ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 354 ชื่นชอบการประชันกับเทพเทวานัก
“เมื่อครานั้นแยกจากคุณชาย หลังรักษาโรคระบาดในกุยจวิ้นได้แล้ว พวกข้าก็เดินทางต่อไปตามเส้นทางแคว้นเหอโจว กวงโจว ระหว่างทางได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับคุณชาย…”
“พอพ้นเย่ว์โจวมา ข้าก็ได้ยินเรื่องเล่าของหมอเทวดาไช่มามากไม่แพ้กัน ปวงชนล้วนกล่าวขานด้วยความชื่นชม คิดดูแล้ว ต่อให้ผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปี นามของหมอเทวดาไช่ก็ต้องยังคงขจรขจายไปทั่วผืนฟ้านี้แน่นอน”
ทั้งสองสนทนาถึงเหตุการณ์หลังจากที่แยกกันวันนั้น
แมวสามสีนั่งตัวตรงเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้าเตาไฟ ด้านที่หันเข้ากองไฟค่อยๆ ระอุขึ้นจนคล้ายมีไอขาวบางจางลอยขึ้น
“ว่าไปแล้ว”
ซ่งโหยวพูดคุยอยู่นาน เมื่อเล่าเรื่องราวเก่าๆ จบแล้วจึงกล่าวกับหมอเทวดาไช่ต่อ
“หลายวันก่อน ข้าได้พบแม่นางผู้หนึ่งบนถนน ได้พูดคุยกันถึงหมอเฉินแห่งโถงจี้ซื่อถัง บัดนี้ข้าถึงได้รู้ว่า หมอเฉินได้จากโลกนี้ไปแล้ว ท่านหมอทราบเรื่องนี้หรือไม่”
“ย่อมทราบอยู่แล้ว” หมอเทวดาไช่ตอบ “พวกข้ากลับมาที่นี่นานแล้ว ต่อมาได้ยินว่าไข้ทรพิษกำลังระบาดที่จิ้งโจว จึงรีบไปที่นั่น ข้าย่อมรู้เรื่องหมอเฉินมานานแล้ว”
“ข้าเสียใจด้วย”
“เฮ้อ…”
หมอเทวดาไช่ถอนหายใจ ดวงหน้าฉายแววโศกเศร้าเจือปนความคิดโทษตนเอง ทั้งผิดหวัง ทั้งโศกา อารมณ์หลายหลากร้อยเรียงเป็นความทุกข์ระทม “เขาช่างโง่เขลา คัมภีร์ครึ่งเล่ม ไฉนเลยจะเก็บไว้เพียงชุดเดียว ที่เขาเก็บรักษาไว้เป็นเพียงหนึ่งในสามชุดเท่านั้น ที่สำคัญ ต่อให้ทั้งหมดถูกเผาเสียก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียข้าก็เป็นผู้เขียนมันขึ้นมา ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต จะเขียนใหม่เมื่อใดก็ย่อมได้”
ซ่งโหยวครุ่นคิดทวนคำพูดของอีกฝ่าย โดยเฉพาะประโยค ‘ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต’ ช่างมีความหมายแฝงอันลึกซึ้งเสียเหลือเกิน
“ไม่ทราบว่าชุดที่ท่านพกติดตัวนั้นยังอยู่หรือไม่”
“…”
หมอเทวดาไช่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวไปมา “บางทีนี่ก็คงเป็นชะตาฟ้าลิขิต”
ซ่งโหยวเหลือบมองศิษย์ที่คอยติดตามอยู่ด้านหลัง
ศิษย์ผู้นั้นจึงกล่าวขึ้น “ระหว่างเดินทางกลับ พวกข้านั่งเรือมาตามลำน้ำ ศิษย์น้องเป็นผู้สะพายห่อเอกสารไว้ ทว่าเมื่อขึ้นเรือกลับพลาดตกน้ำไป แม้จะช่วยขึ้นมาได้ และคัมภีร์ต้นฉบับก็ห่อด้วยผ้าอาบน้ำมันไว้อย่างดี แต่ก็ยังเปียกไปบ้าง วันนั้นดันมีแดดแต่ไม่มีลม พวกข้ากลัวว่าจะเสียหาย จึงนำออกมาตาก แต่อยู่ดีๆ กลับมีลมพัดรุนแรง พวกข้าพยายามคว้าไว้แล้ว แต่ก็ไม่ทัน”
