คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 134 ราตรีที่ไม่อาจข่มตาหลับ (1)
เซียวติ้งเฟย
ตระกูลเซียว ติ้งเฟยซื่อจื่อ
ช่างเป็นนามอันสูงส่งสักเพียงใดหนอ
อาศัยชื่อนี้ ทั้งนิกายสวรรค์ต่างเคารพนบ
นอบเขา ภายภาคหน้าก็คงยิ่งเกิดผลลัพธ์น่า
อัศจรรย์อันไม่อาจสาธยายเสียยิ่งกว่า
น่าเสียดายที่มีคนรังเกียจและเคียดแค้นมัน
ยอมสละชื่อแซ่เดิมกลายเป็นชาวบ้านสามัญ
ชน ทนรับความทุกข์ทรมานและความ
ยากลำบากสารพัดสารพันโดยไม่ต้องการลาภยศ
สรรเสริญอันใดทั้งสิ้น
เมื่อเทียบกับเซี่ยเวยแล้ว เซียวติ้งเฟยตรงข้าม
กับเขาโดยสิ้นเชิงมาตลอด
แต่ถึงกระนั้นก็มิอาจไม่ยอมรับว่าตนได้รับ
บุญคุณจากคนผู้นี้
ด้วยเหตุนี้ยามเผชิญหน้าเซี่ยเวย เซียวติ้งเฟ
ยจึงไม่กล้าโอหังสักเท่าใด และยิ่งไม่กล้าทำตัว
ร้ายกาจหยิ่งยโสอย่างไร้เหตุผลกับสาวกนิกาย
สวรรค์คนอื่นอีกด้วย…แม้เจ้านิกายจะจัดการผู้ที่รู้
ความจริงสมัยนั้นให้ทยอยจบชีวิตด้วย ‘เหตุไม่
คาดฝัน’ ได้หมดจดแล้วก็ตาม
เซี่ยเวยไม่ตอบรับหรือว่าปฏิเสธถ้อยคำแฝง
การเสียดสีประโยคนั้น “ข้าเคยส่งคนไปหาเจ้าที่
หอจุ้ยเล่อ แม่นางที่หอจุ้ยเล่อบอกว่าเจ้าไปซื้อ
สุราร้านสือเหนียนเนี่ยง ครั้นไปถึงร้านสือเหนียน
เนี่ยงถึงรู้ว่าเจ้าไม่ได้ไปที่นั่นเลย”
เซียวติ้งเฟยพิงหมอนอิง “ก็เป็นเพราะข้ากลัว
จนอกสั่นขวัญหายไม่ใช่หรือขอรับ”
เซี่ยเวยจ้องมองเขา
เขายิ้มไม่ยี่หระ “ได้ยินว่ากงอี๋เซียนเซิงหาย
สาบสูญไร้ซึ่งข่าวคราว ข้าตกใจแทบตายเลย
ขอรับ”
เซี่ยเวยกล่าวอย่างนิ่งเฉยปราศจากความตื่น
ตระหนก “กงอี๋เซียนเซิงอยู่ข้างกายเจ้านิกายมา
ช้านาน เมื่อเดินทางถึงเมืองหลวงข้ามิอาจ
ขัดขวางและไม่อาจรู้ว่าเขาจะทำสิ่งใด สุดท้าย
เขากลับจบชีวิตใต้เกาทัณฑ์ของราชสำนัก
ระหว่างการล้อมจับของศาลาว่าการเมืองซุ่น
เทียนเสียได้ เมื่อข้าได้ยินข่าวปุบปับเช่นนี้ก็ตก
ตะลึงเช่นกัน แต่เนื่องจากเรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน
อีกทั้งราชสำนักยังวางแผนการไว้จึงทำให้แม้แต่
ศพของกงอี๋เซียนเซิงยังหาไม่พบ เกรงว่าหากข่าว
แพร่ไปถึงจินหลิงและเจ้านิกายทราบเรื่องเข้าคง
เสียใจเป็นแน่แท้”
แค่เสียใจที่ไหนกันเล่า
เกรงว่าต้องเดือดเป็นฟืนเป็นไฟด้วยซ้ำ
กงอี๋เฉิงเป็นผู้วางแผนการให้เจ้านิกายเสมอ
มา ถือเป็นแขนซ้ายขวาตัวจริง ครั้นไปถึงเมือง
หลวงกลับจบชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ พูดออกไป
ผู้ใดจะเชื่อ
เซียวติ้งเฟยยื่นมือไปทางเจี้ยนซู “ชา”
อีกฝั่ายกลอกตามองค้อน แต่ก็ยังรินน้ำชาให้
