คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 123 ข่าวการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี (1)
อาชาที่ ‘ไม่เด่นสะดุดตา’ ของเซียวติ้งเฟยส่ง
เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งตลอดทาง ทีแรกฟังแล้ว
ออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ชิน
ถึงขั้นรู้สึกบันเทิงอย่างน่าประหลาดเสียด้วยซ้ำ
ประหนึ่งช่วยเพิ่มสีสันให้เส้นทางอันแห้งแล้งน่า
เบื่อหน่ายนี้ดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ใกล้พลบค่ำ ในที่สุดก็มากันถึงนอกเมืองทง
โจว
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงแผนการที่คุยกับจางเจอ
ตรงริมแม่น้ำยามเที่ยง เมื่อรู้ว่าอีกประเดี๋ยวต้อง
เข้าเมืองก็ประหม่าอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่าหวงเฉีย
นซึ่งกำลังขี่ม้าอยู่ข้างหน้ากลับกระชากบังเหียน
ก่อน จากนั้นประคองเฝิงหมิงอวี่ลงมาจากหลังม้า
แล้วกล่าวกับทุกคนว่า “พี่น้องทุกท่านโปรด
พักผ่อนนอกเมืองกันสักครู่ รออีกสักนิดค่อยเข้า
ไป”
ปกติแล้วเดินทางจากเมืองหลวงมาทงโจวใช้
เวลาไม่กี่ชั่วยาม ทว่าขบวนนี้ใช้เวลาเดินทาง
ตลอดช่วงกลางวัน
ตั้งแต่ตกบ่ายไม่ใช่แค่เจียงเสวี่ยหนิงกับจาง
เจอที่รู้สึกว่าเดินทางกันช้ามาก สาวกนิกาย
สวรรค์กับนักโทษแหกคุกเองก็ยังรู้สึก ท่าทีคล้าย
กำลังรอคอยและพะวงอะไรบางอย่าง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกคนบ่นพึมพำอยู่ใน
ใจ
โดยเฉพาะพวกก่อคดีอุกฉกรรจ์และมีโทษติด
ตัวที่พากันไม่พอใจหน่อย ๆ “ในเมื่อถึงนอก
ประตูเมืองแล้ว มิหนำซ้ำยังแปลงโฉมกันมาด้วย
ฉะนั้นให้ทุกคนแบ่งกลุ่มทยอยเข้าเมืองไปเลยก็
ได้ ไยต้องรออยู่นอกเมืองอีก นี่มันหมายความว่า
อย่างไร”
เฝิงหมิงอวี่และหวงเฉียนคือสองคนที่ได้รับ
มอบอำนาจมาจากนิกายสวรรค์ เมื่อปล้นคุกแต่
ไม่พบร่องรอยของกงอี๋เฉิงจึงปล่อยตัวคนอื่นใน
คุกออกมาหมด แน่นอนว่าคิดจะดึงคนกลุ่มนี้มา
เป็นพวกและรับตัวไว้ใช้งานด้วย
เพียงแต่พอได้ยินการตั้งคำถามก็อดย่นหัวคิ้ว
ไม่ได้
สาวกนิกายสวรรค์ย่อมเชื่อฟังคำพูดของพวก
ตน
หวงเฉียนไม่ห่วงทางพวกนั้นมากนัก เพียง
ประสานมือให้กลุ่มคนที่หลบหนีจากคุกหลวง
อธิบายด้วยท่าทีเหมือนจะเป็นมิตร “ผู้กล้าทุก
ท่านโปรดอยู่ในความสงบอย่าเพิ่งรีบร้อน ยามนี้
ไม่เหมือนกาลก่อน คดีของกลุ่มผิงหนานอ๋องเพิ่ง
จะดึงจวนหย่งอี้โหวเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนพวกข้า
ก็เพิ่งจะปล้นคุก หากมีแค่คนของนิกายสวรรค์