“เป็นความผิดของข้า แม้ขึ้นเรือยังไม่ระวังตัวเลย” ศิษย์อีกคนโทษตนเอง “ข้าช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี”
“ข้าก็ผิดที่ไม่ใช้หินก้อนใหญ่กว่านี้ทับไว้ หากทำเช่นนั้นต้นฉบับคงไม่ปลิวไป หรือถ้าตากให้ไกลจากแม่น้ำกว่านี้ ถึงปลิวก็ยังตามเก็บกลับมาได้”
“ล้วนเป็นความผิดของข้า”
“อย่าโทษตัวเองเลยศิษย์น้อง…”
“พวกเจ้าหยุดเถิด” หมอเทวดาไช่เอ่ยพร้อมกับไอเบาๆ “โชคชะตาฟ้าลิขิต มิอาจโทษผู้ใด เกรงว่าสรวงสวรรค์คงไม่ปรารถนาให้ข้าเขียนคัมภีร์นั้นจนจบกระมัง”
“…”
ซ่งโหยวไม่อาจทราบว่าสรวงสวรรค์ที่เขาพูดถึงนั้นคือเหล่าองค์เทพหรือวิมานสวรรค์กันแน่ อีกทั้งยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด จึงไม่กล่าวสิ่งใดต่อ และเปลี่ยนคำถามแทน
“ข้าได้ยินว่าท่านยังฝากสำเนาอีกชุดหนึ่งไว้กับเซียนงู”
“ใช่แล้ว”
“ยังอยู่ดีหรือไม่”
“ยังอยู่” หมอเทวดาไช่แค่นหัวเราะ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงด้วยความทอดถอนใจ “เซียนงูก็ยังเป็นเซียนงู ไม่งมงายเช่นพวกข้า”
“เช่นนั้นหรือ…”
ซ่งโหยวหรี่ตาลงเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าบัดนี้ต้นฉบับอยู่ที่ใด”
“อยู่กับเซียนงู”
“หืม” ซ่งโหยวเผยท่าทีสนใจ “แล้วท่านไม่ไปเอาคืนมาหรือ”
“ข้าขอฝากไว้กับเซียนงูก่อน”
“ท่านจะไม่นำกลับมาคัดลอกหรือเขียนต่อหรือ”
“พวกข้าช่างโง่เขลา หากนำกลับมา เกรงว่าไม่ทันคัดเสร็จ ก็คงทำหายอีกเป็นแน่ จะให้เขียนจนจบนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้”
“…”
ซ่งโหยวแบมืออังไฟอยู่ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่หมอเทวดาไช่ แววตาเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา “เห็นทีท่านหมอคงมองว่านี่เป็น ‘เรื่องบังเอิญ’ เช่นกัน”
“ล้วนเป็นชะตาฟ้าลิขิต”
หมอเทวดาไช่ดูหม่นหมอง เอาแต่ถอนใจ
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” ซ่งโหยวดีดชายชุดคลุมเบาๆ “แม้ข้าจะใช้ชีวิตอยู่ในอารามเต๋า แต่งกายดั่งนักพรต ถูกใครเขาเรียกขานว่าเซียน หรือไม่ก็คุณชาย ข้าล้วนไม่ได้ปฏิเสธ แต่แท้จริงแล้วข้าก็เป็นเพียงนักพรตปลอมเท่านั้น บรรพชนของข้าสร้างสำนักขึ้นมาตั้งแต่คราววิมานสวรรค์ยังไม่ถือกำเนิด ไม่มีแม้ลัทธิเต๋า ล้วนก่อตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น”
“ท่านไม่ใช่นักพรตหรือ”
“ข้าเป็นนักพรตปลอม”
“เช่นนั้นท่านจึงไม่บูชาเทพหรือ”
“ไม่บูชาเทพ ไม่เคารพวิมานสวรรค์ คำนับเพียงผืนฟ้าเท่านั้น” ซ่งโหยวเว้นจังหวะ “นี่คือความเข้าใจเกี่ยวกับสวรรค์ตามแบบฉบับอารามฝูหลง สวรรค์ที่แท้จริงย่อมไม่กลั่นแกล้งท่านเช่นนี้”
“เป็นเช่นนั้นหรือ!”