อยู่ดี
เมื่อชาส่งถึงมือ เขาก็พึมพำกับเจี้ยนซูว่า
“เจ้าช่างดีเสียจริง” จากนั้นหันศีรษะกลับมา
กล่าวต่อ “เมืองหลวงเป็นถิ่นของท่าน ท่านกล่าว
อะไรย่อมเป็นไปตามนั้น และข้าก็ไม่กล้าสงสัยว่า
ท่านเป็นคนสังหารกงอี๋เฉิงอยู่แล้วละขอรับ”
เซี่ยเวยยิ้ม “ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเจ้าก็มี
หัวคิดด้วย”
เซียวติ้งเฟยดื่มชา ก่อนจะพูดด้วยความ
ภาคภูมิใจอย่างหาได้ยากยิ่ง “เพียงแต่น่าเสียดาย
ที่หนีไม่พ้น อย่างไรเสียการจะลองดูสักตั้งก็ไม่ได้
เสียหายอันใด เพราะถ้าสำเร็จขึ้นมาเล่าขอรับ”
เซี่ยเวย “แต่ก็ไม่สำเร็จ”
เซียวติ้งเฟยยิ้มแบบหน้าไม่อาย “อะไรนะ
เซียนเซิงจะแล้งน้ำใจเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ ถึง
อย่างไรคราวนี้ก็ถือว่าข้าสร้างผลงานด้วย
เช่นกัน!”
เซี่ยเวยเลิกคิ้ว “อ้อ?”
เซียวติ้งเฟยดื่มชาหลอก ๆ ทว่าลอบสำรวจสี
หน้าเซี่ยเวย แม้ตนจะไม่เผยความเกรงกลัวผ่าน
ใบหน้า แต่หัวใจกำลังเต้นรัว
เหตุการณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผุดขึ้นใน
สมอง
เขานึกถึงบรรดาสาวกนิกายสวรรค์ที่สนิท
สนมคุ้นเคยกันถูกลูกเกาทัณฑ์ยิงจนสิ้นชีพในหุบ
เขาช่วงกลางวันอีกครา พยายามเค้นสมองขบคิด
วิธีเอาตัวรอดในสภาวการณ์ที่ดูราวกับคลื่นลม
สงบแต่เนื้อแท้กลับแฝงภยันตรายเช่นนี้
เขาเอ่ยว่า “ข้าเป็นผู้เปิดโปงสถานะของจาง
เจอ!”
เซี่ยเวย “เช่นนั้นหรือ”
เซียวติ้งเฟย “จริงขอรับ มิหนำซ้ำยังไม่เร็วไม่
ช้า เพิ่งจะวันนี้นี่เอง ข้าเป็นใครล่ะขอรับ ตัวข้า
นั้นว่านอนสอนง่ายเพียงใดเล่า เซียนเซิง ท่านยัง
ไม่ทราบอีกหรือ ท่านกับข้ารู้จักกันมาหลายปี
ขนาดนี้ รับรองว่าข้าไม่มีทางคิดผิดหรอก ข้ารู้สึก
ว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ตอนพวก
เขาบอกจะปล้นคุกหลวงแล้ว พอเห็นเจ้าคนแซ่
จางผู้นั้นพาสตรีนางหนึ่งไปโผล่ที่ศาลเจ้าร้าง ทั้ง
ยังบอกว่า ‘ซานเหรินอยู่บนภูเขา’ อะไรนั่นอีกก็
แสดงว่าเจ้าขุนนางสุนัขผู้นี้ต้องพูดจาเหลวไหล
เป็นแน่แท้ แต่ตอนนั้นข้าเห็นเสียวเปั่าจึงไม่ได้พูด
ออกไป เพราะเข้าใจว่าท่านคงลอบมีแผนการ
บางอย่าง กระทั่งเห็นเช้าวันนี้เสียวเปั่าพาตัว
คุณหนูรองเจียงจากไปและข้าได้เห็นสารลับที่
ท่านเขียนถึงเจ้าพวกไร้น้ำยาเฝิงหมิงอวี่กับอู๋เฟิง
นั่นที่อาราม ข้าถึงได้เปิดโปงเจ้าคนแซ่จางขอรับ”
หากถามว่าระหว่างเดินทางจากเมืองหลวง
มายังทงโจวครั้งนี้มีผู้ใดมองภยันตรายและความ
สลับซับซ้อนซึ่งซ่อนอยู่ออกที่สุด เกรงจะต้อง