ย่อมตรงเข้าเมืองได้เลยอยู่แล้ว ทว่าผู้กล้าทุก
ท่านล้วนมีคดีติดตัว เพิ่งหนีจากคุกกันมาเช่นนี้
ควรระวังตัวไว้ก่อน หน่วยสอดแนมของนิกายเรา
ออกเดินทางล่วงหน้าเข้าเมืองไปสืบข่าวแล้ว อีก
สักครู่เมื่อกลับมาหากแจ้งว่าในเมืองปลอดภัย
พวกเราย่อมได้เข้าเมืองแน่ หวังว่าผู้กล้าทุกท่าน
จะให้อภัยด้วย”
มีคนระเบิดโทสะเพราะพอจะจับความนัย
จากคำพูดอีกฝั่ายได้ “ความหมายของเจ้าวิหาร
หวงคือพวกข้าเป็นตัวถ่วงนิกายท่านหรือ”
หวงเฉียนหน้าเปลี่ยนสี
ส่วนเฝิงหมิงอวี่เป็นจิ้งจอกเฒ่า ยิ้มกริ่มเอ่ยว่า
“นิกายของเราย่อมไม่มีความคิดเช่นนั้น ทั้งหมด
เป็นเพราะคิดอ่านแทนผู้กล้าทุกท่านจริง ๆ”
ชายฉกรรจ์ผู้เปล่งวาจาเป็นคนรูปร่างกำยำ
ขนคิ้วตั้ง ดวงตาถมึงทึง เห็นชัดว่าเป็นคนอารมณ์
ร้าย
แต่ถึงกระนั้นสถานการณ์ตอนนี้ก็บีบให้ต้อง
จำยอมจริง ๆ
หากนิกายสวรรค์ไม่ได้ปล้นคุก ขณะนี้พวก
เขาคงต้องรับโทษรอคอยความตายอยู่ในคุก
หลวง
ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ฉลาดหัวไวกลัวว่าจะเกิด
ความขัดแย้งรีบคว้าตัวคนผู้นั้น หัวเราะพลาง
เกลี้ยกล่อมแสดงตนเป็นผู้ไกล่เกลี่ย “เจ้าวิหาร
หวงเป็นถึงวีรบุรุษชื่อเลื่องลือในยุทธภพ พี่หลี่
ท่านพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลอะไรน่ะ”
อีกทั้งที่นี่ก็มิใช่สถานที่ที่พวกเขาจะมีปาก
เสียงอะไรได้
เมื่อเห็นว่าชายฉกรรจ์แซ่หลี่ย่นหัวคิ้วคล้ายยัง
ไม่เต็มใจ คนผู้นี้จึงรีบส่งสายตาปรามโดยเหลือบ
มองเมิ่งหยางซึ่งนั่งเงียบอยู่ด้านข้าง
ตอนเที่ยงทุกคนเปลี่ยนชุดนักโทษกันแล้ว
ในช่วงพักเท้าตรงหมู่บ้านระหว่างทาง
ขณะนี้เมิ่งหยางสวมชุดสีเทาทั้งร่าง
เขาถูกขังคุกมานาน เสื้อผ้าไม่อาจปิดบัง
แผลเป็นบนร่างกายตั้งแต่หน้าอกไล่ไปถึงลำคอ
ผมเผ้าซึ่งเดิมทียุ่งเหยิงมัดด้วยแถบผ้าผืนหนึ่ง
เผยให้เห็นใบหน้าสงบนิ่งเป็นมิตร แม้แต่สายตาก็
ไม่ได้ดูดุร้ายเท่าไร ตรงกันข้ามกลับธรรมดา
สามัญอย่างเห็นได้ชัด
อันที่จริงเมิ่งหยางก็ได้ยินการถกเถียงกัน
เกี่ยวกับประเด็นจุกจิกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ยามนี้เมื่อสายตาทุกคนจับที่ใบหน้าตน จึงเงย
ศีรษะส่งยิ้มอวดฟันขาวสะอาดเป็นระเบียบให้
ราวกับไม่ค่อยเข้าใจนัก “ไฉนจึงยังมัวยืนกันอีก
ไม่นั่งลงเล่า”
ช่างเป็นรอยยิ้มอันสง่างามเปียมไมตรีเสียจริง
ทว่าเมื่อใครต่อใครพอเห็นแล้วกลับอดร่างสั่น
สะท้านไม่ได้ บังเกิดความหวาดกลัวที่ไม่สมควรมี
หลายส่วนโดยไม่ทราบสาเหตุ
เหล่าคนโฉดชั่วอำมหิตซึ่งหลบหนีออกจาก
คุกหลวงพลันเงียบกริบ แม้จะไม่พอใจการพิรี้พิไร