หมอเทวดาไช่ชะงักไป สีหน้าพลันเจื่อนลงเล็กน้อย เขาจับมือซ่งโหยวขึ้นพร้อมเอ่ยขึ้น “ข้ารู้ว่าท่านมีวิชาล้ำเลิศ ดุจเซียนลงมาจุติ อีกทั้งยังทำเพื่อมวลชน ออกพเนจรพันลี้ คอยขจัดอสูรชั่ว ข้าและท่านเคยร่วมทางกัน ข้าย่อมเข้าใจท่าน แต่ถึงกระนั้นก็ยังเคยคิดสงสัยในตัวท่าน ช่างน่าละอายนัก…”
“ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวก้มลงมองมือของเขา
ซ่งโหยวรู้อยู่ว่าผู้คนในยุคนี้มีธรรมเนียมเช่นนั้น การกุมมือยามสนทนา เอนกายนอนเคียงข้าง ถือว่าปกติ โดยเฉพาะกับผู้สูงวัย ซึ่งมักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ไม่ดีนัก แม้ซ่งโหยวจะไม่คุ้นชินสักเท่าไร แต่ก็ปล่อยให้แพทย์ชราตรงหน้ากุมมือของตนไว้
“ดังนั้นหากท่านหมอมีเรื่องใดอยากกล่าว ก็ได้โปรดกล่าวออกมาเถิด”
“เรื่องนี้…”
ซ่งโหยวเห็นเขายังลังเลไม่กล้าเอ่ย ก็ได้แต่ยกยิ้มบางและเอ่ยแทนเขาเสีย
“ท่านคงอยากถามข้าว่า เทพบนสวรรค์ไม่อยากให้ท่านเผยแพร่คัมภีร์นี้ใช่หรือไม่”
“ข้า…”
หมอเทวดาไช่อ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ทอดถอนใจออกมา “บังเอิญเกินไปแล้ว”
ในยุคสมัยที่ผู้คนนับถือสิ่งที่อยู่เหนือหัวตนสามชุ่นเป็นเทพ ถือว่าปกติยิ่งนัก ซ่งโหยวจึงไม่กดดัน เพียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“แล้วต่อไปท่านหมอคิดจะทำอย่างไร จะเขียนต่อ หรือจะให้เซียนงูเก็บสำเนาอีกครึ่งเล่มไว้เช่นเดิม ไม่แตะต้องอีก”
“แม้เหตุเภทภัยแต่ละครั้ง ไม่ได้กระทบถึงตัวข้า แต่บัดนี้ก็ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว ข้าเองก็เหนื่อยล้าเต็มที” แม้กล่าวเช่นนั้น แต่ใบหน้าของหมอเทวดาไช่กลับเต็มไปด้วยความเสียดาย “ต่อให้ข้าจะพอมีชื่อเสียง เป็นที่เคารพของชาวบ้านธรรมดาไปถึงขุนนางชั้นสูง แต่ถ้าชะตาฟ้าถูกลิขิตไว้เช่นนี้ ตัวข้าจะฝืนต่อกรกับสวรรค์ได้อย่างไรเล่า”
ซ่งโหยวได้ฟังก็เข้าใจดี ใช่ว่าเขาไม่อยากเขียนต่อ เพียงแต่ภายในใจรู้สึกหวาดหวั่น ความเหนื่อยล้าที่เผยออกมานั้นก็หาใช่ความเหน็ดเหนื่อยจากการเขียน แต่เหนื่อยจากเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ่งโหยวไม่ได้ถามจี้ให้เขาลำบากใจ เพียงเอ่ยด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ช่วงบ่ายนี้พวกข้าจะเข้าไปยังส่วนลึกของเขาเป่ยชิน ไปเยี่ยมเยียนเซียนงู เป็นผู้อาวุโสของอารามข้าเอง หากท่านสูงวัยแล้ว ไร้เรี่ยวแรงเขียนขึ้นมาใหม่ก็ช่างปะไร ท่านอย่าได้โทษตนเองเลย ปุถุชนล้วนมีชะตาที่ต้องเผชิญ สรรพชีวิตทั้งปวงย่อมมีทางออกของตน บางทีสิ่งที่สวรรค์ลิขิตอาจเป็นเช่นนี้”
หมอเทวดาไช่เอียงหูฟัง ทว่ากลับไม่โต้ตอบใดๆ
“แต่หากท่านยังไม่ยอมแพ้ อยากเขียนคัมภีร์อีกครึ่งเล่มให้จบ ท่านก็โปรดบอกข้ามาเถิด ข้าจะลองขอร้องเซียนงูว่าให้ท่านไปอาศัยที่กระท่อมริมทะเลสาบจนกว่าจะเขียนจบได้หรือไม่”
“เซียนงูจะยอมหรือ”
“เซียนงูก็ชื่นชมคุณธรรมท่าน อีกทั้งเป็นผู้อาวุโสของอารามข้า หากขอด้วยความจริงใจ ก็น่าจะสำเร็จ แม้จะต้องลำบากท่านเล็กน้อยก็ตาม”
“ถึงเขียนจนจบ…” หมอเทวดาไช่ยังคงลังเล “เกรงว่าก็คงเผยแพร่ออกไปไม่ได้”
คำพูดนั้นทำให้ซ่งโหยวเข้าใจในทันที แพทย์ผู้ชราตรงหน้าเองก็เริ่มมั่นใจว่าเหตุการณ์ทั้งหลายล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แม้ปากจะบอกว่าเป็นสิ่งที่สวรรค์ลิขิต แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดว่ามีคนกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง
ล้วนไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นรอบตัวหมอเทวดาไช่ เทียบกับซ่งโหยวซึ่งเป็นเพียงผู้ฟังแล้ว เขาย่อมสัมผัสได้ลึกซึ้งกว่า อีกทั้งอายุปูนนี้แล้ว ย่อมมีประสบการณ์มากพอ มีจิตสำนึกอันละเอียดลึกซึ้ง แม้ไม่เคยเห็นกับตา แต่ก็พอจับต้นชนปลายได้
“ท่านอาจให้ศิษย์ทั้งสองคัดลอกต้นฉบับครึ่งเล่มนั้นก่อน แล้วให้ข้าเก็บไว้ จากนั้นท่านค่อยเขียนส่วนที่เหลือต่ออีกสองฉบับ แล้วฝากเซียนงูไว้ ข้าจะนำมาคืนตอนที่กลับมาเยือนนครฉางจิงอีกครา”
“ข้า…”
“ตามที่ท่านสะดวกใจ”
“…”
หมอเทวดาไช่ก้มมองไฟในเตาถ่านแล้วเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับกุมมือซ่งโหยวไว้แน่น สายตาแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
“อันที่จริงแล้วตอนที่ข้าออกพเนจรไปทั่วดินแดนเหนือ โดยเฉพาะที่กุยจวิ้น ข้าได้ทำความเข้าใจกับโรคภัยและคุณไสยที่แฝงมากับโรคมากขึ้นแล้ว อยากบันทึกลงในคัมภีร์นัก”
“เช่นนั้นแปลว่าท่านตัดสินใจแล้ว”
“แพทย์เช่นข้าย่อมต้องต่อกรกับเทพยดาผีสางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”
ดวงตาที่พร่ามัวเพราะวัยที่มากขึ้นพลันเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง เผยความดื้อรั้นที่สั่งสมจากการลงมือเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าสองทศวรรษ
“แต่คุณชาย…ท่านไม่เกรงกลัวเทพหรือ”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่ามีเทพเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ เพียงแต่เมื่อคัมภีร์มาอยู่ในมือข้าแล้ว ก็เท่ากับว่าอยู่ในความคุ้มครองของเซียนงู หากเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ข้าย่อมปกป้องให้ดีที่สุด หากเป็นชะตาฟ้าลิขิต ข้าจะเจรจากับสวรรค์ หากเป็นเทพ…”
ซ่งโหยวเว้นไป ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
“หากไม่ใช่เทพย่อมสมควรถูกกำจัด ข้าเป็นคนอ่อนโยน แต่เหล่าบรรพชนของข้านั้นไม่ใช่ พวกเขาชื่นชอบการประชันกับเทพยิ่งนัก”
ซ่งโหยวเอ่ยถ้อยคำนั้นออกมาด้วยสำเนียงเรียบง่ายราวกับกำลังเล่าเรื่องขบขัน ทว่าในโสตประสาทของผู้ฟังกลับสัมผัสได้ถึงความมั่นใจ และความดูแคลนเทพบางองค์อย่างชัดเจน
พลันนึกไปถึงทุ่งหิมะที่แต่เดิมเคยถูกแช่แข็งนับสิบปี แต่บัดนี้กลับละลายลง นึกถึงภูเขาที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมากลางที่ราบ ถูกโยกย้ายมาจากแดนไกลหลายพันลี้ นึกถึงเรื่องราวการปราบปีศาจที่ดินแดนทางเหนือมากมาย และนึกถึงความรู้สึกที่เคยร่วมเดินทางกับเขาที่กุยจวิ้น
ใจของหมอเทวดาไช่จึงสงบลง
ยามบ่าย หิมะตกหนักขึ้น
ซ่งโหยวบอกลาหมอเทวดาไช่ แล้วขอให้ฝูงนกนางแอ่นบนท้องฟ้าบอกตำแหน่งทะเลสาบกลางป่าลึกที่มีกระท่อมหลังเล็กตั้งอยู่ แล้วมุ่งหน้าไปทางนั้น
ดูเหมือนเซียนงูจะรับรู้ถึงการมาของเขาล่วงหน้าแล้ว
เดินไปได้ไม่ไกลนัก ผ่านรอยต่อระหว่างผืนดินแดนมนุษย์และป่าลึกบนเขาเป่ยชินไป ก็มีรอยเลื้อยขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนพื้น หญ้าถูกบดราบ หิมะถูกดันแหวก พงหนามอันเป็นสถานที่จำศีลปรากฏสู่สายตา เส้นทางค่อยๆ ทอดยาวไปสู่กลางหุบเขาลึก ราวกับปูเส้นทางเชื้อเชิญซ่งโหยวให้เดินตามไป