ตอบว่าเป็นเซียวติ้งเฟยแล้วจริง ๆ
ผู้ใดใช้ให้เขารู้จักทั้งสองฝั่ายเล่า
บางคนเป็นทั้งทหารและโจรถ่อย มิหนำซ้ำยัง
ชอบแสดงละครช่วยเหลือทั้งสองฝั่ายเพื่อให้ต่อสู้
ห้ำหั่นซึ่งกันและกัน ทหารจับกุมโจร ส่วนโจรก็
ต่อต้านทหาร ทำให้ทั้งสองนึกว่าอีกฝั่ายตั้งตน
เป็นศัตรู แต่หารู้ไม่ว่ามีมือหนึ่งคอยสร้าง
สถานการณ์
การตายของกงอี๋เฉิงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะสังหารฝั่ายนั้นด้วยความวู่วามหรือไม่
เซี่ยเวยก็วางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาได้
อย่างรัดกุม
แต่การที่กู้ชุนฟางเสนอชื่อจางเจอให้เข้ามา
สอดมือ ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
ประการแรก
หากเซี่ยเวยตั้งใจเอ่ยปากปฏิเสธอาจทำให้คน
สงสัย ดังนั้นเขาจึงใช้แผนซ้อนแผน เนื่องจากไม่
อาจดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ จึงทำได้
เพียงปล่อยให้จางเจอเข้ามามีส่วนร่วม จากนั้นสั่ง
การให้เสียวเปั่าลอบจับตาดู
คิดไม่ถึงว่าไม่นานนักจะเพิ่มเจียงเสวี่ยหนิงมา
อีกคน นี่คือเรื่องเหนือความคาดหมายประการที่
สอง
สถานการณ์จึงทวีความสลับซับซ้อน หาก
ผลีผลามเปิดโปงจางเจอ เจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
เดินทางร่วมกับเขาก็จะถูกดึงเข้าไปพัวพัน เกรง
ว่าอาจมีจุดจบไม่สู้ดีนัก
ด้วยเหตุนี้เซี่ยเวยจึงขออาสานำทัพมาล้อม
ปราบนิกายสวรรค์ด้วยตนเอง
ขณะนี้เองก็เกิดเหตุไม่คาดฝันประการที่สาม
ครั้นจวนหย่งอี้โหวสิ้นอำนาจ ตระกูลเซียวก็คิด
จะครอบครองอำนาจทางการทหารจากค่ายใหญ่
อย่างทงโจวกับเฟิงไถ รีบร้อนจะสร้างผลงานให้
ฮ่องเต้ประจักษ์ ถึงกับขอพระราชทานพระราช
โองการแบ่งทหารแยกจากเซี่ยเวยเป็นสองสาย
เพื่อมุ่งหน้ามาปราบปรามโจรกบฏ
เหตุไม่คาดฝันทั้งสามประการเกิดซ้อนทับกัน
ชั้นแล้วชั้นเล่า
เมื่อเผชิญหน้าสถานการณ์อันสลับซับซ้อน
เซี่ยเวยจึงมีจุดประสงค์ดังนี้ ประการแรก
ต้องการคุ้มครองเจียงเสวี่ยหนิง ประการที่สอง
ต้องการกำจัดจางเจอ ประการที่สาม ต้องรับมือ
ตระกูลเซียว และประการที่สี่ ต้องการยืมกำลัง
ของราชสำนักมาทอนกำลังของนิกายสวรรค์ให้
อ่อนแอลง หลังจากวางแผนมาหลายครา เขาก็
คิดแผนการอำมหิตเสี่ยงอันตรายขึ้นมาได้อย่าง
หนึ่ง
ก่อนอื่นเขาจงใจรั้งตามหลังขบวนทัพของ
เซียวหย่วน ปล่อยให้ฝั่ายนั้นนำหน้า
ทว่าเซี่ยเวยลอบเตรียมกำลังคนไว้สองส่วน
ทางหนึ่งให้คนปลอมตัวเป็นคนทรยศของนิกาย
สวรรค์ ปล่อยข่าวลับสุดยอดเรื่องที่พักของนิกาย