ของนิกายสวรรค์อย่างยิ่ง แต่ก็ฝืนกล้ำกลืนตัวสั่น
งันงกไม่กล้าเปล่งเสียง นั่งลงท่ามกลางปั่าเขาอัน
รกร้างห่างไกลนอกตัวเมือง
ท้ายที่สุดแล้วคนกร่างก็กลัวคนชั่ว ส่วนคนชั่ว
ก็กลัวคนที่ไม่หวั่นเกรงความตาย
หากว่ากันตามเหตุผล ในเมื่อคนกลุ่มนี้ไม่ได้
ก่อเรื่อง อีกทั้งคล้ายว่าเมิ่งหยางก็ไม่ได้สนใจอะไร
ทางฝั่ายนิกายสวรรค์ควรยินดีกับสถานการณ์
เช่นนี้ถึงจะถูก แต่เมื่อหวงเฉียนกับคนแซ่เฝิงเห็น
รูปการณ์ชัดเจนกลับลอบขมวดคิ้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกับจางเจอต่างก็เห็น ทั้งคู่หัน
สบตากันประหนึ่งรู้ใจ สาเหตุที่นิกายสวรรค์ช่วย
คนพวกนี้ออกมาเพราะต้องการรับตัวเข้านิกาย
แต่คนเหล่านี้ต่างไม่ยอมอยู่ใต้การควบคุมและ
ยากจะยอมศิโรราบ เฝิงหมิงอวี่กับหวงเฉียนจึง
ทำได้เพียงต้องลอบสะกดกลั้นความไม่พอใจ แม้
ไม่ปริปากพูดแต่ก็พอจับเค้าได้แล้วว่าเมิ่งหยาง
เป็นผู้นำ
พวกเขาสองคนอำนาจน้อยนิด
เมื่อเข้าเมืองย่อมมีกำลังเสริมจากราชสำนัก
แต่แผนการอย่างไรก็ต้องเสี่ยงอยู่แล้ว ไม่มีผู้ใดรู้
ว่าหน่วยสอดแนมของนิกายสวรรค์จะนำข่าว
อะไรกลับมา สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือกลุ่มคน
ตรงหน้าซึ่งเป็นประหนึ่งแผ่นเหล็ก กล้า ไร้ช่อง
โหว่ อย่างไรก็ตาม บัดนี้มีสัญญาณบ่งชี้ว่าต่าง
ฝั่ายต่างบาดหมาง ทั้งคู่อาจต้องลองคิดว่าพอจะ
หาวิธีหยิบยืมพลังย้อนพลังกลับไป[1] หรือหา
โอกาสก่อเหตุไม่คาดฝันอะไรได้บ้างหรือไม่
แม้ทั้งสองไม่เอ่ยวาจา ทว่าก็เข้าใจกันได้โดย
ไม่ต้องบอกกล่าว
ในเมื่อนิกายสวรรค์ต้องการจะหยุดพัก เจียง
เสวี่ยหนิงกับจางเจอย่อมไม่มีความเห็นใด ๆ และ
ไม่กล้ามีด้วย
พากันลงจากม้ามานั่งรวมกับทุกคนทันที
บริเวณนอกเมืองแห่งนี้คงมีคนมาหยุดพักเท้า
เป็นประจำ เนื่องจากมีเพิงสร้างอยู่ข้างทาง ทุก
คนนำม้าไปผูกให้กินหญ้า ท้องฟั้ากำลังจะมืดแล้ว
พวกเขาจึงก่อกองไฟลุกโชติช่วงอยู่นอกเพิง
ครั้นแสงเพลิงร้อนแรงปรากฏ ความหนาว
เย็นก็ถูกขับไล่ออกไปบ้าง
ตอนทั้งหมดออกจากหมู่บ้าน ต่างพก
อาหารแห้งกับถุงน้ำติดตัวมาด้วย ร่วมกันนั่ง
ล้อมรอบกองไฟ เมื่อมีมิตรภาพจากการหลีกลี้หนี
ภัยมาหนึ่งวันก็ทำให้สนทนาพาทีเป็นกันเอง
กว่าเดิม
——————–
1. หยิบยืมพลังย้อนพลังกลับไป หมายถึงหยิบ
ยืมพลังของศัตรูมาโต้กลับ เป็นหลักการ
หนึ่งของวิชาไทเก๊ก
บทที่ 123 ข่าวการอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี (2)
จางเจอนิสัยเย็นชาและพูดน้อย ส่วนเจียง
เสวี่ยหนิงช่างเจรจา
ถึงอย่างไรชาติที่แล้วนางก็ใช้ปากประจบเอา
