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงได้มาอยู่ใต้น้ำกันนะ
ร่างไร้เรี่ยวแรงตะเกียกตะกายเท่าแรงที่มี พยายามผลักมือมากมายออก
จากตัว แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็ไม่เป็นผล
‘ใช้พลังผลักออกไปสิ พลังของเจ้า คิดให้ได้ รักษาสติให้ดี ตอนนี้เจ้ากำลัง
ทำอันใดอยู่!!’
ผู้อาวุโสหมิงพยายามส่งเสียงเข้าไปในหัวเยว่ฉี พยายามเรียกสติศิษย์ หาก
นางไม่สามารถหลุดพ้นจากคาถานี้ได้ ผลการทดสอบย่อมล้มเหลว
สติหญิงสาวเลื่อนลอย ร่างกายดำดิ่งสู่ใต้น้ำ
ภายใต้สติอันเลือนรางมีภาพบางอย่างปรากฏขึ้นมาพร้อมความรู้สึก
หวาดกลัว ร่างกายเล็กที่เห็นผ่านความจำสั่นเทา เป็นเด็กสาวผู้หนึ่งใบหน้า
ละม้ายคล้ายตัวนางอยู่หลายส่วน
เด็กสาวที่เห็นห่อตัวคุดคู้อยู่ภายในห้อง คล้ายหวาดกลัวบางอย่าง ร้องไห้
สะอึกสะอื้น ก่อนภาพจะเปลี่ยนเป็นเด็กสาวตัวทุบประตูจนมือเปรอะเปื้อนไป
ด้วยเลือด พร้อมเสียงตะโกนลั่น แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ยินว่ากำลังพูดอะไร
ก่อนภาพจะตัดมาเป็นภาพเด็กสาวถูกอุ้มแบกหลัง จากนั้นก็ถูกทิ้งลงหน้า
ผาสูงทั้งที่สติยังเลือนราง
เด็กสาวหวาดกลัวกรีดร้อง ดิ้นไปมากลางอากาศ ภาพตรงหน้าคือชายสูง
วัยผู้หนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยมองมาราวกับว่าเด็กสาวไม่ใช่คน
“เฮือก!!” เยว่ฉีได้สติขึ้นมาหลังร่างเด็กสาวตกลงไปในน้ำ ตัวนางสั่นเทา
ราวกับว่าความหวาดกลัวที่เด็กคนนั้นได้รับ เป็นนางที่ประสบเอง
หาใช่ความฝัน
ความรู้สึกหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ
หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำ ครั้งนี้นางไม่ได้คิดจะใช้พลังซัด
มือเหล่านี้ออกไป แต่เลือกจะแผ่พลังจากจุดใต้สะดือไปตามส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกาย ใช้พลังปราณผลักมือเหล่านั้นจากด้านในหลังห่อหุ้มร่างกายด้วยพลัง
ปราณ
แสงสีทองสว่างไสวทั่วร่างช่วยให้มือเหล่านั้นผละห่าง ยามคิดจะยื่นมาจับ
ก็จะถูกแสงสีทองทำให้บาดเจ็บทำให้ไม่กล้าเข้ามาใกล้
ความหวาดกลัวในตอนแรกลดน้อยลง เยว่ฉีพยายามเตือนสติว่าสิ่งตรงหน้า
ไม่ใช่เรื่องจริง อย่าได้หลงไปกับภาพที่เห็น
สองเท้า สองมือ แหวกว่ายขึ้นไปด้านบน เพ่งจิตหาจุดปลายทาง ก่อนพบ
แสงสว่างเรืองรองเท่าปลายเข็ม สะท้อนอยู่ตรงหน้า และเมื่อยื่นมือเข้าไป
สัมผัส แสงสว่างเล็กน้อยพลันเจิดจ้าจนแสบตา
“ภรรยา!! เจ้ากลับมาแล้ว” น้ำเสียงเป็นห่วงระคนวางใจของสามีทำคนใน
อ้อมกอดยกยิ้ม หานลั่วอี้ประคองภรรยาไว้ในอ้อมกอด หลังหลุดออกมาจาก
คาถาลวงตาแล้วมองเห็นว่าภรรยานอนสลบอยู่ข้างกาย
ผลของคาถาจะแข็งแกร่งหรือรุนแรงขึ้นอยู่กับระดับขั้นการฝึกปราณ แต่
ด้วยตัวของชายหนุ่มคุ้นเคยกับคาถามากกว่า ทำให้สามารถหลุดออกมาจาก
คาถาได้ก่อน
“ข้าหมดสติไปหรือ?” หานลั่วอี้พยักหน้าประคองภรรยาลุกขึ้นยืน
“ไม่ใช่เพียงเจ้า แต่คนที่เข้ารับการทดสอบล้วนต้องพบเจอ หากไม่สามารถ
หลุดออกจากคาถา และขึ้นไปยังขั้นสุดท้ายก่อนตะวันตกดินก็จะถือว่าไม่ผ่าน”
เยว่ฉีพยักหน้า กวาดตามองโดยรอบเห็นว่าผู้เข้ารับการทดสอบหลายคนล้มลง
ไปนอนบนพื้น
“ภรรยาไม่เป็นอันใดมากใช่หรือไม่” ตอนนางสลบไป ใบหน้าภรรยาบิด
เบี้ยว ทั้งยังชื้นเหงื่อ ราวกับว่ากำลังเผชิญความหวาดกลัวอันยากจะสัมผัส
“ข้าไม่เป็นอันใดมาก เราไปกันเถิด” ชายหนุ่มพยักหน้าก้าวเดินต่อ