สวรรค์อยู่ที่อารามซั่งชิงให้เซียวหย่วนทราบ ส่วน
อีกทางเขากลับใช้สารลับซึ่งลงนามตู้จวินซานเห
รินไปแจ้งเตือนนิกายสวรรค์ล่วงหน้าว่ามีสายของ
ราชสำนักปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่กลับมาจากเมือง
หลวง ตามด้วยแจ้งเรื่องที่ตระกูลเซียวจะบุก
โจมตี ทั้งยังสั่งให้คนเหล่านั้นเตรียมการล่วงหน้า
และซุ่มโจมตีด้วยดินปืน เมื่อถึงเวลาก็หลอกล่อ
ศัตรูให้ตามถลำลึก
สาเหตุที่เซี่ยเวยไม่ได้บอกตามตรงว่าจางเจอ
เป็นสายของราชสำนัก เป็นเพราะเจียงเสวี่ยหนิง
ยังอยู่
จางเจอแทรกซึมเข้ามาในนิกายสวรรค์ ไม่มี
ผู้ใดทราบว่าเขาจะรู้เรื่องราวมากเพียงใด
หากประมาทพลาดพลั้งจนทำให้ล่วงรู้
ความลับ เกรงว่าคงเป็นตนที่ต้องตายโดยไร้ที่
กลบฝัง
ดังนั้นต้องกำจัดจางเจอไปเสีย
เรื่องกำลังเสริมที่ร้านขายยาหย่งติ้งเป็นข่าว
ลวงจากการตั้งใจวางแผนสร้างกลลวง ส่วนใน
สารลับเซี่ยเวยก็จงใจเอ่ยว่ามีสายเพื่อให้นิกาย
สวรรค์สงสัยจางเจอและจำกัดการเคลื่อนไหว
ของเจ้าตัว แต่การจัดการจางเจอก็ไม่ถึงขั้นต้อง
ลงมือโดยตรงจนเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งร่วมเดินทางมา
ด้วยพลอยเดือดร้อน
เมื่อเสียวเปั่าพาเจียงเสวี่ยหนิงจากไปแล้วเซี่ย
เวยก็จะสังหารจางเจอทันที
ในช่วงเวลาเช่นนี้เอง หากเปิดโปงสถานะของ
จางเจอขึ้นมาอีก นิกายสวรรค์ต้องโกรธเป็นฟืน
เป็นไฟจนปลิดชีวิตอีกฝั่ายแน่ ต่อให้ภายหน้าราช
สำนักสืบสาวราวเรื่องก็จะพบว่ามิได้เกี่ยวข้อง
กับเซี่ยเวยมากเท่าใดนัก ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเวยก็
มิใช่ผู้ที่บีบให้จางเจอไป กลับกัน ผู้เสนอชื่อจาง
เจอคือกู้ชุนฟางเสนาบดีกรมอาญาคนใหม่
ต่างหากเล่า หากจะสาวก็สาวมาไม่ถึงตนแน่
ด้วยเหตุนี้ถ้าแผนการราบรื่น จางเจอก็จะจบ
ชีวิต ตระกูลเซียวจะติดกับดักโดนโจมตี ส่วนกลุ่ม
กบฏที่หลงเหลืออยู่ของนิกายสวรรค์ก็จะถูก
ทหารที่ตนพาตามมาภายหลังกำจัดจนสิ้นซาก
ถึงตอนนั้นต่อให้เซียวหย่วนไม่ตายก็ต้อง
เสียหายครั้งใหญ่จากการเสี่ยงอันตรายเพราะ
ละโมบหวังสร้างผลงาน
ส่วนเซี่ยเวยซึ่งตามมาภายหลังก็จะเร้นกาย
ทำตัวเป็นชาวประมงผู้ได้รับผลประโยชน์จากการ
ทะเลาะกันของนกปากซ่อมกับหอยกาบ เป็นนก
ขมิ้นที่อยู่เหนือตั๊กแตนตำข้าวกับจักจั่น ได้รับ
ผลประโยชน์และชัยชนะแต่เพียงผู้เดียว
บทที่ 134 ราตรีที่ไม่อาจข่มตาหลับ (2)
แผนการรอบด้าน ยืมกำลังต่อสู้กับกำลัง
กำจัดผู้เห็นต่าง สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่า…
จะมีเจียงเสวี่ยหนิงโผล่มา!