ใจคน
ผู้อื่นพบหญิงงามเช่นนี้ย่อมยินดีจะฟังนาง
เอ่ยวาจาสักสองสามประโยคอยู่แล้ว
เดิมทีเสียวเปั่านั่งอยู่อีกด้านของนาง แต่เซียว
ติ้งเฟยพอสะบัดแส้ม้าทิ้งก็ไล่เสียวเปั่าแล้วมานั่ง
เบียดเจียงเสวี่ยหนิงอย่างหน้าไม่อาย
เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองท่าทางเยี่ยง
อันธพาลเหมือนชาติก่อนทุกประการของเขาก็
ขบขัน “ระหว่างทางคุณชายติ้งเฟยบอกว่ามี
ชะตาชีวิตที่ดี ตอนนั้นข้ายังไม่เชื่อ แต่บัดนี้เชื่อ
แล้ว เคยได้ยินมาตลอดว่านิกายสวรรค์มี
คุณธรรมน่าเกรงขาม ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับราษฎร
ในใต้หล้า แต่ดูท่านไม่เหมือนสาวกนิกายสวรรค์
แม้แต่น้อย”
เซียวติ้งเฟยกลอกตา “เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อไร้
สาระได้หรือไม่ ถึงเปลือกนอกข้าจะดู
สำมะเลเทเมา แต่ภายในน่ะคำนึงถึงใต้หล้า คำ
กล่าวนั้นเขาว่ากันอย่างไรนะ ก่อนใต้หล้าหรือ
หลังใต้หล้าอะไรสักอย่าง…”
เฝิงหมิงอวี่กับหวงเฉียนเพิ่งเดินเข้ามาก็ได้ยิน
ประโยคนี้พอดี เลือดลมแทบตีขึ้นสมอง
เฝิงหมิงอวี่โมโหจนถลึงตา
หวงเฉียนเองก็กลัวผู้อื่นจะนึกว่าสาวกนิกาย
สวรรค์เป็นคนแบบนี้กันหมด รีบปราดเข้ามาพูด
คลี่คลายสถานการณ์ “คำกล่าวคือ ‘ยามปวงชน
ใต้หล้ามิกังวลพึงกังวลก่อน ยามปวงชนใต้หล้ามี
ความสุขจึงสุขสำราญ’ เพียงแต่คำสอนของนิกาย
เราคือ ‘ใต้หล้าล้วนเท่าเทียม’ คุณชายติ้งเฟ
ยของพวกข้ากำลังล้อเล่นกับทุกคนอยู่น่ะ อย่าได้
ถือสาเลยนะ”
ใครดูไม่ออกบ้างเล่าว่าเซียวติ้งเฟยเป็นคน
เช่นไร
บางคนแสร้งส่งยิ้ม ส่วนบางคนผงกศีรษะไว้
หน้า
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ในประเภทไว้หน้าผู้อื่น อีก
ทั้งไม่ว่าจะฟังเข้าใจหรือไม่ นางก็ยังพยักหน้าเอ่ย
ว่า “เยี่ยมยอดเหลือเกิน นี่คืออุดมคติของ
นักปราชญ์ที่มีมาตั้งแต่โบราณเลยเจ้าค่ะ”
หวงเฉียนคิดในใจว่าแม่นางน้อยผู้นี้พอจะรู้
ความอยู่บ้าง ครั้นกำลังจะรับคำชม คิดไม่ถึงว่า
กลับมีเสียงหัวเราะเย้ยหยันพร้อมคำกล่าว
ประชดประชันดังแทรกมาจากด้านข้าง “ใต้หล้า
นี้มีผายลมอะไรให้เท่าเทียมเล่า ด้วยสภาพของ
แผ่นดินยามนี้ ข้าว่าคำสอนของนิกายเจ้าช่างไร้
ความหมายจริง ๆ”
เสียงนี้ทั้งแหบแห้งและหยาบกระด้าง ดัง
กระแทกจนระคายเยื่อแก้วหู
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็หนังตากระตุก
เคลื่อนสายตาไปมองพร้อมทุกคน เห็นชัดว่าผู้ที่
เพิ่งพูดเมื่อครู่คือเมิ่งหยาง ไม่รู้เขาหิ้วไหสุรามา
จากที่ใด ขณะนี้นั่งเหยียดขาทั้งสองอยู่ข้างกองไฟ