เซี่ยเวยนั่งบนขอบเตาผิง ถ่านสีแดงเรืองเรื่อๆ
ดุจแสงอาทิตย์อัสดงสาดจับดวงตาเขาจนวาววาม
เขากล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เจ้าพูดเช่นนี้ก็แสดง
ว่าข้าไม่เพียงไม่อาจลงโทษเจ้า ตรงกันข้ามกลับ
ต้องตกรางวัลให้เจ้าด้วยน่ะหรือ”
เซียวติ้งเฟยเย็นสันหลังวาบ รีบส่ายหน้าทันที
“มิกล้า มิกล้า!”
ท่าทางอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ปราศจากความ
ทะนงในศักดิ์ศรีแม้แต่น้อย คล้ายนักเลงที่ออกหา
กินตามตลาด ผู้ใดพบเห็นก็รู้สึกรังเกียจ
แต่ท่าทีแบบนี้เซี่ยเวยต้องการจะเห็นพอดี
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ
คลายออก “พักฟืนไปเถิด ไว้ถึงเมืองหลวงแล้ว
เจ้าจึงจะมีชีวิตที่ดี หากครั้งหน้ายังกล้าหลบหนี
อีก ข้าจะสั่งให้คนหักขาทั้งสองข้างของเจ้าเสีย
ถึงอย่างไรแค่ใบหน้าก็ใช้งานได้เพียงพอ!”
ความอำมหิตที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้จริงแท้
แน่นอน
ครั้นเซียวติ้งเฟยได้ยินก็แทบรักษารอยยิ้มที่
ฝืนประดับไว้บนใบหน้าไม่ไหว
เมื่อเซี่ยเวยสนทนากับเขาเสร็จสิ้นก็ลุก
ออกมาโดยไม่สนใจปฏิกิริยาตอบรับ เจี้ยนซูกับ
เตาฉิน คนหนึ่งรีบกางร่มส่วนอีกคนก็ถือโคม เดิน
ออกมาพร้อมเซี่ยเวย
ยามราตรียังคงมีเกล็ดหิมะโปรยปรายอยู่บ้าง
แต่เทียบกับยามสนธยาแล้วก็เบาบางลงมาก
แสงโคมไม่ค่อยสว่างนัก เพียงส่องพื้นดินใน
ระยะสามถึงสี่ฉื่อ มองไม่เห็นประกายหิมะส่อง
สะท้อนกลับมาสักเท่าใด
เตาฉินกดร่มลงต่ำยิ่งนัก
ขณะสามนายบ่าวเดินออกมาจากประตูกลม
ก็มองเห็นเงาร่างค่อนข้างสูงใหญ่บึกบึนกำลังเดิน
วนเวียนตรงระเบียงนอกประตู ร่างนั้นอายุมาก
แล้ว รูปร่างค่อนข้างท้วมสวมชุดผ้าแพรไหม จอน
ผมสองข้างขาวโพลน ใบหน้ายามกลางวันยัง
สำแดงศักดา บัดนี้คล้ายเปียมความกระวน
กระวายและลังเล บัดเดี๋ยวมืดบัดเดี๋ยวสว่าง เผย
ความน่าสะพรึงกลัวหลายส่วน
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนั่นเอง
เจี้ยนซูเห็นแล้วผินหน้ากลับมารายงานเสียง
ต่ำประโยคหนึ่ง ครานี้เซี่ยเวยถึงทอดสายตามอง
ไปยังทิศนั้น เขากล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ดึกดื่น
ค่อนคืน ท่านกั๋วกงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เซียวหย่วนคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะเดินออกมา
จากด้านใน เขาพลันตะลึงงัน รีบเก็บสีหน้าแล้ว
มองเรือนทางด้านหลังเซี่ยเวย รีบเอ่ยว่า “อ้อ ไม่
มีอะไร เพียงรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่กบฏนิกาย
สวรรค์พวกนั้นตายกันไปหมดแล้วจึงไม่อาจเค้น
อะไรจากปากพวกมันได้ แต่ได้ยินว่ารอง
ราชครูเซี่ยจับกุมบุคคลสำคัญระดับสุดยอดของ
นิกายสวรรค์ได้คนหนึ่ง จึงนึกสงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง”
มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าเซียวหย่วนรู้สึกเช่น
ไรเมื่อได้ทราบข่าว!
ตอนนั้นเขากำลังถามท่านหมอว่าขาของ
เซียวเยี่ยจะหายดีหรือไม่ แล้วจู่ ๆ ทหารผู้หนึ่งก็
รีบร้อนวิ่งเข้ามารายงานว่าเซี่ยเซียนเซิงจับกุม
กบฏนิกายสวรรค์ได้คนหนึ่ง มีนามว่า ‘เซียวติ้ง
เฟย’ !
เซียวหย่วนรู้สึกอย่างกับมีสายอสุนีบาตฟาด
ลงมา!
เขาคว้าตัวนายทหารผู้นั้นแล้วถามไปสาม
รอบถึงกล้าเชื่อว่าตนไม่ได้หูฝาด
ต่อมาหนังตาก็กระตุกรุนแรง ทว่าความ
หวาดกลัวสารพัดอย่างกลับถั่งท้นภายในจิตใจ
เป็นไปได้อย่างไร คงเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง เด็ก
คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร เด็กผู้ทรงคุณธรรม
สามร้อยคนถูกฝังใต้หิมะกันหมดแล้วนี่นา!
เด็กเล็กขนาดนั้น เด็กเล็กขนาดนั้น…
เซียวหย่วนรู้มาตลอดว่าเซี่ยจวีอันถนัดการ
สำรวจถ้อยคำและสีหน้า เขาจึงเอ่ยขึ้นมาอีกครา
ด้วยเกรงจะถูกจับพิรุธอะไร “ข้าได้ยินว่าคนผู้นั้น
คล้ายจะมีนามว่า ‘ติ้งเฟย’ รึ”
ขณะเปล่งสองคำนี้ออกมา พลันรู้สึกท้ายทอย
เย็นวาบ
กลางเหมันต์หิมะหนาวเหน็บ สายลมหนาว
พัดรุนแรง
อารามซั่งชิงสร้างบนภูเขา ร่มเงาไม้แน่นขนัด
ยามสายลมหนาวพัดผ่านก็โยกไหวจนหิมะปลิว
ร่วงจากปลายกิ่ง ในความเงียบสงัดคล้ายมี
วิญญาณร้ายเหยียบย่างท่ามกลางพื้นหิมะช่างน่า
อกสั่นขวัญหาย
ชายชุดสีขาวราวหิมะของเซี่ยเวยถูกสายลม
พัดจนสะบัดพลิ้ว
เจี้ยนซูถือโคมสาดส่อง ยามมองเซี่ยเวยจึง
รู้สึกดวงตาพร่าพรายยิ่ง
กลางราตรีหิมะหนาวยะเยือก เซี่ยเวยจับจ้อง
ผู้นำตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเซียวตรงหน้าแล้ว
หัวเราะเบา ๆ ท่วงท่าของเขางดงามเสีย
เหลือเกิน ไม่รู้ว่าเหมือนเทพเซียนบนสวรรค์หรือ
เหมือนภูตพรายที่ลอยวนเวียนในความมืดมิด
มากกว่ากัน เขาเพียงเอ่ยว่า “ใช่ขอรับ ทุกคน
ล้วนเรียกเขาว่า ‘คุณชายติ้งเฟย’ คนแซ่เซี่ยจึง
นึกถึงคดีของจวนหย่งอี้โหวก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
ในสารลับที่เยี่ยนมู่ใช้ติดต่อนิกายสวรรค์เคยเอ่ย
ถึงร่องรอยของคุณชายผู้สูงศักดิ์ซึ่งดูเหมือนจะยัง
มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยขอรับ”
ท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ เซียว
หย่วนกลับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก
ลูกกระเดือกเขาขยับขึ้นลง ก่อนจะหัวเราะ
ออกมา แต่เสียงกลับฝืดฝืนยิ่งนัก เนื่องจากจิตใจ
สับสนวุ่นวายจึงไม่ทันสังเกตสายตาที่จ้องมองมา
ของเซี่ยเวย เซียวหย่วนกล่าวตะกุกตะกักว่า