สาบเสื้อแบะกว้าง ดื่มสุราพลางกล่าววาจานั้น
ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเฝิงหมิ
งอวี่พลันฉายแววระแวดระวังหลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ดูตื้นลึกหนาบางของคนผู้
นี้ไม่ค่อยออก แต่ถึงกระนั้นลางสังหรณ์ของนางก็
สัมผัสได้ถึงความอันตรายอยู่ไม่น้อย
วงสนทนาปราศจากคนพูดต่อในบัดดล
ทว่าถ้อยคำเมื่อครู่ของเมิ่งหยางกลับกระตุ้น
ความสะเทือนใจของคนบางส่วน ผ่านไปครู่หนึ่งก็
มีคนส่ายหน้าถอนใจ “อันที่จริงสิ่งที่ผู้ผดุงความ
เที่ยงธรรมเมิ่งกล่าวมาไม่ถูกต้องหรืออย่างไร
สภาพของแผ่นดินยามนี้ช่างเหลือเกินจริง ๆ ข้า
ได้ยินตั้งแต่ตอนอยู่ในคุกแล้วว่ามีการจับกุมจวน
หย่งอี้โหวเข้าคุกหลวงทั้งตระกูล นั่นคือตระกูล
ขุนนางผู้จงรักภักดีที่รบเพื่อต้าเฉียนจนชนะมา
นับครั้งไม่ถ้วนเชียวนะ อยู่ดีไม่ว่าดีกลับถูกใส่ไคล้
ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกบฏจนต้องถูกจำคุก
เมื่อวานตอนพวกท่านปล้นคุกหลวงกันน่ะช้าไป
ก้าวหนึ่ง ครอบครัวจวนโหวถูกเนรเทศไปหวงโจว
เสียก่อนแล้ว ช่างน่าสงสารเสียจริง ราชสำนักทุก
วันนี้หูตามืดบอด เก็บส่วยและภาษีหนักข้อขึ้นทุก
วัน ราษฎรไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข แล้วยัง
จะมาพูดถึงเรื่อง ‘ใต้หล้าล้วนเท่าเทียม’ กันอีก
หรือ!”
ชื่อของจวนหย่งอี้โหวเป็นที่รู้จักของราษฎร
ต้าเฉียนไม่มากก็น้อย
เพราะถึงอย่างไรท่านโหวเยี่ยนมู่ก็เคยรบทัพ
จับศึกมาเป็นเวลาช้านาน ต่อสู้กับคนเถื่อนที่เข้า
มารุกรานตามชายแดนจนถอยร่นมาแล้วหลาย
ครั้งหลายครา สุดท้ายคนเถื่อนพวกนี้จึงกลัวเกรง
และยอมศิโรราบต่อต้าเฉียน ด้วยเหตุนี้อาณา
ประชาราษฎร์จึงมีช่วงเวลาได้หายใจหายคอกัน
บ้าง
ในที่สุดก็เกิดการค้าระหว่างชายแดน
ทว่าไม่นานมานี้ชีวิตของพ่อค้าตามชายแดน
เริ่มลำบากมากขึ้น
หากไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้น่ะยังดี แต่ครั้นเอ่ยขึ้นมา
ก็ทำให้อดหวนนึกถึงอดีตไม่ได้ จึงมีคนกล่าวขำ ๆ
“พูดไปแล้วก็ไม่กลัวพวกเจ้าหัวเราะเยาะหรอก
นะ สมัยก่อนตอนข้าถูกบีบคั้นจนต้องขึ้นไปเป็น
หัวหน้าโจรบนภูเขาก็เคยคิดจะลงมาเข้าร่วมกับ
กองทัพใต้บัญชาการของแม่ทัพเยี่ยนเช่นกัน ได้
ยินว่าซื่อจื่อน้อยเยี่ยนแม้จะยังเยาว์วัย แต่กลับ
สืบสานปณิธานจากบิดาและมิได้อ่อนด้อย น่า
เสียดาย ยังไม่ทันสมความปรารถนาข้าก็ถูกพวก
โจรถ่อยจากราชสำนักจับเข้าคุกเสียแล้ว ทว่าผู้ใด
จะคาดคิด ฮิ ๆ มารดามันเถอะ ดันมาเจอแม่
ทัพเยี่ยนอยู่ในคุกด้วย!”