“บนโลกนี้มีคนชื่อแซ่เดียวกันตั้งมากมาย อาจแค่
บังเอิญก็ได้”
เซี่ยเวย “เมื่อสักครู่ข้าไปดูมาแล้ว แม้ ‘คุณ
ชายติ้งเฟย’ ผู้นี้จะมีท่าทางไม่เอาไหน แต่กลับมี
ส่วนคล้ายคลึงท่านประมาณสามถึงสี่ส่วน”
เซียวหย่วนตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี “อะไร
นะ?!”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วเล็กน้อย ท่าทางคล้ายงุนงงอยู่
บ้าง “นี่มิใช่ข่าวดีหรอกหรือ”
เซียวหย่วนถึงรู้สึกตัวว่าเสียกิริยา จึงรีบคิดจะ
กลบเกลื่อน อย่างไรก็ตามขณะกำลังจะยกริม
ฝีปากเพื่อเผยรอยยิ้ม กลับรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบน
ใบหน้าล้วนบิดเบี้ยว ไหนเลยจะยิ้มออก
ไม่เพียงไม่ยิ้ม ตรงข้ามยังดูดุร้ายอย่างเห็นได้
ชัด
เขาทั้งสับสนและลนลาน ตอบพอเป็นพิธีว่า
“ข้าแค่ไม่ค่อยกล้าจะเชื่อเท่านั้นเอง…”
เจี้ยนซูและเตาฉินต่างติดตามอยู่ทางด้าน
หลังเซี่ยเวย มองดูการแสดงออกที่เต็มไปด้วย
พิรุธของเซียวหย่วนอย่างเงียบเชียบ
เซี่ยเวยเพียงรู้สึกว่าน่าขัน
เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจริง ๆ ทำให้
มองเห็นความรู้สึกต่าง ๆ ที่ฉายวาบบนใบหน้า
เซียวหย่วนได้ถนัดตา ทั้งความหวาดกลัว ความ
หวาดระแวง จิตสังหาร และอาการร้อนตัว เซี่ยเว
ยจึงเอ่ยวาจาอย่างอ่อนโยนเป็นมิตรซึ่งแฝงความ
ชั่วร้ายเป็นล้นพ้นประโยคหนึ่ง “หากเรื่องนี้เป็น
เรื่องจริงก็ต้องขอแสดงความยินดีต่อท่านแล้ว ติ้ง
เฟยซื่อจื่อประสบคราเคราะห์แต่กลับรอดชีวิต
ท่านกั๋วกงเองก็จะมีทายาทสืบตระกูล ภายภาค
หน้าตระกูลเซียวจะต้องมีแต่ความผาสุกเป็นแน่!”
เซียวหย่วนหงุดหงิดเดือดดาลเหลือแสน แต่
เนื่องจากละอายใจจึงไม่กล้าออกอาการ เขาเผย
รอยยิ้มด้วยสีหน้าที่น่าเกลียดยิ่งกว่ายามร้องไห้
เสียด้วยซ้ำ ตอบกลับไปว่า “หวังว่าจะเป็น
เช่นนั้น”
เซี่ยเวยถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ “คุณชายติ้งเฟย
ยังไม่พักผ่อน ท่านไม่เข้าไปดูหน่อยหรือ”
เซียวหย่วนยังไม่ทันตอบ คู่สนทนาก็กล่าวยิ้ม
ๆ ราวกับตระหนักบางสิ่งขึ้นมาได้ “ลืมไปเลย
ลองนับดูแล้วพวกท่านก็ไม่ได้พบปะกันมายี่สิบปี
การพบหน้าหลังจากไม่ได้เจอะกันนานอาจทำให้
ท่านรู้สึกกระอักกระอ่วน ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้อาจ
ไม่ใช่ตัวจริงด้วยซ้ำ ท่านจะสองจิตสองใจก็เป็น
เรื่องปกติ”
เซียวหย่วนทำได้เพียงตอบว่า “ใช่ ใช่”
สายลมหอบหนึ่งพัดมาอีกครา เซี่ยเวยรู้สึก
หนาวและไอออกมา เมื่อทอดสายตามองราตรีที่