เมื่อพูดถึงช่วงท้ายก็อดห่อเหี่ยวใจหน่อย ๆ
ไม่ได้
เมิ่งหยางดื่มสุราของตนตรงหัวมุม ไม่เอ่ย
อะไรอีก
ชายฉกรรจ์แซ่หลี่ซึ่งพูดต่อต้านเฝิงหมิงอวี่กับ
หวงเฉียนก่อนหน้านี้ระเบิดอารมณ์อีกครา กล่าว
อย่างดูแคลนว่า “ราชสำนักที่แน่จริงจะไป
ต่อต้านศัตรูภายนอก ส่วนราชสำนักที่ไม่แน่จริง
จะทำร้ายขุนนางผู้ภักดี! ก็เหมือนเรื่องเด็กผู้ทรง
คุณธรรมสามร้อยคนเมื่อยี่สิบปีก่อนที่ไม่ได้ให้
คำอธิบายอย่างชัดเจนจนเกิดความวุ่นวายไปทั้ง
เมืองหลวงนั่นละ ได้ยินว่าหลานชายของแม่
ทัพเยี่ยนเองก็ตายโดยหาคำอธิบายไม่ได้ ตอนนี้
กลับดีนัก ส่งตระกูลเยี่ยนเข้าคุกไปหมด ไม่แน่ว่า
เจ้าคนที่นั่งอยู่บัลลังก์มังกรนั่นอาจเชือดไก่ให้ลิงดู
ก็ได้ เฮ้อ นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! ราชทูต
ของต๋าต๋าก็เข้าเมืองหลวงไปแล้ว ถึงกับกล้าสู่ขอ
องค์หญิงต้าเฉียนเราเพื่ออภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี ผายลมสุนัขมารดามันเถอะ!”
“…”
ต๋าต๋า อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี องค์
หญิง
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงกำลังเงี่ยหูฟังคนพวกนี้
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องภายในของนิกายสวรรค์
บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนเอ่ยถึงเรื่องอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีขึ้นมา
มือซึ่งถือถุงน้ำพลันสั่นระริกเบา ๆ
คนผู้นั้นยังคงด่าทอ “อย่างพวกต๋าต๋านับเป็น
ตัวอะไรกัน ไอ้พวกปั่าเถื่อนที่กินเลือดกินเนื้อสด
ๆ ! พอผัวตายก็ยกเมียให้ลูกชาย! ผิดทำนอง
คลองธรรมนัก! หลายปีก่อนคนพวกนั้นคุกเข่า
อ้อนวอนขอเจรจาสันติกับพวกเรา ทั้งยังนำ
บรรณาการมาถวาย บัดนี้เมื่อจวนหย่งอี้โหวล่ม
สลาย จะภูตผีปีศาจมารร้ายตนใดก็ล้วนมา
เหยียบย่ำใบหน้าเราได้ทั้งสิ้น ราชสำนักตอนนี้น่ะ
เป็นแค่พวกอ่อนแอไร้ความสามารถ! อภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธ-ไมตรี อภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรีเรอะ ก็แค่ให้องค์หญิงแต่งออกไป
เพื่อรักษาสันติภาพเท่านั้น มิหนำซ้ำราชสำนักยัง
ต้องให้ข้าวของพวกมันมากมายก่ายกองอีก ถุย!”
จางเจอฟังแล้วนึกถึงจุดจบของเสิ่นจื่ออีใน
ชาติก่อนรวมถึงโลงศพที่เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราช
สำนักรับกลับมาน้ำตานองหน้า ร่างขององค์หญิง
แห่งแว่นแคว้นซึ่งไม่อาจหัวเราะได้อีกต่อไปนอน
อยู่ในนั้น เขาหลุบเปลือกตา อดเหลือบมองดรุณี
น้อยด้านข้างไม่ได้
นางไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ตัวคนนั่งอยู่ข้างกายเขา แพขนตาหนาปิดบัง
แววตา พวงแก้มนวลซึ่งแสงเพลิงร้อนแรงสาด
ส่องค่อย ๆ ถอดสีจนขาวซีดและดูเปราะบาง
บางทีการจากไปอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
กระมัง