มีแต่หิมะสะท้อนแสงรำไรก็หลุบเปลือกตาลงอีก
ครั้ง แล้วพูดว่า “ตกดึกสายลมเหน็บหนาว ขอ
ท่านโปรดให้อภัย ช่วงนี้คนแซ่เซี่ยเป็นหวัดเพราะ
ต้องความเย็น ไม่กล้ารั้งอยู่นาน ขอตัวลาก่อน”
เซียวหย่วน “รองราชครูเซี่ยเดินระมัดระวัง
ด้วย”
เซี่ยเวยไม่ถามเซียวหย่วนว่าจะยืนอยู่ที่นี่อีก
นานสักเท่าใด เขาปิดปากไออีกสองหน เดินลง
บันไดไปยังห้องของตนโดยมีเตาฉินคอยกางร่มให้
แสงตะเกียงภายในห้องสว่างโรจน์ เปลว
เทียนฉายแสงเจิดจ้า
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟากหนึ่งของตั่ง
หลัวฮั่นริมหน้าต่าง รอยยิ้มเย้ยหยันผุดบนริม
ฝีปาก สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอันเย็นชา
ไร้ความรู้สึก
เขายกมือขึ้นแตะดวงตา
เจี้ยนซูหยิบขวดหยกออกมาจากกล่องที่พก
ติดตัว เทยาลูกกลอนออกมาหนึ่งเม็ด แล้วยก
น้ำอุ่นหนึ่งถ้วยมาส่งให้ คอยปรนนิบัติให้เขากลืน
ยาลูกกลอนเม็ดนั้นไปพร้อมกับน้ำ
ใบหน้าซีดเซียวของเซี่ยเวยไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
เขานั่งพลิกอ่านคัมภีร์เต๋าอยู่บนเตียงเตาทรง
สี่เหลี่ยมด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ในนั้นเขียน
อักษรแนวตั้งเรียงกันเป็นพืด สายตาของเขาจับ
อยู่ด้านบนจึงแลเห็นประโยค ‘คล้อยตามคือ
สามัญ ย้อนผกผันคือเซียน ทำเพียงกลับหยิน
และหยาง[1]’
เต๋าเน้นจิตใจสงบ พุทธเน้นดับกิเลส
เขาศึกษาทั้งพุทธและเต๋า ครั้นเห็นถ้อยคำ
เพ้อเจ้อที่ตนไม่เข้าใจความหมายก็สับสนกระวน
กระวาย สะบัดมือขว้างคัมภีร์กระแทกมุมผนังดัง
ปัง
เจี้ยนซูและเตาฉินตกใจจนสะดุ้งโหยง
เซี่ยเวยใช้ข้อศอกข้างหนึ่งค้ำมุมโต๊ะ นิ้วเรียว
ยาวแตะขมับที่กำลังเต้นตุบ ๆ เบา ๆ เอ่ยถาม
ขึ้นมาว่า “หนิงรองเล่า”
เจี้ยนซู “ท่านหมอตรวจดูอาการแล้วก็แจ้งว่า
นางหลับไปด้วยสภาพจิตใจอันผ่อนคลาย ครึ่งชั่ว
ยามก่อนเสียวเปั่ารายงานว่านางเพิ่งจะตื่นและ
กินอาหารไปเล็กน้อย กำลังจะไป…จะไปเยี่ยมใต้
เท้าจางขอรับ”
เซี่ยเวยหลุบเปลือกตา ประกายอำมหิตฉาย
วาบภายในดวงตา
ราตรีนี้นอนไม่หลับ
ในเมื่อเขาสงบไม่ได้ เช่นนั้นไม่ว่าใครก็อย่าได้
คิดจะสงบเลย เซี่ยเวยสั่งอย่างเย็นชาว่า “เรียก
นางให้ไสหัวมาเรียนพิณ!”
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็โมโหจนแทบ
กระเด้งจากเตียง กล่าวด้วยความกราดเกรี้ยวสุด
แสน “กลางดึกหิมะตกหนักแบบนี้จะให้เรียนพิณ
บ้าบออะไรกันเล่า?!”
——————–
1. เป็นข้อความหนึ่งจากคัมภีร์พฤกษาไร้ราก
เป็นคัมภีร์กลั่นโอสถของปรมาจารย์จาง
ซานเฟิง